LNCrawler

เด็กน้อยผู้หนึ่ง #4

ข้าก็แค่เป็นฮองเฮามาสี่ร้อยปี — novel.dek d.com · All chapters

เด็กน้อยผู้หนึ่ง #4

เจ้าก้อนแป้งน้อยพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง แต่แขนขาเล็กจ้อยกลับไม่มีเรี่ยวแรงดังใจ นางล้มพับกลับลงบนแคร่อีกครา ใบหน้าจิ้มลิ้มบิดเบ้ด้วยความหงุดหงิด

เกิดอะไรขึ้นกับร่างของนางกัน เหตุใดอ่อนแรงถึงเพียงนี้

ความคิดในหัวของมู่อิ่นเช่อยุ่งเหยิงไปหมด นางจำได้เพียงลาง ๆ ว่าตนคือมารดาแห่งแผ่นดิน คือผู้ที่ยืนอยู่เหนือคนนับหมื่น ทว่าภาพความทรงจำที่เหลือกลับพร่าเลือนเสมือนถูกม่านหมอกบดบัง ยิ่งพยายามนึกก็ยิ่งปวดร้าวไปทั้งศีรษะ

“เด็กน้อย เจ้าชื่อแซ่อันใด บิดามารดาของเจ้าอยู่ที่ใดหรือ” หมอหลวงพยายามเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลางเอื้อมมือมาหมายจะอุ้มนางขึ้น

มู่อิ่นเช่อสะบัดหน้าหนีมือนั้น เบือนสายตาไปทางอื่นอย่างไม่ไยดี ในความคิดของนาง ผู้ต่ำต้อยเช่นนี้ไหนเลยคู่ควรแตะต้องร่างกายของนาง หากเป็นเมื่อก่อน เพียงเอ่ยชื่อสกุลของนางออกไป คนทั้งแผ่นดินนี้ก็คงคุกเข่าหมอบกราบจนหน้าผากจรดพื้นไปแล้ว

แต่เสียงที่ออกจากปากนางกลับเป็นเพียงเสียงเล็กใส “เฮอะ! ร่างกายอันสูงส่งของเปิ่นกง จะให้พวกเจ้าสัมผัสแตะต้องได้ง่าย ๆ หรือ”

คำพูดของเด็กเล็กที่วางท่าเย่อหยิ่งเกินวัยบวกกับใบหน้าซาลาเปาเรียกรอยยิ้มบางจากขุนนางบางคน

“เด็กคนนี้ น่าตีใช่น้อย” ใต้เท้าฉีอดเอ็นดูไม่ได้ “ไม่รู้ว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร”

มู่อิ่นเช่อหันขวับไปมองคนที่กล้าหัวเราะเยาะนาง ดวงตากลมโตพยายามเบิกกว้างให้ดูน่าเกรงขาม แต่ยิ่งทำก็ยิ่งเหมือนลูกแมวขู่ฟ่อ ทั้งไร้พิษสงและชวนให้คนมองนึกขบขัน

นางกัดฟันเล็ก ๆ เข้าหากันด้วยความคับแค้น เกิดอะไรขึ้นกับนางกันแน่ เหตุใดคำสั่งของนางถึงกลายเป็นเรื่องชวนหัวไปได้ เหตุใดไม่มีผู้ใดคุกเข่าลงกราบนางเลยสักคน

ยิ่งคิดก็ยิ่งคับข้อง มู่อิ่นเช่อรู้สึกจมูกร้อนวูบขึ้นมา โดยไม่ทันรู้ตัว ดวงตาเริ่มฉ่ำรื้นไปด้วยน้ำ

ไม่ได้ นางเป็นถึงมารดาแห่งแผ่นดิน จะมาร้องไห้ต่อหน้าคนพวกนี้ได้อย่างไร

แต่ร่างเล็กกลับไม่ยอมทำตามใจ พอความคับแค้นปะทะกับความหิวโหยที่สะสมมา น้ำตาก็เอ่อล้นออกจากดวงตากลมโต ไหลอาบสองแก้มยุ้ยลงมาเป็นทาง จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงร้องไห้ดังลั่นกระโจม อย่างที่ตัวนางเองก็ห้ามไม่อยู่

แต่ละคนบัดนี้ยืนกะพริบตาปริบ ๆ ทำอันใดไม่ถูก ทุกสายตาล้วนมองไปทางองค์ชายใหญ่เพื่อขอความช่วยเหลือ

กู้เฟิ่งที่ยืนเงียบมานานขมวดคิ้วเข้าหากัน เขากวาดสายตาไปรอบกระโจม บ่าวไพร่กับขุนนางต่างพากันยิ้มแห้ง

ในที่สุดองค์ชายใหญ่ผู้เย็นชาก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปนั่งลงบนแคร่

มู่อิ่นเช่อที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นเงยหน้าขึ้นมองบุรุษตรงหน้าทั้งน้ำตา ภาพตรงหน้าพร่าเลือน นางเห็นเพียงเงาร่างสูงใหญ่ในชุดดำก้มลงมาหา

มืออุ่นข้างหนึ่งสอดเข้าประคองใต้รักแร้เล็ก ๆ ของนาง ก่อนจะอุ้มร่างเล็กจ้อยนั้นขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวจะทำของบอบบางแตกหัก

“ไม่ต้องร้องแล้ว” กู้เฟิ่งเอ่ยปลอบเด็กในอ้อมแขน

แปลกยิ่งนัก พอได้อยู่ในอ้อมแขนอุ่น ๆ นั้นแล้ว เสียงร้องไห้ของมู่อิ่นเช่อก็ค่อย ๆ เบาลงจนเหลือเพียงเสียงสะอึกสะอื้น นางแอบเบียดใบหน้าเข้ากับอกอุ่นของอีกฝ่ายโดยมิทันรู้ตัว

เพียงชั่วอึดใจต่อมา ท้องน้อยของนางก็ส่งเสียงร้องจ๊อก ๆ ออกมาท่ามกลางความเงียบ

มู่อิ่นเช่อแข็งค้างไปทั้งร่าง สองแก้มยุ้ยที่ยังเปียกน้ำตาค่อย ๆ ขึ้นสีแดงระเรื่อ

นางเป็นถึงฮองเฮาผู้เกรียงไกร กลับต้องมาอับอายเพราะเสียงท้องร้องต่อหน้าผู้คน ช่างน่าขายหน้ายิ่งนัก!

เสียงท้องร้องของเด็กเล็กในความเงียบเช่นนี้ ไม่ว่าผู้ใดได้ยินก็ย่อมเข้าใจ

กู้เฟิ่งหลุบตาลงมองเจ้าก้อนแป้งน้อยที่ซุกหน้ากับอกเขาด้วยความอาย แล้วเงยหน้าขึ้นสั่งบ่าวที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุด

“ไปบอกห้องเครื่องให้ต้มข้าวต้มอ่อน ๆ มาสักถ้วย”

ภายในกระโจมแพทย์ บ่าวรับคำแล้วรีบถอยออกไป ในค่ายที่ตั้งขึ้นเพื่อรองรับองค์ชายใหญ่ตลอดช่วงคุมงาน ย่อมมีครบทั้งห้องเครื่อง แม่ครัว พ่อครัว นางกำนัล ไม่ต่างจากในจวน เพียงชั่วอึดใจ กลิ่นข้าวต้มร้อน ๆ ก็ลอยแตะจมูก

มู่อิ่นเช่อที่กำลังหิวจนไส้แทบขาดสูดกลิ่นนั้นเข้าเต็มปอด ท้องน้อยส่งเสียงร้องซ้ำอีกครา คราวนี้ดังกว่าเดิม

นางเม้มปากแน่น พยายามข่มไม่ให้ตัวเองแสดงอาการหิวโหยออกมาจนเสียสง่าราศี หากแต่น้ำลายในปากกลับสวนทางกับความตั้งใจอย่างสิ้นเชิง

“นางกำนัลอยู่ที่ใด” กู้เฟิ่งกวาดสายตาไปรอบ ๆ “มารับตัวเด็กไปป้อนข้าวป้อนน้ำ จัดที่ให้พักเสีย”

นางกำนัลคนหนึ่งรีบก้าวออกมา ยื่นแขนทั้งสองเข้ามาจะรับตัวมู่อิ่นเช่อไปจากอ้อมแขนขององค์ชายใหญ่

ทว่ามือเล็กทั้งสองข้างกลับกำผ้าตรงหน้าอกของกู้เฟิ่งเอาไว้แน่น

มู่อิ่นเช่อเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนถึงทำเช่นนั้น นางเพียงรู้สึกว่าบนร่างของชายผู้นี้มีกลิ่นหอมเย็นคล้ายกลิ่นไม้หอมปนกับหิมะ เป็นกลิ่นที่ทำให้หัวใจที่ปั่นป่วนของนางสงบลงอย่างประหลาด