LNCrawler

ลูกกวาดหนึ่งเม็ด #5

ข้าก็แค่เป็นฮองเฮามาสี่ร้อยปี — novel.dek d.com · All chapters

ลูกกวาดหนึ่งเม็ด #5

ตอนที่ 2 ลูกกวาดหนึ่งเม็ด

ทว่ามือเล็กทั้งสองข้างกลับกำผ้าตรงหน้าอกของกู้เฟิ่งเอาไว้แน่น

มู่อิ่นเช่อเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนถึงทำเช่นนั้น นางเพียงรู้สึกว่าบนร่างของชายผู้นี้มีกลิ่นหอมเย็นคล้ายกลิ่นไม้หอมปนกับหิมะ เป็นกลิ่นที่ทำให้หัวใจที่ปั่นป่วนของนางสงบลงอย่างประหลาด

ในอ้อมแขนนี้อบอุ่น ส่วนแขนของนางกำนัลพวกนั้น ดูอย่างไรก็ไม่น่าไว้ใจ

“ไม่เอา เปิ่นกงไม่ไป” ใบหน้ากลมเหมือนซาลาเปาส่ายไปมา สองมือกำเสื้อเขาไว้แน่น เด็กเพิ่งตื่นจากน้ำแข็งยังสับสน พอมีคนยื่นมือมารับก็ดิ้นซุกหาคนที่อุ้มอยู่

นางกำนัลจำต้องหยุด ไม่กล้าดึงตัวเด็กมาโดยพลการ ได้แต่เงยหน้ามองสีหน้าขององค์ชายใหญ่เพื่อรอคำสั่ง

กู้เฟิ่งก้มลงมองเจ้าก้อนแป้งที่เกาะตัวเขาแน่นราวกับลูกลิง คิ้วเรียวย่นเข้าหากัน

เขาไม่เคยอุ้มเด็กมาก่อน

ตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา เขาคุ้นกับการจับดาบมากกว่าประคองศีรษะเล็กเช่นนี้ ยิ่งเด็กหยุดร้องก็ยิ่งไม่กล้าขยับ เกรงว่าทำผิดเพียงนิดเดียว ทุกคนในกระโจมจะต้องกลับมาทนฟังเสียงร้องอีก

นางกำนัลยังยื่นแขนค้างอยู่ กู้เฟิ่งลองแกะนิ้วเด็กออกจากเสื้อทีละนิ้ว แต่เพียงปล่อยมือ นางก็คว้ากลับไปแน่นกว่าเก่า

“เอาข้าวต้มมา ข้าจะป้อนเอง”

นางกำนัลเผลอมองหน้าเขา ครั้นองค์ชายใหญ่หันมา นางรีบก้มหน้าประคองถาดเข้าไป หมอหลวงขยับหมอนมารองข้างตัวเด็ก ส่วนใต้เท้าฉีหลบออกไปยืนพ้นระยะแขน เกรงว่าตนจะเป็นเหตุให้เด็กอาละวาดขึ้นมาอีก

หลังจัดการเรื่องเฉพาะหน้าเรียบร้อย กู้เฟิ่งจึงหันไปทางถูอี้ที่ยืนอยู่ไม่ไกล น้ำเสียงกลับสู่ความเย็นชาดังเดิม

“ส่งคนไปสืบให้ทั่ว เด็กผู้นี้เป็นลูกเต้าเหล่าใคร ไฉนมาอยู่ในก้อนน้ำแข็งใต้ซากตำหนัก ค่ายของเรามีบัญชีรายชื่อคนงานทุกคน หากมีผู้ใดพาบุตรเข้ามาในบริเวณที่ปลูกสร้าง ย่อมต้องมีร่องรอย”

“พ่ะย่ะค่ะ” ถูอี้รับคำ ไม่กล้าชักช้า รีบออกไปจัดการ

กู้เฟิ่งหลุบตาลงมองเด็กในอ้อมแขนอีกครั้ง ก้อนแป้งน้อยกำลังจ้องเขม็งไปที่ถ้วยข้าวต้มบนถาดที่นางกำนัลเพิ่งยกเข้ามา ดวงตากลมโตเป็นประกายวาววับ ปากเล็กเม้มแน่นราวกับกำลังข่มใจอย่างสุดกำลัง

ไม่ได้ เปิ่นกงเป็นผู้สูงส่ง จะให้เจ้าคนต่ำต้อยพวกนี้รู้ว่าเปิ่นกงหิวไม่ได้เด็ดขาด ทันทีที่ประโยคนี้ดังขึ้นในหัวน้อย ๆ ของนาง น้ำลายก็ไหลย้อยลงมาถึงคาง

กู้เฟิ่งเห็นเข้าพอดี จึงวางเด็กน้อยลงบนแคร่ แล้วหันไปรับชามข้าวต้ม

ดวงตากลมโตของมู่อิ่นเช่อจ้องชามข้าวที่มีควันลอยกรุ่นตาไม่กะพริบ ยามนี้นางลืมเรื่องอื่นไปสิ้น ศักดิ์ศรีอันใด สูงส่งอันใดล้วนไม่มีอยู่ในหัว

กู้เฟิ่งตักข้าวต้มขึ้นมาเต็มช้อน หมอหลวงที่อยู่ข้างแคร่ขยับปากคล้ายจะทัก เขาเหลือบเห็นเข้าจึงเทคืนลงไปครึ่งหนึ่ง ลองแตะหลังช้อนกับข้อมือตนแล้วเป่าให้คลายร้อน

มู่อิ่นเช่ออ้าปากรอแล้ว พอช้อนถอยห่างนางก็บ่ายหน้าตาม ปากเล็กหุบแล้วอ้าใหม่อยู่สองครั้ง กู้เฟิ่งมองเด็กที่ตามช้อนตาไม่กะพริบ ก่อนแกล้งเป่าเพิ่มอีกทีทั้งที่ข้าวหายร้อนแล้ว

“เจ้าช้า”

เขายังคงถือช้อนอยู่ตรงหน้า มู่อิ่นเช่อยื่นหน้าเข้าไปอีกนิด ครั้นเห็นเขาจะเป่าอีกก็รีบช่วยเป่าเสียเอง ลมจากปากเล็กพุ่งใส่มือเขาจนหมอหลวงต้องเบือนหน้าไปกลั้นยิ้ม

“เย็นแล้ว ป้อนได้แล้ว” นางเร่ง

กู้เฟิ่งยื่นช้อนให้ นางรีบงับเต็มคำ ความบูดบึ้งหายไปทันทีที่ได้กิน แต่ยังยกมือจับข้อมือเขาไว้ด้วย

“จับไว้ทำไม”

มู่อิ่นเช่อกลืนข้าวแล้วตอบอย่างจริงจัง “ช้อนของเจ้าชอบหนี”

คราวนี้กู้เฟิ่งหลุดหัวเราะ เด็กน้อยมองเขาอย่างระแวง ก่อนอ้าปากรอคำถัดไปโดยไม่ยอมปล่อยมือ

เขาป้อนต่อทีละคำ พอจะยกช้อนออกจากถ้วย มือเล็กก็ขยับตามมาด้วย กู้เฟิ่งต้องยอมให้นางคุมข้อมืออยู่เช่นนั้นจนข้าวต้มใกล้หมด

ไม่นานข้าวต้มทั้งชามก็หมดเกลี้ยง มู่อิ่นเช่อยังอ้าปากเล็กรอคำต่อไปด้วยความเคยชิน แต่ช้อนกลับตักได้เพียงก้นชามที่ว่างเปล่า

นางก้มมองเข้าไปในชามด้วยความไม่อยากเชื่อ หมดแล้วหรือ ท้องน้อย ๆ ของนางยังไม่อิ่มเลยสักนิด

“เปิ่นกงจะเอาอีก” มู่อิ่นเช่อเงยหน้าขึ้นมองกู้เฟิ่ง ผลักชามเปล่าในมือของเขาเข้าไปชิดเจ้าตัว

หมอหลวงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รีบก้าวเข้ามาห้าม “ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ เด็กเพิ่งฟื้นจากการถูกความเย็นกัดกินมานาน กระเพาะยังบอบบางนัก หากกินมากไปในคราวเดียวจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย ต้องค่อย ๆ เพิ่มทีละน้อยพ่ะย่ะค่ะ”

มู่อิ่นเช่อฟังไม่เข้าใจเรื่องกระเพาะบอบบางอันใดทั้งนั้น นางรู้เพียงว่าตนยังหิว นางจึงหันไปเขย่าแขนเสื้อของกู้เฟิ่งพลางส่งเสียงอ้อแอ้

“เปิ่นกงยังไม่อิ่ม” มู่อิ่นเช่อเงยหน้ามองเขา ดวงตากลมโตมีน้ำใสเอ่อคลอ พร้อมจะไหลลงมาทุกเมื่อ “ให้เปิ่นกงกินอีกหน่อยเถอะนะ เปิ่นกงหิวจริง ๆ”

เห็นเขานิ่งไม่ตอบ นางก็ยิ่งอ้อนหนักขึ้น สองมือจ้ำม่ำเกาะแขนเขาเขย่าไปมา ใบหน้าซาลาเปาเชิดขึ้นทำตาละห้อย “เปิ่นกงเป็นถึงมารดาแห่งแผ่นดินนะ สั่งให้ยกอาหารมาทั้งโต๊ะยังได้เลย นี่แค่ข้าวต้มชามเดียวเอง” พูดยังไม่ทันจบ น้ำตาเม็ดโป้งก็ไหลอาบแก้มลงมาเป็นทาง

คำโอ่ที่ควรจะน่าเกรงขามกลายเป็นน่าสงสารไปสิ้น