เท่าเทียมกัน
เท่าเทียมกัน
ฮ่องเต้ไม่ได้ตอบในทันที พระองค์หลับพระเนตรลงเล็กน้อย ราวกับกำลังปล่อยให้รสชาติของชาค่อยๆซึมซาบเข้าไปในความรู้สึก..
“ เราไม่เคยดื่มชาที่มีรสชาติเช่นนี้มาก่อน ” ฮ่องเต้ตรัสออกมาอย่างจริงจัง ชาที่ได้ดื่มเลิศรสกว่าชาใดในแผ่นดินอย่างชัดเจน!
“ ก็ควรจะเป็นเช่นนั้น ” ไทม์ตอบกลับอย่างดูจะเป็นกันเอง ตัวตนของเขาไม่ได้ด้อยกว่าฮ่องเต้นี่เลย.. โอรสสวรรค์กับศิษย์ของเทพเซียน!
“ ชานี้มาจากที่ใด? ดินแดนเซียนใช่หรือไม่? ”
“ ถูกแล้ว นอกจากชาก็ยังมีของอีกมากที่ข้านำติดตัวมาด้วย ” ไทม์เปิดฉากค้าขายในทันที จุดประสงค์ของเขาไม่ใช่การมานั่งทำความรู้จัก แต่เป็นการหากำไรกลับไป!
คำตอบนั้นทำให้ฮ่องเต้เงียบไปครู่หนึ่ง เขาเองก็อยากจะได้ลิ้มรสของจากดินแดนนั้น..
“ หากเราต้องการอีก.. ”
“ แน่นอนว่าข้ามอบให้ได้ น้ำใจเล็กน้อยไม่ใช่ปัญหา ” คำตอบจากไทม์ทำให้อีกฝ่ายถึงกับยกยิ้ม ดูเหมือนเขาเองก็ต้องตอบแทนน้ำใจของเซียนน้อยเช่นกัน!
บรรยากาศบนแท่นสูงกลับกลายเป็นผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด
เบื้องล่างกำลังมีการทดสอบที่สำคัญที่สุดของเหล่าบัณฑิตทั่วหล้า แต่บนแท่นกลับมีบุรุษสองคนนั่งดื่มชาพูดคุยกัน ราวกับทั้งสองกำลังนั่งอยู่ในสวนส่วนตัว!
ฮ่องเต้ถามถึงอสูรเหล็ก ไทม์ก็เล่าเพียงบางส่วน ฮ่องเต้ถามถึงสถานที่ที่เขาจากมา ไทม์ก็เพียงบอกว่าเป็นสถานที่อันห่างไกลของเทพเซียน..
จากนั้นทั้งสองก็พูดคุยกันถึงเรื่องการค้าขาย การเกษตร การเดินทาง และแม้แต่เรื่องอาหาร หลายสิ่งที่ไทม์พูดออกมา ทำให้ฮ่องเต้ถึงกับต้องตั้งใจฟัง
โดยเฉพาะเรื่องการเพาะปลูก ไทม์ไม่ได้พูดถึงสิ่งล้ำสมัยจนเกินไป แต่เพียงยกตัวอย่างวิธีการเพิ่มผลผลิต การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ และการจัดการน้ำ..
เรื่องธรรมดาสำหรับโลกของเขา ไม่ใช่สิ่งธรรมดาเลยสำหรับที่นี่ เพราะมันกลับกลายเป็นความรู้ที่มีค่าอย่างมหาศาล!
“ หากทำได้เช่นนั้น ผลผลิตต่อไร่ก็จะเพิ่มขึ้นจริงหรือ? ”
“ แน่นอน ”
“ แล้วหากเกิดภัยแล้ง? ”
“ สร้างระบบกักเก็บน้ำสิ ”
“ ระบบกักเก็บน้ำ? ”
ไทม์เริ่มอธิบายอย่างง่ายๆ จนฮ่องเต้ถึงกับเรียกขันทีให้นำกระดาษมาให้ ก่อนจดรายละเอียดบางอย่างด้วยพระองค์เอง
เหล่าขุนนางที่อยู่ด้านล่างต่างมองภาพนั้นด้วยสีหน้าแปลกประหลาด ฝ่าบาทกำลังจดคำพูดของชายหนุ่มคนหนึ่งด้วยลายพระหัตถ์!
นี่เป็นสิ่งที่พวกเขาแทบไม่เคยเห็นมาก่อน!
เวลาค่อยๆผ่านไป ผู้เข้าสอบจากหลายร้อยคนลดลงเรื่อยๆ หนึ่งร้อยคน.. ห้าสิบคน.. สิบคน.. จนในที่สุดเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ด้านหน้าก็เดินเข้ามาถวายรายงาน
“ ทูลฝ่าบาท ”
“ ว่าอย่างไร? ” ฮ่องเต้แทบจะไม่อยากเสียเวลาพูดคุย เพราะการได้คุยกับไทม์นั้นถือเป็นสิ่งล้ำค่า!
“ การสอบข้อสุดท้ายใกล้จะเริ่มแล้วพ่ะย่ะค่ะ ” ฮ่องเต้พยักหน้าอย่างไม่ได้รู้สึกว่าการสอบนี้สำคัญอีกแล้ว พระองค์ทอดพระเนตรลงไปยังลานสอบ ตอนนี้เหลือบัณฑิตเพียงสามคนเท่านั้นที่ยังคงนั่งอยู่!
สามคนสุดท้าย!
พวกเขาคือผู้ที่ผ่านการคัดเลือกทุกขั้นตอน และจะได้รับการจัดอันดับเป็นจอหงวน บัณฑิตอันดับสอง และบัณฑิตอันดับสาม!
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ.. ใครจะได้เป็นจอหงวนอันดับหนึ่งของปีนี้!
ฮ่องเต้มองดูทั้งสามคนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับมามองไทม์ ดวงตาของพระองค์ปรากฏประกายบางอย่างเช่นคนที่นึกสนุก
“ ท่านเซียนน้อย ”
“ หืม? ”
“ ท่านรู้หรือไม่ว่าการสอบข้อสุดท้ายของเราเรียกว่าอะไร? ”
“ ไม่รู้ ” ไทม์ตอบกลับแบบไม่ได้คิดสนใจเช่นกัน จะเรียกว่าอะไรก็เรียกไปสิ เขาเป็นแค่คนที่หมายจะกอบโกยสิ่งของล้ำค่า หลังจากนั้นก็กระโดดลงเรือไปกรุงศรี!
“ การสอบตัดสินจอหงวน ”
“ เป็นชื่อที่ตรงตัวดีนะ นี่ถ้าไม่บอกผมคงไม่รู้ ”
“ ฮ่าๆๆ ท่านก็พูดไป ” ฮ่องเต้หัวเราะเบาๆก่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“ เรากำลังคิดว่า วันนี้อาจถึงเวลาที่จะเปลี่ยนแปลงซักเล็กน้อย ” พระองค์หันมามองไทม์โดยตรง
“ ให้ท่านเป็นผู้ตั้งโจทย์ก็แล้วกัน ”
“ .. ” ไทม์ถึงกับชะงัก ไอ้ฮ่องเต้นี่มันแค่ขี้เกียจตั้งโจทย์ก็เลยโยนปัญหามาให้เขาสินะ!
“ ให้ข้าตั้งโจทย์? ”
“ ใช่ ” ฮ่องเต้ยิ้ม
“ ในเมื่อท่านมาจากสถานที่ที่มีความรู้แตกต่างจากพวกเรา และท่านเองก็มีความสามารถมากกว่าคนทั่วไป ”
“ เช่นนั้นโจทย์สุดท้ายของปีนี้.. ให้ท่านเป็นผู้ตั้งเสียเลย! ” คำพูดนั้นทำให้เหล่าขุนนางด้านล่างถึงกับเกิดความโกลาหล!
“ ฝ่าบาท! ให้คนนอกเป็นผู้ตั้งโจทย์อย่างนั้นหรือ?! ”
“ แต่การสอบจอหงวนเป็นธรรมเนียมของราชสำนัก! ”
“ เงียบ! ” ฮ่องเต้ตรัสเพียงคำเดียว เสียงทั้งหมดก็หายไปทันที พระองค์ไม่ได้สนใจผู้ใดอีก!
“ ท่านว่าอย่างไร? ” เขามองไทม์เพียงคนเดียวเท่านั้น
ไทม์มองผู้เข้าสอบสามคนที่อยู่ด้านล่าง จากนั้นก็หันมองฮ่องเต้ มุมปากของชายหนุ่มค่อยๆยกขึ้น
ตั้งโจทย์อย่างนั้นเหรอ? นี่มันก็น่าสนุกดีนี่!
ถ้าอย่างนั้น.. เขาจะลองดูว่าความรู้ของบัณฑิตอันดับต้นๆของราชวงศ์ในยุคนี้ จะมีอยู่มากน้อยขนาดไหน!
“ ได้ ” ไทม์ตอบสั้นๆ
“ ดี ” อีกฝ่ายเองก็สั้นเช่นกัน! จากนั้นพระองค์จึงหันไปหาขันทีคู่ใจ
“ ประกาศออกไป ”
“ การสอบข้อสุดท้ายของวันนี้.. ให้เซียนน้อยเป็นผู้ตั้งโจทย์! ”
“ รับพระบัญชา! ” ขันทีเดินออกไปยังด้านหน้า ก่อนประกาศเสียงดังจนก้องไปทั่วลาน
“ ผู้เข้าสอบทั้งสาม จงเตรียมตัวให้พร้อม! ”
“ โจทย์สุดท้ายของการสอบจอหงวนประจำปีนี้.. ” ขันทีหยุดเล็กน้อย
“ จะถูกกำหนดโดยท่านเซียนน้อย!! ”
ทั้งลานสอบเงียบกริบ ผู้เข้าสอบทั้งสามคนเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน พวกเขาไม่รู้เลยว่าโจทย์ที่กำลังจะได้รับนั้นจะเป็นเรื่องใด
แต่พวกเขารู้เพียงอย่างเดียว.. ชายหนุ่มที่สามารถสังหารจอมยุทธ์ระดับห้าได้ในพริบตา กำลังจะเป็นคนตัดสินว่าใครคู่ควรกับตำแหน่งจอหงวนอันดับหนึ่งในปีนี้!
ไทม์มองทั้งสามคนจากบนแท่นสูง ก่อนจะเอ่ยคำถามแรกออกมาอย่างช้าๆ
“ ในยามนี้บ้านเมืองกำลังพบเจอเข้ากับศึกสงคราม ศัตรูจากแดนเหนือกำลังบุกโจมตีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง.. ” ผู้เข้าสอบทั้งสามคนตั้งใจฟังทันที กับโจทย์ที่ยกมาจากเรื่องจริง
“ กองทัพของอีกฝ่ายมีจำนวนมากกว่าพวกเจ้าสามเท่า แม่ทัพฝ่ายตรงข้ามเป็นยอดฝีมือที่ผ่านสงครามมานับสิบครั้ง ขณะที่กองทัพของพวกเจ้ากำลังขาดแคลนเสบียงและกำลังพล ” ไทม์เว้นจังหวะเล็กน้อย
“ ต้องใช้วิธีใด จึงจะสามารถเอาชนะศึกนี้ได้ในสามวัน ชนะแบบที่ศัตรูจากแดนเหนือ จะไม่กล้าบุกโจมตีบ้านเมืองของเราอีก! ”
ทั้งลานสอบเงียบกริบ! ผู้เข้าสอบทั้งสามคนถึงกับหน้าตึงขึ้นมาทันที
“ สามวัน?! ” หนึ่งในนั้นเผลอหลุดเสียงออกมา สามวันจะทำอะไรได้? ต่อให้ระดมกองทัพทั้งหมดออกไปสู้รบ ก็ยังไม่ทันเสียด้วยซ้ำ!
“ คำถามมีเพียงข้อเดียว ” ไทม์กล่าวต่อ
“ พวกเจ้าจะเอาชนะสงครามในครั้งนี้ได้อย่างไรในสามวัน? ” สิ้นคำนั้นแม้แต่แม่ทัพนายกองระดับสูงสุดของราชวงศ์ก็ยังตั้งใจฟังไปด้วยเลย!
“ .. ” ไม่มีใครตอบได้ในทันที บัณฑิตทั้งสามคนก้มหน้าลง สมองเริ่มทำงานอย่างรวดเร็ว
คนแรกเริ่มคิดถึงพิชัยยุทธ.. หากกำลังพลน้อยกว่า ก็ต้องใช้กำแพงเมืองเป็นข้อได้เปรียบ วางกำลังไว้ตามประตูเมือง ใช้พลธนูและเครื่องยิงหินถล่มกองทัพของศัตรูก่อน.. แต่ปัญหาคือ.. เขามีเวลาเพียงสามวัน!
“ ใช้การทูต.. ” ชายคนแรกพึมพำ
“ ส่งทูตไปเจรจา ขอให้อีกฝ่ายถอนกำลัง แลกกับการยอมส่งบรรณาการ.. ”
ไทม์ฟังแล้วไม่ได้พูดอะไร วิธีนี้ก็ดีเพราะมันสามารถยุติสงครามได้ แต่นั่นมันก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาชนะ!
คนที่สองขมวดคิ้วแน่นก่อนตอบออกมาบ้าง..
“ ไม่ได้.. หากอีกฝ่ายตั้งใจทำสงคราม การยอมจ่ายบรรณาการย่อมเป็นเพียงการซื้อเวลา และเมื่ออีกฝ่ายเห็นว่าเราอ่อนแอ พวกเขายิ่งไม่มีเหตุผลต้องถอนกำลัง ” เขาเริ่มคิดอย่างรวดเร็ว
“ ถ้าอย่างนั้นต้องใช้แผนลวง! ”
“ ส่งกองกำลังเล็กออกไปโจมตีเส้นทางลำเลียงเสบียงของศัตรู ทำลายคลังอาหาร ตัดเส้นทางถอย แล้วบังคับให้กองทัพฝ่ายตรงข้ามแตกกระจาย! ”
“ แต่เจ้ามีเวลาเพียงสามวัน ” ไทม์ถามกลับ
“ กองทัพฝ่ายตรงข้ามเดินทางมาอย่างไร? ” ชายคนนั้นชะงัก
“ หากเป็นกองทัพขนาดใหญ่ การส่งกำลังไปทำลายเสบียงต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายวัน ยิ่งไปกว่านั้น หากถูกจับได้ กองกำลังเล็กของเราจะถูกทำลายทันที ” ไทม์พูดต่อจนเขาไม่กล้าแก้ต่าง
เมื่อเห็นว่าสองคนแรกจนปัญญาแล้ว สายตาของไทม์ก็เลื่อนไปยังคนที่สาม
ชายหนุ่มคนนั้นกำลังนั่งนิ่ง ไม่เขียนไม่พูดอะไร แต่เหงื่อกลับเริ่มซึมออกมาตามหน้าผาก..
เขาคิดทุกวิถีทางแล้ว.. ใช้กำแพงเมือง? ไม่ทัน ใช้การทูต? ไม่ได้แน่นอน ลอบสังหารแม่ทัพ? โอกาสสำเร็จน้อยเกินไป ทำลายเสบียง? ระยะเวลาไม่พอ ระดมกองทัพจากเมืองอื่น? สามวันไม่เพียงพอเช่นกัน!
“ หมดเวลาแล้วหรือยัง? ” ไทม์ถาม
“ ยังขอรับ! ” เจ้าหน้าที่รีบตอบ
“ งั้นก็ต้องให้เวลาเขา.. ” ไทม์พยักหน้า ก่อนรอคอยคนที่สามเพื่อจะได้คำตอบ..
“ คิดให้ดี ”
“ ข้าไม่ได้ถามว่าพวกเจ้าจะยื้อสงครามได้อย่างไร ”
“ ข้าถามว่า.. จะเอาชนะได้อย่างไร ” ประโยคเดียวทำให้ผู้เข้าสอบทั้งสามคนสะดุ้ง!
ใช่แล้ว! การตั้งรับไม่ใช่ชัยชนะ การเจรจาไม่ใช่ชัยชนะ การถ่วงเวลาก็ไม่ใช่ชัยชนะ! พวกเขาต้องทำให้อีกฝ่ายแพ้ภายในสามวัน!
แต่จะทำอย่างไร? เวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่ คนแรกเริ่มเขียนคำตอบลงบนกระดาษ เขาเสนอให้ใช้เมืองหลวงเป็นกับดัก ล่อกองทัพฝ่ายตรงข้ามเข้ามาแล้วโจมตีจากทุกทิศทาง
คนที่สองเสนอให้ส่งหน่วยรบพิเศษไปลอบสังหารแม่ทัพศัตรู
ส่วนคนที่สาม.. ยังคงนั่งนิ่ง เขาเงยหน้าขึ้นมองแท่นสูง สายตาของเขาค่อยๆเลื่อนไปยังไทม์ ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างฮ่องเต้หันมาส่งยิ้มให้เขา อย่างคิดว่าอีกฝ่ายคงมีปัญญามากพอ..
“ หรือว่า.. ” จู่ๆความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว เขาพึมพำก่อนเร่งเขียนคำตอบลงในกระดาษอย่างรวดเร็ว!!