อบอุ่นไปด้วยน้ำใจ
อบอุ่นไปด้วยน้ำใจ
“ เจ้าของงั้นเหรอ! ฉันนี่ไงเจ้าของ!! ” อดีตประธานโวยวายเสียงดังลั่น โดยมีสายตาแอบมองจากเพื่อนบ้านอย่างพ่อแม่ไทม์ที่ดูอยู่ไกลๆ..
“ แค่เคยเป็นครับ.. ” เจ้าหน้าที่กลับส่ายหน้าเบาๆ
“ แต่หลังจากคำสั่งอายัดและการยึดทรัพย์มีผล บ้านหลังนี้ก็ไม่อยู่ในอำนาจครอบครองของคุณอีกแล้ว ”
“ เป็นไปไม่ได้!! ” อดีตประธานรีบควักกุญแจบ้านออกมา เขาวิ่งตรงไปที่ประตูรั้วทันที ท่ามกลางสายตาของเหล่าพ่อบ้านแม่บ้านที่ยืนสงบนิ่งอยู่ด้านนอก..
แกร๊ก.. กุญแจเสียบเข้าไปได้แต่หมุนไม่ออก เขาชะงักก่อนจะลองอีกครั้ง..
แกร๊ก.. แกร๊ก.. ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ นี่พวกแก.. ”
“ เราเปลี่ยนแม่กุญแจที่ใช้ล็อคบ้านใหม่ทั้งหมด เพื่อรักษาทรัพย์สินครับ ” เจ้าหน้าที่ส่ายหน้าเบาๆแทนการบอกว่าอย่าทำอีก ไม่อย่างนั้นจะได้คดีเพิ่มเติม
ชายวัยห้าสิบยืนนิ่งเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง นี่คือบ้าน บ้านที่เขาเคยคิดว่าจะกลับมาพักเมื่อเหนื่อยล้า..
แต่วันนี้แม้แต่ประตูรั้วก็ยังเปิดไม่ได้..
“ คุณท่าน.. พวกเราจะเอายังไงต่อดี ” หัวหน้าพ่อบ้านเดินเข้ามาถามอย่างสุภาพ แม้สีหน้าของเขาจะไม่สู้ดีนักเพราะทั้งทีมอาจตกงานไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นคนสวน พ่อบ้าน แม่บ้าน คนขับรถ หรือแม่ครัว..
“ กูจะไปรู้มั้ยล่ะ! พวกมึงจะไปไหนก็ไป อย่ามายุ่งกับกู! ” ท่านประธานพูดกลับด้วยน้ำเสียงโหดร้าย เขาไม่สนว่าลูกน้องพวกนี้จะเป็นยังไง เพราะสุดท้ายแล้วต่อให้อยู่ด้วยกันมานาน แต่ทั้งหมดมันก็แค่คนรับใช้เพียงเท่านั้น..
คำพูดและท่าทางนั้น ทำเอาคนในบ้านทั้งหมดถึงกับถอดใจไปเลย เจ้านายของพวกตนเลวทรามยังไงมีหรือที่คนเหล่านี้จะไม่เคยเห็น.. ที่อดทนกันมาได้ก็เพราะต้องทำเพื่อปากท้อง..
“ เฮ้อ.. เช่นนั้นพวกเราก็คงต้องจากไป.. เพียงแต่.. เงินเดือนกับค่าชดเชย.. ” หัวหน้าพ่อบ้านพยายามเรียกร้องในสิ่งที่ยุติธรรม พวกเขาต้องได้เงินก่อนถึงจะไปได้..
“ กูไม่มีให้พวกมึง! ทั้งตัวกูมีเงินอยู่แค่สองบาท รถเมล์มันทอนมาให้แค่นี้! ” คนที่สูญเสียทุกอย่างแล้ว ย่อมไม่คิดจะเป็นพ่อพระช่วยเหลือใครอีก
หัวหน้าพ่อบ้านได้แต่ยืนนิ่ง เขาทำงานรับใช้บ้านหลังนี้มานานกว่ายี่สิบปี และก็ไม่ใช่แค่เขา.. แม่ครัวอาวุโสที่อยู่มาตั้งแต่ลูกสาวเจ้าของบ้านยังไม่เกิด คนสวนที่ดูแลรอบบ้านมาตั้งแต่บ้านหลังเก่า รวมถึงคนขับรถที่คอยรับส่งเจ้านายมาหลายปี.. ทุกคนต่างมองหน้ากันอย่างสิ้นหวัง
ค่าชดเชย.. เงินเดือนเดือนสุดท้าย.. ดูเหมือนจะไม่มีวันได้แล้ว!
“ เข้าใจแล้วครับ.. ” หัวหน้าพ่อบ้านโค้งศีรษะเบาๆ
“ งั้นพวกเราขอตัว อาจต้องแยกย้ายกันกลับบ้านที่ต่างจังหวัด.. ” ยังไม่ทันจะหันหลัง..
แอ๊ดดด.. เสียงประตูรั้วเหล็กของบ้านฝั่งตรงข้ามก็ค่อยๆเปิดออก ทุกสายตาหันไปพร้อมกัน
บ้านหลังนั้นคือบ้านของเมย์ และยังเป็นบ้านที่พ่อแม่ของไทม์อาศัยอยู่ในช่วงนี้ด้วย
สองชายหญิงวัยกลางคนค่อยๆเดินออกมาที่หน้าประตู ผู้เป็นพ่อของไทม์มองกลุ่มพ่อบ้านแม่บ้านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบาๆ
“ อากาศร้อนขนาดนี้.. จะยืนตากแดดกันไปทำไม.. ”
ทุกคนชะงักอย่างทำความเข้าใจไม่ได้.. พวกเขาเองก็เคยต้องมีปัญหากับบ้านหลังนี้ เพียงเพราะเจ้านายตนไม่ถูกใจ..
“ ถ้ายังไม่มีที่ไป เช่นนั้นก็เข้ามาพักในบ้านกันก่อนเถอะ ”
“ คะ.. คุณ.. ” แม่ครัวถึงกับเบิกตากว้าง
“ บ้านหลังนี้เองก็ยังไม่ได้จ้างพ่อบ้านแม่บ้านเลยซักคนเดียว เพียงแต่ถ้าพวกคุณรอได้ซักหน่อย ไว้รอลูกชายกับเพื่อนเขาที่เป็นเจ้าของบ้านกลับมาก่อน.. ทั้งสองคนอาจให้คำตอบได้ ” ผู้เป็นแม่ของไทม์ยิ้มอ่อน
“ ตอนนี้แค่เข้ามานั่งพัก ดื่มน้ำ กินข้าว หลบแดดหลบฝนกันก่อนเถอะ เรื่องแค่นี้ถือว่าเป็นน้ำใจจากเพื่อนบ้าน เราสองคนเป็นคนต่างจังหวัด เพราะงั้นวิถีชีวิตอาจแตกต่าง.. ” เพียงประโยคสั้นๆแต่กลับทำให้แม่บ้านหลายคนเริ่มน้ำตาคลอ
“ ขอบคุณนะคะ.. ” กลุ่มผู้ที่มีอายุแล้วย่อมรู้ตัวว่าเดินทางไกลไม่ไหว ยิ่งต้องไปแบบไม่มีเงินติดตัวด้วยแล้ว การเดินไปตามถนนย่อมไม่ต่างจากการพเนจรโดยไร้จุดหมาย..
คนรับใช้เองก็เป็นคน พวกเขาไม่ได้ต้องการความสงสาร เพียงแค่การปฏิบัติอย่างมีศักดิ์ศรีก็เพียงพอแล้ว..
“ ขอบคุณครับ.. ” หัวหน้าพ่อบ้านโค้งตัวลึก
“ พวกเราจะไม่รบกวนนาน ”
“ เชิญเถอะ ” ผู้เป็นพ่อของไทม์พยักหน้า
“ พวกเราเตรียมน้ำเย็นไว้แล้ว ”
พ่อบ้าน คนสวน แม่ครัว คนขับรถ รวมถึงแม่บ้านอีกหลายคน ต่างช่วยกันยกกระเป๋าเดินทางใบเล็กๆ เดินข้ามถนนไปอย่างเป็นระเบียบ
ภาพนั้นทำให้อดีตประธานถึงกับหน้าเขียว..
“ เดี๋ยวก่อน! ” เขาตะโกนเสียงดัง
“ พวกมึงจะไปไหน! ” ไม่มีใครหยุดเดิน
“ กูเรียกไม่ได้ยินหรือไง! ” หัวหน้าพ่อบ้านหยุดไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนหันกลับมา สีหน้าของเขาสงบนิ่ง
“ คุณเพิ่งบอกไปเองนี่ครับ.. ว่าพวกเราจะไปไหนก็ไป ”
“ พวกเราก็แค่ทำตามคำสั่ง ที่สำคัญ.. พวกเราก็ไม่มีที่ไปแล้วจริงๆ.. ” พูดจบเขาก็หันกลับไปเดินต่อ
“ ไอ้พวกอกตัญญู! กูเลี้ยงพวกมาตั้งกี่ปี! ” อดีตประธานกำหมัดแน่น
คราวนี้คนขับรถวัยสี่สิบที่เงียบมาตลอดกลับหยุดเดิน เขาหันไปมองช้าๆอย่างเริ่มจะมีอารมณ์บ้างแล้ว!
“ คุณไม่ได้เลี้ยงพวกเราครับ พวกเราทำงานแล้วก็รับเงินเดือน ไม่มีใครเป็นหนี้บุญคุณใครทั้งนั้น! ” ประโยคนั้นราวกับตบหน้าของอดีตประธาน!
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาเชื่อมาตลอดว่าเงินเดือนคือบุญคุณ แต่สำหรับลูกจ้าง.. มันก็เป็นเพียงค่าตอบแทนจากแรงงานที่แลกกันอย่างยุติธรรมก็เท่านั้น พวกเขาเองก็แทบจะสละเวลาชีวิตทั้งหมดมาดูแลครอบครัวนี้!
“ เชิญๆ เชิญเด้อครับ ” พ่อของไทม์หลุดพูดเป็นภาษาอีสานอย่างเคยชิน
“ เอ้า! อ้ายเป็นคนบ้านไส? ” กลุ่มแม่บ้านหลายคนถึงกับคุ้นสำเนียงในทันที ก่อนการพูดคุยจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง!
“ ข่อยเป็นคนขอนแก่นเด้อ ” พ่อของไทม์ยิ้มตอบอย่างเป็นกันเอง
“ ตายแล้ว! คนบ้านเดียวกันนี่หว่า! ”
“ บ่แปลกใจเลย เว้าคือคนอีสานแท้ๆ ” เสียงหัวเราะดังขึ้น บรรยากาศที่เคยเกร็งเมื่อครู่พลันผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
“ รอบก่อนถึงว่า กลิ่นอาหารที่ท่านๆเขาไม่ถูกใจ กลับหอมเสียจนพวกเราอยากออกมาร่วมวงด้วยเลย ฮ่าๆๆ ” เสียงพูดคุยเริ่มมากขึ้น แม่ของไทม์เองก็สมกับเป็นนักพูดประจำหมู่บ้าน เธอเข้ากับแม่บ้านแม่ครัวได้เป็นอย่างดี!
เมื่อความสบายใจเกิดขึ้น ทุกคนก็เดินเข้าบ้านไปอย่างช้าๆ.. ยกเว้นก็เพียงคนเดียวที่ไม่ได้รับเชิญ..
อดีตประธานถึงกับชะงัก ใบหน้าเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธและอับอาย อีกฝ่ายอยากจะเดินตามเข้าไป.. อยากจะหาน้ำดื่มสักแก้ว.. อยากจะนั่งพักใต้เครื่องปรับอากาศเย็นๆ.. แต่ประตูรั้วที่เปิดต้อนรับคนรับใช้ทุกคน กลับปิดลงตรงหน้าของเขาเพียงคนเดียว
แอ๊ด.. ปัง! เสียงประตูรั้วปิดลงอย่างแผ่วเบา ทิ้งให้ชายผู้เคยเป็นเจ้าของบริษัทใหญ่ ยืนอยู่เพียงลำพังกลางแดดร้อนๆ
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต.. ที่เขาได้ลิ้มรสความรู้สึกของการถูกทิ้งไว้ข้างนอก เหมือนที่ครั้งหนึ่งเขาเคยทิ้งคนอื่นไว้อย่างไม่ไยดี!
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว.. จากแดดร้อนของช่วงเที่ยงก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นแสงสีส้มอ่อนของยามเย็น
ภายในบ้านของเมย์.. เสียงหัวเราะและบทสนทนาดังขึ้นเป็นระยะ แม่ของไทม์กำลังช่วยแม่ครัวจัดเตรียมอาหารเย็น ที่ก็เป็นอาหารอีสานแท้ๆ ส่วนพ่อของไทม์ก็นั่งคุยกับหัวหน้าพ่อบ้านและคนสวนเรื่องบ้าน เรื่องสวน รวมถึงชีวิตในต่างจังหวัดอย่างออกรสออกชาติ
บรรยากาศที่เคยอึมครึมในตอนกลางวันค่อยๆอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด หลายคนถึงกับลืมไปชั่วคราวเลย ว่าตัวเองเพิ่งตกงานมา
ขณะที่หน้าบ้านฝั่งตรงข้าม.. อดีตประธานยังคงนั่งอยู่ริมฟุตบาท เนกไทถูกคลายออกตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ใบหน้าซีดเซียวราวกับแก่ลงไปอีกหลายปี ตั้งแต่เที่ยงจนถึงเย็น เขาทำได้เพียงอาศัยร่มไม้หลบแดด ขณะที่ในมือก็กดโทรหาเลขาคนสนิทอย่างต่อเนื่อง.. แน่นอนว่าอีกฝ่ายไม่รับเลย..
ครืด.. เสียงรถยนต์ค่อยๆเลี้ยวเข้ามาในซอยฝั่งนี้ของหมู่บ้านหรู ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปจอดในบ้านฝั่งตรงข้าม..
ไทม์ก้าวลงมาเป็นคนแรก เมย์เดินลงตามมา ก่อนจะเป็นลินินที่ลงมาด้วยอีกคน..
“ วันนี้เหนื่อยชะมัด.. ” หญิงสาวทั้งสองคนบ่นออกมาเบาๆ
“ แค่วันแรกก็ประชุมไปตั้งห้ารอบแล้ว กว่าทุกอย่างจะเข้าที่ พวกเราคงต้องลุยงานอีกยาวเลย! ” เมย์หัวเราะอย่างไม่คิดยอมแพ้ วันนี้เธอคือรองประธานบริษัทหมื่นล้าน!
“ นี่ยังไม่ถึงครึ่งของงานรองประธานเลยนะ ไว้เริ่มดำเนินงานจริงเมื่อไร รับรองได้เลยว่าเราสองคนจะไม่ได้กลับบ้าน ” ลินินหัวเราะด้วยอย่างสนิทสนมกับเมย์ไปแล้ว
เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังขึ้นเบาๆ ก่อนสายตาของไทม์จะมองดูเข้าไปในบ้าน ที่ตอนนี้ดูเหมือนจะมีคนเพิ่มมาอีกนับสิบชีวิต..
ทันทีที่เปิดประตู กลิ่นส้มตำ ปลานึ่ง แจ่วฮ้อน และไก่ย่างหอมฟุ้งก็ลอยมาแตะจมูก
ภายในห้องทานอาหาร มีผู้คนเกือบสิบห้าชีวิตกำลังนั่งพูดคุยกันอย่างเกรงใจ บางคนช่วยเด็ดผัก บางคนช่วยล้างจาน บางคนกำลังช่วยพ่อของไทม์ซ่อมก๊อกน้ำหน้าบ้านเสียด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นเจ้าของบ้านกลับมา.. ทั้งหมดต่างรีบลุกขึ้นยืนแทบจะพร้อมกันในทันที
“ สวัสดีครับคุณไทม์.. ”
“ สวัสดีค่ะคุณเมย์.. ”
“ เอ่อ.. คุณลินิน.. ” บรรยากาศเต็มไปด้วยความเกรงใจ ผู้เป็นแม่ของไทม์รีบเดินออกมาพร้อมรอยยิ้ม
“ กลับมาแล้วลูก ” ผู้เป็นแม่ของไทม์รีบเดินออกมาพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบให้ฟัง ทั้งเรื่องการถูกยึดบ้าน เรื่องที่อดีตประธานไล่คนรับใช้ทุกคน จนกระทั่งได้ชวนทั้งหมดเข้ามาหลบแดดในบ้าน
ไทม์ฟังเงียบๆจนจบ ก่อนสายตาจะกวาดมองทุกคน ชายวัยหกสิบ.. หญิงวัยห้าสิบ.. แม่ครัว.. คนสวน.. พ่อบ้าน.. คนขับรถ.. ทุกคนต่างก้มหน้าไม่กล้าสบตา ด้วยคงจะรู้แล้วว่าไทม์คือประธานคนใหม่ของบริษัท เป็นเขาที่ทำให้เจ้านายคนก่อนต้องล้มละลาย!