LNCrawler

เท่าเทียมกัน

ข้ามมิติสู่ยุคอดีต ขนสมบัติไปมาเพื่อเป็นมหาเศรษฐี — novel.dek d.com · All chapters

เท่าเทียมกัน

ฮ่องเต้ไม่ได้ตอบในทันที พระองค์หลับพระเนตรลงเล็กน้อย ราวกับกำลังปล่อยให้รสชาติของชาค่อยๆซึมซาบเข้าไปในความรู้สึก..

“ เราไม่เคยดื่มชาที่มีรสชาติเช่นนี้มาก่อน ” ฮ่องเต้ตรัสออกมาอย่างจริงจัง ชาที่ได้ดื่มเลิศรสกว่าชาใดในแผ่นดินอย่างชัดเจน!

“ ก็ควรจะเป็นเช่นนั้น ” ไทม์ตอบกลับอย่างดูจะเป็นกันเอง ตัวตนของเขาไม่ได้ด้อยกว่าฮ่องเต้นี่เลย.. โอรสสวรรค์กับศิษย์ของเทพเซียน! 

“ ชานี้มาจากที่ใด? ดินแดนเซียนใช่หรือไม่? ”

“ ถูกแล้ว นอกจากชาก็ยังมีของอีกมากที่ข้านำติดตัวมาด้วย ” ไทม์เปิดฉากค้าขายในทันที จุดประสงค์ของเขาไม่ใช่การมานั่งทำความรู้จัก แต่เป็นการหากำไรกลับไป!

คำตอบนั้นทำให้ฮ่องเต้เงียบไปครู่หนึ่ง เขาเองก็อยากจะได้ลิ้มรสของจากดินแดนนั้น..

“ หากเราต้องการอีก.. ”

“ แน่นอนว่าข้ามอบให้ได้ น้ำใจเล็กน้อยไม่ใช่ปัญหา ” คำตอบจากไทม์ทำให้อีกฝ่ายถึงกับยกยิ้ม ดูเหมือนเขาเองก็ต้องตอบแทนน้ำใจของเซียนน้อยเช่นกัน!

บรรยากาศบนแท่นสูงกลับกลายเป็นผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด

เบื้องล่างกำลังมีการทดสอบที่สำคัญที่สุดของเหล่าบัณฑิตทั่วหล้า แต่บนแท่นกลับมีบุรุษสองคนนั่งดื่มชาพูดคุยกัน ราวกับทั้งสองกำลังนั่งอยู่ในสวนส่วนตัว!

ฮ่องเต้ถามถึงอสูรเหล็ก ไทม์ก็เล่าเพียงบางส่วน ฮ่องเต้ถามถึงสถานที่ที่เขาจากมา ไทม์ก็เพียงบอกว่าเป็นสถานที่อันห่างไกลของเทพเซียน..

จากนั้นทั้งสองก็พูดคุยกันถึงเรื่องการค้าขาย การเกษตร การเดินทาง และแม้แต่เรื่องอาหาร หลายสิ่งที่ไทม์พูดออกมา ทำให้ฮ่องเต้ถึงกับต้องตั้งใจฟัง

โดยเฉพาะเรื่องการเพาะปลูก ไทม์ไม่ได้พูดถึงสิ่งล้ำสมัยจนเกินไป แต่เพียงยกตัวอย่างวิธีการเพิ่มผลผลิต การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ และการจัดการน้ำ..

เรื่องธรรมดาสำหรับโลกของเขา ไม่ใช่สิ่งธรรมดาเลยสำหรับที่นี่ เพราะมันกลับกลายเป็นความรู้ที่มีค่าอย่างมหาศาล!

“ หากทำได้เช่นนั้น ผลผลิตต่อไร่ก็จะเพิ่มขึ้นจริงหรือ? ”

“ แน่นอน ”

“ แล้วหากเกิดภัยแล้ง? ”

“ สร้างระบบกักเก็บน้ำสิ ”

“ ระบบกักเก็บน้ำ? ”

ไทม์เริ่มอธิบายอย่างง่ายๆ จนฮ่องเต้ถึงกับเรียกขันทีให้นำกระดาษมาให้ ก่อนจดรายละเอียดบางอย่างด้วยพระองค์เอง

เหล่าขุนนางที่อยู่ด้านล่างต่างมองภาพนั้นด้วยสีหน้าแปลกประหลาด ฝ่าบาทกำลังจดคำพูดของชายหนุ่มคนหนึ่งด้วยลายพระหัตถ์!

นี่เป็นสิ่งที่พวกเขาแทบไม่เคยเห็นมาก่อน!

เวลาค่อยๆผ่านไป ผู้เข้าสอบจากหลายร้อยคนลดลงเรื่อยๆ หนึ่งร้อยคน.. ห้าสิบคน.. สิบคน.. จนในที่สุดเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ด้านหน้าก็เดินเข้ามาถวายรายงาน

“ ทูลฝ่าบาท ”

“ ว่าอย่างไร? ” ฮ่องเต้แทบจะไม่อยากเสียเวลาพูดคุย เพราะการได้คุยกับไทม์นั้นถือเป็นสิ่งล้ำค่า!

“ การสอบข้อสุดท้ายใกล้จะเริ่มแล้วพ่ะย่ะค่ะ ” ฮ่องเต้พยักหน้าอย่างไม่ได้รู้สึกว่าการสอบนี้สำคัญอีกแล้ว พระองค์ทอดพระเนตรลงไปยังลานสอบ ตอนนี้เหลือบัณฑิตเพียงสามคนเท่านั้นที่ยังคงนั่งอยู่!

สามคนสุดท้าย! 

พวกเขาคือผู้ที่ผ่านการคัดเลือกทุกขั้นตอน และจะได้รับการจัดอันดับเป็นจอหงวน บัณฑิตอันดับสอง และบัณฑิตอันดับสาม!

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ.. ใครจะได้เป็นจอหงวนอันดับหนึ่งของปีนี้!

ฮ่องเต้มองดูทั้งสามคนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับมามองไทม์ ดวงตาของพระองค์ปรากฏประกายบางอย่างเช่นคนที่นึกสนุก

“ ท่านเซียนน้อย ”

“ หืม? ”

“ ท่านรู้หรือไม่ว่าการสอบข้อสุดท้ายของเราเรียกว่าอะไร? ”

“ ไม่รู้ ” ไทม์ตอบกลับแบบไม่ได้คิดสนใจเช่นกัน จะเรียกว่าอะไรก็เรียกไปสิ เขาเป็นแค่คนที่หมายจะกอบโกยสิ่งของล้ำค่า หลังจากนั้นก็กระโดดลงเรือไปกรุงศรี!

“ การสอบตัดสินจอหงวน ”

“ เป็นชื่อที่ตรงตัวดีนะ นี่ถ้าไม่บอกผมคงไม่รู้ ”

“ ฮ่าๆๆ ท่านก็พูดไป ” ฮ่องเต้หัวเราะเบาๆก่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“ เรากำลังคิดว่า วันนี้อาจถึงเวลาที่จะเปลี่ยนแปลงซักเล็กน้อย ” พระองค์หันมามองไทม์โดยตรง

“ ให้ท่านเป็นผู้ตั้งโจทย์ก็แล้วกัน ”

“ .. ” ไทม์ถึงกับชะงัก ไอ้ฮ่องเต้นี่มันแค่ขี้เกียจตั้งโจทย์ก็เลยโยนปัญหามาให้เขาสินะ!

“ ให้ข้าตั้งโจทย์? ”

“ ใช่ ” ฮ่องเต้ยิ้ม

“ ในเมื่อท่านมาจากสถานที่ที่มีความรู้แตกต่างจากพวกเรา และท่านเองก็มีความสามารถมากกว่าคนทั่วไป ”

“ เช่นนั้นโจทย์สุดท้ายของปีนี้.. ให้ท่านเป็นผู้ตั้งเสียเลย! ” คำพูดนั้นทำให้เหล่าขุนนางด้านล่างถึงกับเกิดความโกลาหล!

“ ฝ่าบาท! ให้คนนอกเป็นผู้ตั้งโจทย์อย่างนั้นหรือ?! ”

“ แต่การสอบจอหงวนเป็นธรรมเนียมของราชสำนัก! ”

“ เงียบ! ” ฮ่องเต้ตรัสเพียงคำเดียว เสียงทั้งหมดก็หายไปทันที พระองค์ไม่ได้สนใจผู้ใดอีก!

“ ท่านว่าอย่างไร? ” เขามองไทม์เพียงคนเดียวเท่านั้น

ไทม์มองผู้เข้าสอบสามคนที่อยู่ด้านล่าง จากนั้นก็หันมองฮ่องเต้ มุมปากของชายหนุ่มค่อยๆยกขึ้น

ตั้งโจทย์อย่างนั้นเหรอ? นี่มันก็น่าสนุกดีนี่!

ถ้าอย่างนั้น.. เขาจะลองดูว่าความรู้ของบัณฑิตอันดับต้นๆของราชวงศ์ในยุคนี้ จะมีอยู่มากน้อยขนาดไหน!

“ ได้ ” ไทม์ตอบสั้นๆ

“ ดี ” อีกฝ่ายเองก็สั้นเช่นกัน! จากนั้นพระองค์จึงหันไปหาขันทีคู่ใจ

“ ประกาศออกไป ”

“ การสอบข้อสุดท้ายของวันนี้.. ให้เซียนน้อยเป็นผู้ตั้งโจทย์! ”

“ รับพระบัญชา! ” ขันทีเดินออกไปยังด้านหน้า ก่อนประกาศเสียงดังจนก้องไปทั่วลาน

“ ผู้เข้าสอบทั้งสาม จงเตรียมตัวให้พร้อม! ”

“ โจทย์สุดท้ายของการสอบจอหงวนประจำปีนี้.. ” ขันทีหยุดเล็กน้อย

“ จะถูกกำหนดโดยท่านเซียนน้อย!! ”

ทั้งลานสอบเงียบกริบ ผู้เข้าสอบทั้งสามคนเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน พวกเขาไม่รู้เลยว่าโจทย์ที่กำลังจะได้รับนั้นจะเป็นเรื่องใด

แต่พวกเขารู้เพียงอย่างเดียว.. ชายหนุ่มที่สามารถสังหารจอมยุทธ์ระดับห้าได้ในพริบตา กำลังจะเป็นคนตัดสินว่าใครคู่ควรกับตำแหน่งจอหงวนอันดับหนึ่งในปีนี้!

ไทม์มองทั้งสามคนจากบนแท่นสูง ก่อนจะเอ่ยคำถามแรกออกมาอย่างช้าๆ

“ ในยามนี้บ้านเมืองกำลังพบเจอเข้ากับศึกสงคราม ศัตรูจากแดนเหนือกำลังบุกโจมตีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง.. ” ผู้เข้าสอบทั้งสามคนตั้งใจฟังทันที กับโจทย์ที่ยกมาจากเรื่องจริง

“ กองทัพของอีกฝ่ายมีจำนวนมากกว่าพวกเจ้าสามเท่า แม่ทัพฝ่ายตรงข้ามเป็นยอดฝีมือที่ผ่านสงครามมานับสิบครั้ง ขณะที่กองทัพของพวกเจ้ากำลังขาดแคลนเสบียงและกำลังพล ” ไทม์เว้นจังหวะเล็กน้อย

“ ต้องใช้วิธีใด จึงจะสามารถเอาชนะศึกนี้ได้ในสามวัน ชนะแบบที่ศัตรูจากแดนเหนือ จะไม่กล้าบุกโจมตีบ้านเมืองของเราอีก! ”

ทั้งลานสอบเงียบกริบ! ผู้เข้าสอบทั้งสามคนถึงกับหน้าตึงขึ้นมาทันที

“ สามวัน?! ” หนึ่งในนั้นเผลอหลุดเสียงออกมา สามวันจะทำอะไรได้? ต่อให้ระดมกองทัพทั้งหมดออกไปสู้รบ ก็ยังไม่ทันเสียด้วยซ้ำ!

“ คำถามมีเพียงข้อเดียว ” ไทม์กล่าวต่อ

“ พวกเจ้าจะเอาชนะสงครามในครั้งนี้ได้อย่างไรในสามวัน? ” สิ้นคำนั้นแม้แต่แม่ทัพนายกองระดับสูงสุดของราชวงศ์ก็ยังตั้งใจฟังไปด้วยเลย!

“ .. ” ไม่มีใครตอบได้ในทันที บัณฑิตทั้งสามคนก้มหน้าลง สมองเริ่มทำงานอย่างรวดเร็ว

คนแรกเริ่มคิดถึงพิชัยยุทธ.. หากกำลังพลน้อยกว่า ก็ต้องใช้กำแพงเมืองเป็นข้อได้เปรียบ วางกำลังไว้ตามประตูเมือง ใช้พลธนูและเครื่องยิงหินถล่มกองทัพของศัตรูก่อน.. แต่ปัญหาคือ.. เขามีเวลาเพียงสามวัน!

“ ใช้การทูต.. ” ชายคนแรกพึมพำ

“ ส่งทูตไปเจรจา ขอให้อีกฝ่ายถอนกำลัง แลกกับการยอมส่งบรรณาการ.. ”

ไทม์ฟังแล้วไม่ได้พูดอะไร วิธีนี้ก็ดีเพราะมันสามารถยุติสงครามได้ แต่นั่นมันก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาชนะ!

คนที่สองขมวดคิ้วแน่นก่อนตอบออกมาบ้าง..

“ ไม่ได้.. หากอีกฝ่ายตั้งใจทำสงคราม การยอมจ่ายบรรณาการย่อมเป็นเพียงการซื้อเวลา และเมื่ออีกฝ่ายเห็นว่าเราอ่อนแอ พวกเขายิ่งไม่มีเหตุผลต้องถอนกำลัง ” เขาเริ่มคิดอย่างรวดเร็ว

“ ถ้าอย่างนั้นต้องใช้แผนลวง! ”

“ ส่งกองกำลังเล็กออกไปโจมตีเส้นทางลำเลียงเสบียงของศัตรู ทำลายคลังอาหาร ตัดเส้นทางถอย แล้วบังคับให้กองทัพฝ่ายตรงข้ามแตกกระจาย! ”

“ แต่เจ้ามีเวลาเพียงสามวัน ” ไทม์ถามกลับ

“ กองทัพฝ่ายตรงข้ามเดินทางมาอย่างไร? ” ชายคนนั้นชะงัก

“ หากเป็นกองทัพขนาดใหญ่ การส่งกำลังไปทำลายเสบียงต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายวัน ยิ่งไปกว่านั้น หากถูกจับได้ กองกำลังเล็กของเราจะถูกทำลายทันที ” ไทม์พูดต่อจนเขาไม่กล้าแก้ต่าง

เมื่อเห็นว่าสองคนแรกจนปัญญาแล้ว สายตาของไทม์ก็เลื่อนไปยังคนที่สาม

ชายหนุ่มคนนั้นกำลังนั่งนิ่ง ไม่เขียนไม่พูดอะไร แต่เหงื่อกลับเริ่มซึมออกมาตามหน้าผาก..

เขาคิดทุกวิถีทางแล้ว.. ใช้กำแพงเมือง? ไม่ทัน ใช้การทูต? ไม่ได้แน่นอน ลอบสังหารแม่ทัพ? โอกาสสำเร็จน้อยเกินไป ทำลายเสบียง? ระยะเวลาไม่พอ ระดมกองทัพจากเมืองอื่น? สามวันไม่เพียงพอเช่นกัน!

“ หมดเวลาแล้วหรือยัง? ” ไทม์ถาม

“ ยังขอรับ! ” เจ้าหน้าที่รีบตอบ

“ งั้นก็ต้องให้เวลาเขา.. ” ไทม์พยักหน้า ก่อนรอคอยคนที่สามเพื่อจะได้คำตอบ..

“ คิดให้ดี ”

“ ข้าไม่ได้ถามว่าพวกเจ้าจะยื้อสงครามได้อย่างไร ”

“ ข้าถามว่า.. จะเอาชนะได้อย่างไร ” ประโยคเดียวทำให้ผู้เข้าสอบทั้งสามคนสะดุ้ง!

ใช่แล้ว! การตั้งรับไม่ใช่ชัยชนะ การเจรจาไม่ใช่ชัยชนะ การถ่วงเวลาก็ไม่ใช่ชัยชนะ! พวกเขาต้องทำให้อีกฝ่ายแพ้ภายในสามวัน!

แต่จะทำอย่างไร? เวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่ คนแรกเริ่มเขียนคำตอบลงบนกระดาษ เขาเสนอให้ใช้เมืองหลวงเป็นกับดัก ล่อกองทัพฝ่ายตรงข้ามเข้ามาแล้วโจมตีจากทุกทิศทาง

คนที่สองเสนอให้ส่งหน่วยรบพิเศษไปลอบสังหารแม่ทัพศัตรู

ส่วนคนที่สาม.. ยังคงนั่งนิ่ง เขาเงยหน้าขึ้นมองแท่นสูง สายตาของเขาค่อยๆเลื่อนไปยังไทม์ ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างฮ่องเต้หันมาส่งยิ้มให้เขา อย่างคิดว่าอีกฝ่ายคงมีปัญญามากพอ..

“ หรือว่า.. ” จู่ๆความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว เขาพึมพำก่อนเร่งเขียนคำตอบลงในกระดาษอย่างรวดเร็ว!!