เด็กน้อยผู้หนึ่ง #3
เด็กน้อยผู้หนึ่ง #3
ตอนที่ 2 เด็กน้อยผู้หนึ่ง
ฮองเฮาแซ่เหวิน ผู้มีอายุห่างกันสามสิบกว่าปีผู้นี้เป็นหญิงงามล่มเมือง จิ่งเหอตี้ฮ่องเต้ไม่เพียงแต่ทรงลุ่มหลง ยังตามอกตามใจนางทุกอย่างแม้แต่หอไจซิงที่แต่เดิมมีไว้สำหรับใช้เป็นหอพยากรณ์ยังยกให้เป็นสินส่วนตัวของนาง และตอนนี้ เหวินฮองเฮาก็ต้องการสร้างพระราชวังฤดูหนาวแห่งใหม่ เรื่องจึงเดือดร้อนไปถึงองค์ชายใหญ่ โอรสที่ไม่เป็นที่โปรดปราน กู้เฟิ่งถูกส่งไปจัดการเรื่องการก่อสร้าง
เดือนห้า รัชศกเฉิงอันที่ยี่สิบเจ็ด อากาศร้อนอบอ้าว ใต้พื้นดินร้อนระอุ น้ำพุร้อนที่ถูกกลบฝังมาหลายร้อยปีปะทุขึ้นอีกครั้ง ดินก้อนหนึ่งที่ห่อหุ้มน้ำแข็งค่อย ๆ สลายตัว เผยให้เห็นก้อนน้ำแข็งที่กำลังละลาย
ก้อนกลมสีแดงลูกหนึ่งไหลออกมาตามแอ่งน้ำ
เวลาเดียวกัน บนพื้นดินเหนือซากตำหนัก รองเจ้ากรมโยธาเพิ่งกลับจากสำรวจซากปรักหักพังใต้ดินและเข้ามาในกระโจม เขาหยุดข้างโต๊ะแผนที่จำลองทางขวามือขององค์ชายใหญ่ แล้วเอ่ยรายงานด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“พบซากปรักหักพังอยู่ใต้ดินพ่ะย่ะค่ะ ดูจากสภาพและความผุพัง น่าจะเป็นตำหนักฤดูหนาวเมื่อสี่ร้อยปีก่อน เราต้องขุดเศษซากพวกนั้นออกมาก่อนถึงจะเข้าถึงบ่อน้ำพุร้อนได้พ่ะย่ะค่ะ”
ทางซ้ายมือขององค์ชายใหญ่คือใต้เท้าเวิน ช่างหลวงแห่งเจียงจั้วเจียนหรือสำนักช่างหลวงแห่งราชสำนัก ถัดไปคือใต้เท้าฉีจากตูซุ่ยเจียนหรือสำนักควบคุมทางน้ำ ส่วนผู้ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามล้วนเป็นขุนนางที่รับผิดชอบงานก่อสร้างครั้งนี้
กู้เฟิ่งกำลังก้มมองแผนที่อย่างครุ่นคิด เขาเพียงพยักหน้ารับรู้ เพราะขุนนางแต่ละคนต่างรู้หน้าที่ของตนดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้เขาสั่งทุกขั้นตอน
รองเจ้ากรมโยธาถูอี้กำลังจะอ้าปากรายงานต่อ เสียงโหวกเหวกโวยวายจากด้านนอกก็ดังแว่วเข้ามาในกระโจม
ดวงตาร่วมสิบคู่ เบนไปทางม่านกระโจมอย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่ถูอี้จะหมุนตัวเตรียมจะเดินออกไปเปิดม่านดู หากแต่ยังไม่ทันที่เขาจะก้าวเท้า ทหารคนหนึ่งก็วิ่งพรวดพราดเข้ามา
“องค์ชาย ใต้ซากตำหนักนั่น...” ทหารที่เพิ่งเข้ามากราบทูลอย่างร้อนรน
ไม่รอให้เขาพูดจบ กู้เฟิ่งก็สาวเท้าเดินสวนออกไปด้านนอก ขุนนางที่อยู่ด้านในก็เช่นกัน
เมื่อออกมาพ้นกระโจม กู้เฟิ่งเห็นนายช่างคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมคนงานกลุ่มหนึ่ง ในวงแขนของนายช่างมีก้อนกลมสีแดงอยู่
ในระยะไกลทุกคนยังมองไม่ชัด จนกระทั่งนายช่างคนนั้นมาคุกเข่าเบื้องหน้าแล้วยื่นแขนส่งเจ้าก้อนกลมสีแดงมาให้ ทุกคนถึงได้เห็นว่าเป็นอะไร
เสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นพร้อมเพรียง
ก้อนกลมสีแดงที่เห็นนั้น หาใช่ก้อนหินหรือก้อนเลือดแข็งตัวไม่ แต่เป็นน้ำแข็งใสที่ห่อหุ้มร่างเล็ก ๆ ของเด็กหญิงไว้ภายใน
เด็กหญิงในน้ำแข็งขดตัวกลมราวกับทารกในครรภ์ เรือนผมดำสยายพันรอบใบหน้าจิ้มลิ้ม กลีบปากอมสีชมพูจาง อายุน่าจะราวสองสามขวบ ตัวเล็กจนแทบจมหายไปในก้อนน้ำแข็ง
กู้เฟิ่งหรี่ตาลงเล็กน้อย มองร่างเล็กในน้ำแข็งอยู่ครู่หนึ่ง
ใต้ซากปรักหักพังที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตหลงเหลือ กลับมีเด็กเล็กขดอยู่ในก้อนน้ำแข็ง เรื่องนี้ผิดวิสัยเกินกว่าจะหาคำอธิบายได้ในทันที
เด็กผู้นี้เป็นลูกเต้าเหล่าใครกัน ไฉนมาอยู่ใต้ดินลึกถึงเพียงนี้
“ยังไม่รีบหามเข้ากระโจมแพทย์อีก!” กู้เฟิ่งเอ่ยเสียงเข้ม
คำสั่งเพียงประโยคเดียวปลุกให้ทุกคนที่ยืนตะลึงได้สติ นายช่างรีบประคองก้อนน้ำแข็งวิ่งนำไปข้างหน้า หมอหลวงกับบ่าวไพร่กรูตามเข้าไปในกระโจมที่ตั้งไฟไว้อบอุ่น
หมอหลวงวางก้อนน้ำแข็งลงบนแคร่ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบไปรอบ ๆ ค่อย ๆ ละลายเปลือกน้ำแข็งทีละชั้น มือที่จับผ้าสั่นเทาเล็กน้อย เพราะไม่เคยเห็นเด็กที่ถูกน้ำแข็งห่อหุ้มทั้งตัวเช่นนี้มาก่อน
“ท่านหมอ เด็กคนนี้ยังมีลมหายใจอยู่หรือ” นายช่างถามเสียงกระซิบ
หมอหลวงไม่ตอบ เพียงวางนิ้วลงบนลำคอเล็ก ๆ ที่เพิ่งพ้นจากน้ำแข็ง สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทุกที กระทั่งครู่หนึ่งผ่านไป ปลายนิ้วก็สัมผัสได้ถึงชีพจรแผ่วเบาที่เต้นอยู่ใต้ผิวเย็นเฉียบ
“ชีพจรยังเต้นอยู่พ่ะย่ะค่ะ!” เสียงหมอหลวงสั่นรัวด้วยความไม่อยากเชื่อ
ทั้งกระโจมเงียบกริบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงฮือฮาจะดังขึ้นอีกครา ถูกน้ำแข็งห่อทั้งตัวมานานเพียงนี้ยังไม่สิ้นลม เด็กคนนี้ช่างมีชะตาแข็งแกร่งเสียจริง
ไออุ่นจากเตาไฟค่อย ๆ แผ่คลุมร่างเล็กบนแคร่ เรียวขนตายาวสั่นไหวถี่ ๆ ก่อนที่เปลือกตาจะปรือขึ้นช้า ๆ เผยให้เห็นดวงตากลมโตคู่หนึ่งใสกระจ่างราวหยดน้ำค้าง
เด็กน้อยกวาดตามองไปรอบกระโจม สายตายังเลื่อนลอย กระทั่งไปหยุดอยู่ที่ใบหน้าของผู้คนที่ก้มลงมองนางอย่างตื่นตะลึง
คิ้วเล็กขมวดเข้าหากัน ราวกับไม่พอใจที่มีคนมายืนมุงใกล้ถึงเพียงนี้
“พวกเจ้า...” เสียงใสเล็กแบบเด็กเอื้อนเอ่ยออกมาแผ่วเบา ทว่าน้ำเสียงกลับเปี่ยมด้วยท่าทีของผู้เคยชินกับการออกคำสั่ง “ผู้ใดอนุญาตให้พวกเจ้าเข้ามาใกล้เปิ่นกงกัน!”
คำว่า “เปิ่นกง” หลุดออกจากปากเด็กเล็กอย่างอู้อี้ แม้นางยังออกเสียงได้ไม่ชัดนัก แต่ทุกคนก็ฟังออก ขุนนางที่ยืนมุงอยู่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก บ้างมีสีหน้าประหลาดใจ