ชีวิตหลังตกบัลลังก์
ชีวิตหลังตกบัลลังก์
ปัญหาคือสมชายเองก็ไม่ใช่คนโง่ เขาพอจะมองออกว่าสีหน้าแบบนั้นมันคืออะไร.. นี่ไม่ใช่สีหน้าของคนที่ทรงอำนาจ กลับกันมันดันเหมือนสีหน้าของคนที่เคยถูกส่งลงมาก่อนหน้านี้! หากไม่นับรวมไอ้หนุ่มนั่นที่ดูจะสบายใจแบบสุดๆคนนึงล่ะนะ..
อดีตประธานบริษัทไม่ได้ตอบคำถามแม้แต่คำเดียว เขาเพียงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูด มืออีกข้างกอดกล่องใส่ของใช้ส่วนตัวเอาไว้ราวกับเป็นสิ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่ แตกต่างจากชาญชัยที่ก้มหน้าก้มตาไม่สบตาใคร เขาเพียงมองหาโต๊ะทำงานซักตัวเพื่อวางของลง คนเป็นหนี้แบบเขาจะถูกไล่ออกตอนนี้ไม่ได้!
“ ท่าน.. ท่านประธาน.. ” สมชายยังเรียกด้วยความเคยชิน
“ ผมไม่ใช่ประธานอีกแล้ว!! ” เสียงตวาดดังลั่นห้องเก็บเอกสารชั้นใต้ดิน บรรยากาศทั้งห้องแข็งทื่อทันที อดีตประธานหอบหายใจแรง ดวงตาแดงก่ำเพราะความอับอาย! พนักงานชั้นต่ำแบบนี้มีสิทธิ์มาถามเขาเรื่องนี้ด้วยเหรอ! มันตั้งใจจะหยอกล้อเขาสินะ!! นั่นคือสิ่งที่อีกฝ่ายคิดมากไปเอง..
คำพูดนั้นทำให้พี่สมชายไม่กล้าพูดอะไรต่อ เขาเพียงหลีกทางให้ก่อนหาโต๊ะทำงานแก่ชาญชัยก็เท่านั้น..
ท่านประธานไม่คิดนั่งลง สายตาเขากวาดมองห้องใต้ดินอย่างดูแคลน แฟ้มเก่าๆ โต๊ะไม้ผุๆ เก้าอี้พลาสติกสีซีด ทั้งหมดคือสถานที่ที่เขาเคยใช้ลงโทษพนักงาน!
“ ให้ฉันมาทำงานที่นี่อย่างนั้นเหรอ.. ”
“ ไม่มีวัน!! ”
ปัง!! เขาโยนกล่องใส่ของลงกับพื้นจนรูปครอบครัวแตกกระจาย ปากกาหรู นาฬิกาตั้งโต๊ะ และเอกสารส่วนตัวกระเด็นไปคนละทิศละทาง
“ คนอย่างฉัน! จะมาเฝ้าแฟ้มเอกสารเก่าๆแบบนี้ได้ยังไง!! ”
สมชายสะดุ้งโหยง ส่วนชาญชัยรีบก้มลงเก็บของแทบจะทันที
“ ทะ.. ท่านครับ.. ใจเย็นก่อนครับ ”
“ ใจเย็นงั้นเหรอ!! ” อดีตประธานสะบัดมือชาญชัยจนเซถอย
“ ฉันสร้างบริษัทนี้มากับมือ! จะให้ฉันใจเย็นตอนมันโดนขโมยไปต่อหน้าเหรอ!! ” พูดจบเขาก็ถอดบัตรพนักงานออกจากคอ นี่เป็นบัตรใหม่ซึ่งไทม์ยัดเยียดให้ บัตรแห่งความอัปยศ!
ปึก! เขาโยนมันลงพื้นก่อนเหยียบซ้ำอย่างรังเกียจ!
“ ใครอยากทำก็ทำไป! ฉันไม่ทำ!! ” เขาหันหลังเดินออกจากห้องทันทีโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
เหลือเพียงชาญชัยที่ยืนนิ่ง ชายวัยกลางคนค่อยๆนั่งลงบนเก้าอี้เก่าอย่างหมดแรง ให้ตายยังไงเขาก็ไม่คิดจะตามไป..
“ เหอะ! ถ้าผมเดินออกไปเหมือนท่าน.. เจ้าหนี้คงฟ้องผมเข้าคุกแน่! ” เขาหัวเราะแห้งๆออกมา ตัวเขายังมีภาระอีกมากมาย เพราะงั้นคงเดินตามอีกฝ่ายไม่ได้จริงๆ เขาจะไม่เสี่ยงกับประธานผู้ล้มละลายคนนี้!
อดีตประธานเดินออกจากตัวอาคารด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว เขาไม่คิดจะอยู่ที่นี่ให้ต้องอับอายอีกต่อไป!
“ คนขับรถ!! ” เขาตะโกนทันทีที่มาถึงลานจอดหน้าอาคาร
“ เอารถมาสิวะ! ”
เงียบ.. ไม่มีใครตอบ
“ คนขับรถอยู่ไหน!! เลขาของฉันล่ะ? ไอ้ศรันย์ไปไหน! ไหนมันบอกว่าจะติดตามฉันต่อไปไง! ” เขาเริ่มตะโกนดังขึ้น แต่ลานจอดรถกลับมีเพียงเสียงลมพัด
ชายวัยห้าสิบรีบเดินไปยังช่องจอดประจำของตัวเอง ก่อนจะชะงักเพราะช่องจอดดันว่างเปล่า..
“ รถฉันล่ะ.. รถฉันอยู่ไหน!! ” เขาตะโกนลั่นเหมือนคนเสียสติ ในมือเองก็พยายามติดต่อหาเลขาที่สัญญาว่าจะซื่อสัตย์ต่อไป..
“ เอ่อ.. ขออนุญาตครับ.. ” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเดินเข้ามาช้าๆ
“ รถของท่านถูกบริษัทไฟแนนซ์นำกลับไปแล้วเมื่อประมาณสิบนาทีก่อนครับ.. ท่านประธานที่ล้มละลายแล้ว คงไม่คิดว่าจะมีรถหรูคันละหลายสิบล้านรอรับใช่มั้ยครับ? ” แม้แต่ลุงยามเองก็ยังแอบแสยะยิ้มในใจ ประธานนี่กดขี่เงินเดือนพวกเขามาตั้งเท่าไร ทำไมเขาจะไม่รู้!
“ ว่าไงนะ!!”
“ เอ่อ.. ท่านประธานลองตรวจสอบอย่างอื่นดูสิครับ ทางเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งหนังสืออายัดทรัพย์สินท่านมาแล้วไม่ใช่เหรอ ก่อนหน้านี้ก็เห็นเพิ่งเข้าไปด้านในอาคาร.. ” ลุงยามลังเลเล็กน้อยก่อนพูดต่อ
“ ทั้งรถ ทั้งบัญชี หุ้นที่เหลือ รวมถึงอสังหาริมทรัพย์หลายรายการล้วนถูกดำเนินการตามกฎหมายแล้ว.. ”
“ ไม่.. เป็นไปไม่ได้ ” อดีตประธานยืนแข็งค้าง ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย
เขารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเปิดแอปธนาคาร สิ่งที่พบทำเอาตัวเขาแทบล้ม..
ยอดเงินคงเหลือ 0.00 บาท บัญชีถูกระงับการทำธุรกรรม!
เขารีบโทรหาคนขับรถต่อ หลังเลขาไม่รับสายเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“ หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้.. ”
เลขาคนสนิทหายหัว ผู้บริหารที่เคยตามประจบถูกตัดสาย.. ชายผู้เคยมีอำนาจเหนือคนนับพัน บัดนี้กลับยืนอยู่กลางลานจอดรถเพียงคนเดียว ไม่มีรถ ไม่มีลูกน้อง ไม่มีอำนาจ.. แม้แต่คนขับรถที่เคยเปิดประตูให้ทุกเช้าก็จากเขาไป..
สายลมเย็นพัดผ่านร่างที่เคยสง่างาม นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่อดีตประธานบริษัทได้ลิ้มรสกับคำว่า ไม่เหลืออะไรเลยอย่างแท้จริง!
พนักงานที่เดินผ่านไปมาหลายคนเริ่มหันมองเป็นระยะ บางคนแอบกระซิบ บางคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทำท่าจะถ่ายรูป แต่เมื่อเห็นลุงยามส่ายหน้า ทุกคนก็เลือกเพียงยืนมองอยู่ห่างๆ
ชายวัยห้าสิบกำหมัดแน่น.. ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา เขาไม่เคยรู้สึกอับอายเท่าวันนี้มาก่อน!
“ .. ” ยิ่งยืนนานเท่าไร สายตาที่มองมาก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น
“ นั่นใช่อดีตประธานหรือเปล่า.. ”
“ คนเดียวกับที่เพิ่งถูกปลดใช่มั้ย.. ไอ้ชั่วนี่สินะ ที่กดขี่เงินเดือนพวกเรามาหลายปี! ”
“ เมื่อเช้ายังนั่งรถหรูเข้ามาอยู่เลย.. ” ทุกคำซุบซิบเหมือนเข็มที่ค่อยๆทิ่มแทงหัวใจ
“ พอแล้ว.. พอซักทีไอ้พวกขี้ข้า! เป็นแค่พนักงานแท้ๆ! ” เขากัดฟันแน่น
“ ฉันต้องกลับบ้านก่อน.. ” เขาคิดถึงบ้านขึ้นมาเป็นที่แรก เพราะอย่างน้อยมันก็ยังดีกว่ายืนเป็นตัวตลกให้ลูกน้องเก่าดูอยู่ตรงนี้
ชายวัยห้าสิบรีบเดินออกจากหน้าอาคาร สายตาพยายามมองหารถแท็กซี่ที่วิ่งผ่าน แต่ไม่นานก็ชะงัก..
“ .. ” เขาค่อยๆคลำกระเป๋ากางเกง กระเป๋าเสื้อ กระเป๋าเอกสาร ทุกอย่างล้วนว่างเปล่า ในกระเป๋าสตางค์ของเขามีเงินสดอยู่เพียงหนึ่งร้อยบาท เพราะตามปกติแล้วตนเองจะไม่ต้องเสียเวลาจ่ายเงินเอง เลขาคนสนิทมักจะจัดการทุกเรื่องให้อยู่เสมอ..
“ ให้ตายเถอะ.. ทำไมไม่กดเงินสดเอาไว้เยอะๆวะ! ” อดีตประธานกัดฟันจนกรามแทบแตก คนที่เคยเซ็นเช็คครั้งละหลายร้อยล้าน วันนี้กลับมีเงินติดตัวแค่หนึ่งร้อยบาท..
ชายวัยกลางคนสูดหายใจลึก ก่อนตัดสินใจเดินไปริมถนน แน่นอนว่าเขาไม่คิดจะโบกแท็กซี่เพราะไม่มีเงินพอจ่าย ขืนขึ้นไปแล้วตอนลงไม่มีเงินให้ เกรงว่าจะถูกกระทืบเอาจนต้องอับอายยิ่งกว่าเดิม..
รถเมล์คือทางเลือกสุดท้าย อย่างน้อยๆก็โชคดีที่บ้านของตนอยู่ไม่ไกล แถมเขายังจำได้ว่าไม่ไกลจากถนนใหญ่ มันยังมีวินมอเตอร์ไซค์จอดรอรับคนอยู่ แค่หนึ่งร้อยบาทก็น่าจะไปถึงบ้านได้แล้ว..
ถ้าท่านประธานใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาบ้างซักนิด ตัวท่านก็คงรู้จักแกร๊บวินที่สามารถไปส่งได้ตั้งแต่จุดนี้ ค่าใช้จ่ายที่มีคงไม่เกินหนึ่งร้อยบาท.. น่าเสียดายที่เขาไม่เคยสนใจมาก่อน..
อดีตประธานยืนรอรถเมล์อยู่ริมถนนอย่างเงียบงัน แดดยามเที่ยงส่องลงมาจนเหงื่อไหลอาบหน้าผาก สูทราคาแพงที่เคยมีคนรีดไว้ให้ทุกเช้า บัดนี้กลับยับย่นเพราะเจ้าของไม่มีแม้แต่คนขับรถคอยเปิดประตู
ผู้คนที่ยืนรอรถเมล์ข้างๆต่างหันมองเขาเป็นระยะ
“ ลุงจะขึ้นสายไหนครับ ” ชายวัยรุ่นคนหนึ่งถามด้วยความหวังดี หลังเห็นท่าทางสับสนของอีกฝ่าย
อดีตประธานกลับชะงัก.. สายไหน? ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยนั่งรถเมล์แม้แต่ครั้งเดียว
“ .. ” ชายวัยห้าสิบได้แต่ยืนนิ่ง โชคดีที่ป้ายรถเมล์มีรายชื่อเส้นทาง เขาจึงรีบก้มหน้าดู..
ประมาณสิบนาทีต่อมา รถเมล์คันเก่าคันหนึ่งก็จอดเทียบป้าย ประตูเปิดออกพร้อมเสียงลมเบรกดังลั่น
“ ขึ้นเร็วๆ! อย่าขวางประตู! ” กระเป๋ารถเมล์ตะโกนเร่ง อดีตประธานรีบก้าวขึ้นไปอย่างทุลักทุเล ก่อนหยิบธนบัตรหนึ่งร้อยออกมายื่นให้
“ ไปหมู่บ้าน.. ” กระเป๋ารถเมล์รับเงิน ก่อนทอนเศษกลับมา
อดีตประธานมองเหรียญในมืออย่างเหม่อลอย นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่เขาได้รับเงินทอนจากค่ารถเมล์ ไม่สิ.. เป็นครั้งแรกเลยมากกว่า ที่เขายอมเก็บเหรียญเหล่านั้นเอาไว้!
ไม่มีเก้าอี้ว่าง เขาจึงต้องยืนจับราวเหล็กเหมือนผู้โดยสารคนอื่น ทุกครั้งที่รถเบรกร่างกายของเขาก็แทบเสียหลักล้มไปกอดอยู่กับคนข้างๆ..
“ โคตรแน่นเลย! ” เขาพูดอย่างพยายามเก็บอารมณ์เอาไว้ แม้ว่าในความเป็นจริงจะแทบอยากกรีดร้องออกมาดังๆ!
เกือบหนึ่งชั่วโมงต่อมา รถเมล์ก็มาถึงป้ายหน้าหมู่บ้านหรู อดีตประธานรีบลงจากรถ ก่อนเรียกมอเตอร์ไซค์เข้าซอยด้วยความรีบร้อน
“ อย่างน้อยบ้านก็ยังเป็นของเรา.. ” เขาพึมพำราวกับกำลังปลอบใจตัวเอง เพียงนั่งมาได้ไม่ถึงห้านาทีแลกกับเงินที่เขาเหลืออยู่ทั้งหมด คฤหาสน์หลังใหญ่ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ทว่าภาพที่เห็นกลับทำให้ฝีเท้าของเขาค่อยๆชะงัก..
หน้าประตูรั้วเหล็กมีรถบรรทุกสองคันจอดอยู่ ชายหลายคนในชุดเครื่องแบบกำลังขนเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงออกจากบ้าน
โซฟาหนังอิตาลี.. โต๊ะไม้หายาก.. ภาพวาดราคาแพง.. แม้แต่เปียโนที่ลูกสาวเคยเล่นตอนเด็กก็ถูกเข็นออกมา
“ พวกแกกำลังทำอะไรกัน!! ” อดีตประธานวิ่งเข้าไปทันที เจ้าหน้าที่คนหนึ่งหันมามอง ก่อนหยิบเอกสารขึ้นมา
“ ขออภัยครับ ทรัพย์สินหลังนี้อยู่ระหว่างการบังคับคดี เจ้าของไม่มีสิทธิ์นำทรัพย์สินออกหรือเข้าไปภายในบ้านโดยพลการครับ ” เจ้าหน้าที่ห้ามเขาอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าใครก็เข้าบ้านตอนนี้ไม่ได้ เพราะกำลังอยู่ในช่วงตรวจสอบทรัพย์สิน
“ เจ้าของงั้นเหรอ! ฉันนี่ไงเจ้าของ!! ” อดีตประธานโวยวายเสียงดังลั่น โดยมีสายตาแอบมองจากเพื่อนบ้านอย่างพ่อแม่ไทม์ที่ดูอยู่ไกลๆ..