LNCrawler

หมู่บ้านช่าง #33

ข้าก็แค่เป็นฮองเฮามาสี่ร้อยปี — novel.dek d.com · All chapters

หมู่บ้านช่าง #33

ตอนที่ 16 หมู่บ้านช่าง

หมู่บ้านกำลังมีเทศกาลเรือเล็ก เด็ก ๆ พับเรือกระดาษลอยตามคลอง มีแผงขายขนมงาและปลาทอดเรียงยาว มู่อิ่นเช่อยืนมองจากข้างรถม้า กู้เฟิ่งซื้อขนมให้หนึ่งห่อก่อนพาเดินผ่านสะพานไปท้ายหมู่บ้าน

เรือนเก่าหลังหนึ่งมีประตูสลักรูปดาวเก้าดวง แผ่นไม้ใหม่ปิดทับลายไปครึ่งหนึ่ง เจ้าของเป็นหญิงชรานามลู่ซื่อ นางเปิดประตูเพียงช่องเล็ก มองคนแปลกหน้าก่อนจะยอมให้เข้าไปนั่ง

“ต้นตระกูลข้าเป็นช่างทำหีบ ไม่ใช่ช่างหลวง ข้าไม่รู้จักหอไจซิงหรอกเพคะ”

มู่อิ่นเช่อนั่งกินขนมงาอยู่ข้างกู้เฟิ่ง เห็นหญิงชราหันไปหยิบชามจากตู้ มือซ้ายกดขอบบานแล้วหมุนสลักเข้าด้านใน แทนที่จะดึงอย่างประตูทั่วไป

เสียงไม้ขยับทำให้นางหยุดเคี้ยว

“ต้องกดไว้ก่อนแล้วค่อยหมุน หากหมุนทันทีสลักจะหัก” มู่อิ่นเช่อขยับนิ้วตาม “ที่หอไจซิงก็เปิดเช่นนี้” หญิงชราทำชาหก

กู้เฟิ่งยื่นผ้าให้หญิงชราเช็ดชาที่หก ไม่หยิบป้ายมาขู่ซ้ำ เขาวางแผนผังฉบับคัดบนโต๊ะ แล้วเปิดให้เห็นชื่อลู่เหอ

“ข้าตามชื่อเขามาถึงที่นี่ อยากรู้ว่าทางลงใต้หอมีอันตรายอย่างไร”

ลู่ซื่อไม่แตะกระดาษ “คนที่มาถามครั้งก่อนบอกเช่นเดียวกัน”

“เขาทำอะไรกับพวกเจ้า”

หญิงชรามองประตูห้องด้านในอยู่พักใหญ่ ถึงเล่าว่าผู้มาซื้อแบบส่งคนมาคอยถามถึงสมุดช่างอีกหลายครั้ง บุตรชายของนางต้องย้ายไปทำงานต่างเมืองไม่กล้ากลับบ้าน นางยอมขายแบบให้เพียงแผ่นเดียวแล้วอ้างว่าส่วนอื่นถูกน้ำท่วมเสียหายหมด

กู้เฟิ่งให้เฉิงอี้เข้ามารับคำสั่ง จัดคนคุ้มครองเรือนกับตามหาบุตรชายนาง เขาเขียนหนังสือประทับตรามอบไว้ต่อหน้า ไม่บังคับให้หญิงชรานำสมุดออกมาทันที

ลู่ซื่ออ่านหนังสืออยู่นาน ก่อนจะลุกไปเปิดห้องบรรพชน พาเขากับเด็กตามเข้าไป หลังป้ายวิญญาณมีหีบไม้ดำ ภายในเก็บสมุดช่างห่อผ้าหลายชั้น นางยกขึ้นวางเอง กระดาษเปื่อยจนกู้เฟิ่งต้องปล่อยให้นางพลิกทีละหน้า

ใต้หีบมีแผ่นไม้จารึกชื่อบุตรสาวลู่เหอ ลู่ซื่อเล่าว่านางแต่งออกจากเรือนช่างก่อนกวาดจับ จึงเก็บแบบที่บิดาฝากไว้ได้ สมุดบางเล่มเป็นฉบับคัด บางแผ่นเหลือเพียงลายเส้น ลู่ซื่อแยกให้ดูทีละห่อ ไม่รับรองว่าถ้อยคำทุกหน้าจะครบเหมือนเดิม

หน้าสุดท้ายเขียนว่า

ห้องเก้าดาวรับตราเดียวกัน จุดแรกผูกผู้ให้ จุดถัดไปห้ามข้ามลำดับ โลหิตที่บังคับเอาภายหลังไม่เปิดทางคืน ผู้ถูกผนึกต้องอยู่ถึงจุดที่ตนเลือกเดินต่อ

ใต้ข้อความเป็นภาพร่องเก้าจุดเชื่อมกัน แต่ละจุดมีสัญลักษณ์กำกับ ตั้งแต่ดอกตูม กระดูก ป้ายชื่อ ชีพจร ประตูน้ำ จนถึงเรือนท่ามกลางหิมะ ร่องต้นวกกลับมารับที่ร่างคนกลางภาพ ลู่ซื่อเตือนว่ามีคนเคยทาบแบบกลับด้านจนเปิดช่องน้ำผิดมาแล้ว

กู้เฟิ่งวางภาพรอยกลีบที่หลินซู่วาดเทียบช่องแรก มู่อิ่นเช่อเอียงคอชี้รอยข้างกัน “ดวงนี้เหมือนลายใต้หอ” เขาจดตำแหน่งที่นางชี้ไว้ ยังไม่กล้าเรียกมันว่าทางรักษา

ลู่ซื่อใช้นิ้วกดขอบกระดาษที่เริ่มร่อน “ข้ามีแต่แบบช่างเพคะ เรื่องพิธีต้องถามผู้ใช้ห้อง บรรพชนเขียนเตือนไว้ว่าอย่าเปิดจุดที่สองก่อนร่างอุ่น แต่ไม่ได้บอกให้นำเลือดไปวางตรงไหน”

กู้เฟิ่งยังไม่เก็บของบนโต๊ะ สายตาจับอยู่ที่ลู่ซื่อ “ผู้ใดมาถามเรื่องนี้เป็นคนล่าสุด”

ลู่ซื่อกดปลายนิ้วไว้ข้างรอยขาด “เมื่อสิบปีก่อน มีชายสวมแหวนหยกดำมาถาม เขาซื้อแผนผังไปหนึ่งแผ่น รูปแบบแหวนตรงกับตราของตระกูลหานเพคะ”

มู่อิ่นเช่อเอ่ยถามบ้าง “ฝังคนเป็น หมายถึงเปิ่นกงหรือ”

กู้เฟิ่งวางสมุดลงให้นางเห็นข้อความด้วยกัน “ยังสรุปไม่ได้ว่าข้อความนั้นหมายถึงเจ้า”

“เจ้าพูดเช่นนี้อีกแล้ว”

กู้เฟิ่งนั่งยองลงให้อยู่ระดับเดียวกับนาง “ข้ารู้เพียงว่ามีคนทำร้ายเจ้า และข้ากำลังหาเหตุผลกับวิธีหยุดมัน ส่วนเรื่องอื่น ข้าไม่อยากเดาให้เจ้ากลัว”

“เปิ่นกงไม่กลัว”

กู้เฟิ่งรับคำ “ไม่กลัวก็ดีแล้ว”

มู่อิ่นเช่อขยับเข้ามาใกล้เขา “เปิ่นกงเพียงหนาวนิดหน่อย”

เขาถอดเสื้อคลุมให้นาง เด็กน้อยมุดเข้าไปจนเหลือเพียงศีรษะ นางจับชายแขนเสื้อเขาไว้ตลอดทางกลับโดยอ้างว่ากลัวเสื้อตกน้ำ

หลังกลับจากหมู่บ้านช่าง มู่อิ่นเช่อเป็นไข้ต่ำติดต่อกันสองคืน หลินซู่ตรวจไม่พบโรค เขาบอกเพียงว่าร่างกายนางเหมือนกำลังต่อต้านความเย็นที่ฝังลึกอยู่ในกระดูก

“ใช้เตาอุ่นเพิ่มได้หรือไม่” กู้เฟิ่งมองไปทางเตาอุ่น ใจอยากยกเข้ามาเพิ่มเดี๋ยวนั้น

หลินซู่อธิบาย “เพิ่มมากไปนางจะร้อนจากภายนอก แต่ความเย็นข้างในยังอยู่ ต้องหาสาเหตุให้พบพ่ะย่ะค่ะ”

กู้เฟิ่งกลับมานั่งฟัง ข่มความกระวนกระวายไว้ “แล้วระหว่างนี้ควรทำอย่างไร”

หมอหลวงเก็บถุงยาออกจากข้างหมอน “ให้นางพัก กินยา และคอยบอกกระหม่อมว่าความหนาวกำเริบเวลาใด”