วิชายุทธของจริง
วิชายุทธของจริง
“ จริงสิท่านจอมยุทธ์ ข้าขอสอบถามถึงวิชาที่ท่านฝึกฝนได้หรือไม่ ดูเหมือนตัวท่านจะไม่ใช่คนธรรมดา.. ” ชายหนุ่มคิดได้ขึ้นมากับสิ่งนี้ วิชากำลังภายในที่อีกฝ่ายมีอยู่ หากมันเป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้ทุกคน เช่นนั้นตัวเขาก็อยากลองดูซักครั้ง!
ชายชราชุดเทาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนรีบประสานมือกลับด้วยสีหน้าเกรงใจ
“ ท่านเซียนน้อยกล่าวเกินไปแล้ว.. ข้าเป็นเพียงคนฝึกยุทธ์ธรรมดา จะกล้าอวดวิชาต่อหน้าเทพเซียนได้อย่างไร ”
“ ไม่ต้องถ่อมตัวหรอก ” ไทม์ยิ้มบางๆ
“ ข้าเพียงสนใจเท่านั้น วิชาของโลกมนุษย์ย่อมมีเอกลักษณ์ในตัวเอง ” คำพูดนั้นทำให้ชายชราชุดเทารู้สึกปลื้มใจอย่างบอกไม่ถูก เซียนที่แท้จริงกลับให้เกียรติถามถึงวิชาของเขา!
“ เช่นนั้นข้าจะอธิบายเท่าที่รู้ให้ท่านฟังขอรับ ” เขารีบประสานมือคารวะอีกครั้ง ก่อนหันไปมองเฉินกั๋วกง เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าอนุญาต ก็เริ่มเล่าทุกอย่างออกมาด้วยความภูมิใจ
“ สำนักของข้ามีนามว่าสำนักคุ้มมังกร ”
“ สำนักคุ้มมังกร? ” ไทม์ทวนชื่อเบาๆ
“ ใช่ขอรับ แม้จะไม่ใช่สำนักอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า แต่ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสิบสำนักใหญ่แห่งยุทธภพ! ”
“ ศิษย์ของสำนักเราแทบทั้งหมด ล้วนไม่ออกเที่ยวสร้างชื่อเหมือนสำนักอื่น แต่กลับเลือกหน้าที่รับใช้แผ่นดิน ”
“ รับใช้แผ่นดิน? ” ไทม์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ ขอรับ ” สีหน้าของชายชราชุดเทาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
“ ศิษย์ที่สำเร็จวิชาจากสำนักคุ้มมังกร ส่วนใหญ่จะเข้ารับราชการ ”
“ บ้างเป็นองครักษ์หลวง บ้างเป็นผู้คุ้มกันเชื้อพระวงศ์ บ้างเป็นผู้พิทักษ์คลังแผ่นดิน ”
“ ส่วนผู้ที่มีฝีมือสูงมาก ก็จะได้รับหน้าที่คุ้มครองแม่ทัพใหญ่ ขุนนางชั้นสูง หรือแม้แต่พระราชวงศ์โดยตรง ” ไทม์แอบพยักหน้าอยู่ในใจ นี่มันโรงเรียนนายร้อยชัดๆ เหมือนหน่วยอารักขาวีไอพีของยุคโบราณเลย
“ แล้วตัวท่านล่ะ? ” ชายชรายิ้มบางแทนคำตอบ
“ ข้าเคยเป็นศิษย์พี่ลำดับสามของสำนัก หลังสำเร็จวิชาก็ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าองครักษ์ของท่านเจ้าเมืองเฉิน ดูแลความปลอดภัยของผู้ปกครองหัวเมืองหลักแห่งทิศเหนือ ทิศที่มีสงครามอยู่ตลอดเวลา! ” ยิ่งพูดก็ยิ่งตอกย้ำว่าเขานั้นเป็นยอดฝีมือโดยแท้จริง!
“ ข้าผ่านสนามรบมาหลายสิบครั้ง ฆ่าโจรภูเขา ปราบโจรน้ำ และคุ้มกันขบวนเครื่องบรรณาการเข้าวังนับครั้งไม่ถ้วน ” น้ำเสียงของเขาไม่ได้โอ้อวด แต่ก็เต็มไปด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต
“ ปัจจุบันแม้อายุมากแล้ว แต่ก็ยังเป็นหัวหน้าองครักษ์ของตระกูล แม้แก่ชราแต่ฝีมือกระบี่ก็ยังคงอยู่.. ”
“ หากไม่มีท่านหาน.. ข้าคงตายไปตั้งแต่ยี่สิบปีก่อนแล้ว ” เฉินกั๋วกงหัวเราะเบาๆ ทั้งสองอยู่ร่วมงานกันมานานหลายสิบปี จนวันนี้เรียกได้ว่าครอบครัวไปแล้ว!
ไทม์หันไปมองชายชราชุดเทาอีกครั้งด้วยสายตาเปลี่ยนไป คนนี้ของจริง.. อย่างน้อยในโลกใบนี้ อีกฝ่ายก็ถือเป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้า
“ แล้ววิชาของสำนักเป็นอย่างไร? ” เพียงได้ยินคำถาม ดวงตาของชายชราชุดเทาก็เป็นประกาย
“ สำนักของเราฝึกทั้งภายนอกและภายใน ”
“ ภายนอกคือฝึกกระดูก กล้ามเนื้อ และร่างกาย ”
“ ภายในคือฝึกลมปราณ! ”
“ ศิษย์ทุกคนต้องตื่นก่อนฟ้าสาง ฝึกยืนม้า ฝึกหอก ดาบ กระบี่ ธนู และหมัดเปล่า ”
“ หลังจากนั้นจึงเริ่มฝึกการโคจรลมปราณ ” เขาพูดพลางยกมือแตะบริเวณท้องน้อย
“ เมื่อสามารถรวบรวมลมปราณไว้ที่ตันเถียนได้ ร่างกายก็จะแข็งแรงกว่าคนธรรมดาหลายเท่า ”
“ วิ่งได้ไกลกว่า กระโดดได้สูงกว่า มองเห็นได้ไกลกว่า และเมื่อฝึกจนถึงระดับสูง.. ก็สามารถใช้ลมปราณเสริมพลังให้กับเพลงดาบหรือฝ่ามือได้ ”
ไทม์แอบตื่นเต้นขึ้นมา นี่มันของจริงเลยเหรอ! ถึงเขาจะเห็นอีกฝ่ายแสดงฝีมือมาบ้างแล้ว แต่พอได้ฟังวิธีการฝึกอย่างละเอียด ก็ยิ่งรู้ว่านี่ไม่ใช่เพียงนิยายกำลังภายใน หากแต่เป็นศาสตร์ที่ผู้คนทั้งโลกนี้เชื่อมั่นและปฏิบัติตามจริง!
“ ถ้าอย่างนั้น.. ” ไทม์ยิ้มก่อนถามออกมาตรงๆ
“ คนธรรมดาที่เริ่มฝึกตอนอายุยี่สิบห้าปี ยังถือว่าพอมีโอกาสหรือไม่? ” คำถามนี้ทำให้ทั้งเฉินกั๋วกงและชายชราชุดเทาหันมามองเขาพร้อมกัน
“ ท่าน.. ต้องการฝึกวิชายุทธ์? ” ชายชราชุดเทาถึงกับตกตะลึง เซียนจะอยากเรียนวิชาของมนุษย์ไปทำไม..
“ อย่างที่ท่านรู้ ข้ากำลังตามหาเส้นทางเพื่อละกิเลสอยู่ การฝึกฝนวิชาของมนุษย์ก็เป็นหนึ่งในเส้นทาง ไม่ยึดติด ไม่ดูถูกผู้ใด ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีค่า หากเซียนยึดติดเพียงวิชาเซียน เช่นนั้นก็ไม่ต่างจากเซียนที่ดูหมิ่นมนุษย์ เส้นทางแห่งความเท่าเทียมคือเส้นที่อาจารย์ข้าพร่ำสอน.. ”
“ บางครั้งสิ่งเล็กๆอาจนำไปสู่การหยั่งรู้ที่ยิ่งใหญ่ได้! ”
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ชายชราชุดเทาก็ถึงกับตัวสั่นด้วยความซาบซึ้ง เซียนแท้จริงกลับยังถ่อมตนถึงเพียงนี้!
“ หากท่านเซียนน้อยไม่รังเกียจ.. ” เขารีบคุกเข่าลงอีกครั้งโดยไม่ลังเล
“ หลังจากท่านพักผ่อนแล้ว ข้ายินดีแนะนำวิชาทั้งหมดด้วยตนเอง! หรือไม่ก็.. พาท่านไปยังสำนักของเราเลย! ” เขาพูดอย่างตื่นเต้นไปหมดแล้ว
“ ไม่ต้องถึงขั้นพาไปสำนักก็ได้ ข้าขอเพียงได้เห็นวิชาและศึกษามันซักเล็กน้อย หากมีวาสนา การตรวจสอบเพียงไม่นานก็อาจเกิดผล.. ” เขาพูดแบบเทพเซียนตัวจริง
“ ย่อมได้ขอรับ! วันพรุ่งนี้ข้าจะเร่งนำคัมภีร์วิชามาให้ท่านได้ศึกษาดู! ” เขารับปากอย่างจริงจัง
“ เช่นนั้นวันนี้ก็แยกย้ายก่อนเถอะ คุณหนูที่ทานยาแล้วจะได้พักผ่อนด้วย ข้าเองก็อยากจะออกไปเดินเล่นในตัวเมืองซักครั้ง หลังจากนั้นก็จะปิดด่านกลับโลกเซียนไป วันรุ่งขึ้นค่อยเจอกันใหม่ตามเวลา.. ” ไทม์กล่าวกับทั้งสองที่เดินออกมาส่งจนถึงประตูจวนด้านหน้า
“ ห้องของท่านเซียน.. เอ่อ.. คุณชายเตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว ท่านกลับมาได้ทุกเมื่อหลังเดินชมเมืองจนพอใจ ” ท่านเจ้าเมืองกล่าวอย่างสุภาพ ตัวตนของไทม์เองก็ยังต้องเก็บเอาไว้หลายส่วน..
สายลมอ่อนพัดผ่านถนนหินสายหลักของเมือง ผู้คนแต่งกายด้วยชุดผ้าแพร ผ้าฝ้าย และชุดนักปราชญ์เดินขวักไขว่ ร้านรวงทั้งสองฝั่งถนนเปิดเรียงรายสุดสายตา ปัญหาอาหารของที่นี่ไม่หนักหนาเท่าเมืองหน้าด่าน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้อิ่มท้อง โชคดีที่ท่านเจ้าเมืองไม่ใช่คนเลว ทางการจึงได้แจกจ่ายข้าวต้มแก่ประชาชนคนละหนึ่งมื้อในทุกๆวัน ซึ่งนั่นก็พอจะช่วยรักษาชีวิตเอาไว้ได้
“ ซาลาเปาร้อนๆ! ”
“ เกี๊ยวน้ำเพิ่งต้มใหม่ๆ! ” อาหารที่ไม่ใช่ของทั่วไปก็ยังมีอยู่ เพียงแต่ราคาของมันก็สมกับเป็นโซนผู้ดี
“ ผ้าไหมจากซูโจว! ลดราคา! ” เสียงพ่อค้าแม่ค้าดังแข่งกันไม่ขาดสาย
“ เมืองนี้ก็เจริญกว่าที่คิด ” เขาพูดขณะเดินชมเมืองอย่างสบายใจ ร้านขายหยก โรงตีเหล็ก โรงน้ำชา และโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่เรียงรายเต็มถนน แน่นอนว่าก็มีชาวบ้านที่อดอยากเดินไปมาปะปนอยู่ด้วย..
เดินได้ไม่นาน ผู้คนสองข้างทางกลับเริ่มจับกลุ่มพูดคุยในเรื่องเดียวกัน
“ ได้ข่าวหรือยัง? ”
“ ข่าวของอสูรเหล็กน่ะหรือ? ”
“ ใช่! ว่ากันว่ามันวิ่งเร็วกว่าม้าศึกตั้งสิบเท่า! ”
“ ข้าได้ยินว่ามันกินหินดำเป็นอาหาร! ”
“ เหลวไหล! ญาติข้าเห็นกับตา มันกินน้ำมันสีดำต่างหาก! ”
“ แล้วคนขี่เป็นใคร? ”
“ เขาว่าเป็นเซียนจากแดนเหนือ! ”
ไทม์ได้แต่ยิ้มมุมปาก ข่าวลือไปไกลขนาดนี้แล้วเหรอ เพียงชั่วข้ามคืน มอเตอร์ไซค์ธรรมดาหนึ่งคันกลับถูกเล่าขานราวกับสัตว์เทพในตำนาน
ยิ่งเดินต่อไปเสียงซุบซิบก็ยิ่งมากขึ้น บางคนบอกว่ามันเป็นพาหนะของเทพ บางคนบอกว่ามันเป็นอสูรเหล็กที่เชื่องแล้ว บางคนถึงขั้นยืนยันว่ามันบินได้..
“ คนเรานี่ชอบแต่งเติมเรื่องราวให้เกินจริง ” ไทม์หัวเราะเบาๆขณะเดินมาถึงอาคารขนาดใหญ่ ซุ้มประตูไม้สีดำสูงหลายเมตร สลักตัวอักษรไว้ด้านหน้าอย่างสง่างาม ภายในเต็มไปด้วยผู้ศึกษาสวมชุดบัณฑิต เดินถือหนังสือไม้ไผ่เข้าออกไม่ขาดสาย
“ สำนักศึกษาหลิงอวิ๋น.. ” ไทม์อ่านป้ายเบาๆ ดูจากขนาดแล้วที่นี่คงเป็นสำนักศึกษาชั้นนำของเมือง สำนักเดียวกับที่คนก่อนหน้าเคยพูดให้เขาได้ยิน..
“ พวกเจ้ารู้หรือไม่.. ” เสียงหนึ่งดังลอยออกมาจากศาลาพักด้านใน น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจแถมยังคุ้นหู..
“ อสูรเหล็กที่กำลังเลื่องลือไปทั่วเมืองนั่น.. แท้จริงแล้วเป็นของข้าเอง! ”
ไทม์ถึงกับชะงักเท้า เขาสนใจทันทีจึงแอบเหลือบมองผ่านรั้วไม้เข้าไป.. ภายในศาลามีบัณฑิตหนุ่มราวสิบกว่าคนนั่งล้อมวงกันอยู่ ตรงกลางคือคุณชายที่แต่งกายหรูหรา เขาถือพัดกระดาษด้ามหยกเอาไว้ในมือ..
“ จริงหรือคุณชายเฉิน!? ”
“ แน่นอน! ลุงข้าคือเจ้าเมืองนะ เรื่องแบบนี้จะล้อเล่นกันได้ไง! ” ชายหนุ่มเชิดคางขึ้นเล็กน้อย
“ ตอนแรกข้าก็ไม่คิดพูด เพราะสองวันก่อนก็เพิ่งบอกว่านี่เป็นแค่ข่าวลือ.. ” เขากล่าวต่อในเรื่องที่ชวนงง
“ วันนั้นเป็นข้าที่ต้องขออภัย นี่คือความลับของจวนเจ้าเมืองจึงไม่อาจบอกได้ แตกต่างจากวันนี้ที่คนลือไปทั่วแล้ว ความลับนี้ตัวข้าจึงพอจะบอกกล่าวแก่สหายสนิทได้.. ”