LNCrawler

กลับบ้านนอก

ข้ามมิติสู่ยุคอดีต ขนสมบัติไปมาเพื่อเป็นมหาเศรษฐี — novel.dek d.com · All chapters

กลับบ้านนอก

“ โอ้! ขนมปังจากดินแดนเซียนอย่างนั้นเหรอ! ของล้ำค่าเช่นนี้ เป็นบุญของข้าแล้ว! ” เถ้าแก่หลิวก้มหัวจนสุดขณะรับขนมปังไป สิ่งที่อยู่ในมือเขา ประดุจของล้ำค่าที่สวรรค์มอบให้เลยทีเดียว!

เช้าวันรุ่งขึ้นไทม์ตื่นนอนตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า เขารีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วตรวจดูสัมภาระอีกครั้ง กระเป๋าเดินทางใบเล็กมีเพียงเสื้อผ้าสำหรับสามวันกับของใช้จำเป็น ชายหนุ่มไม่ได้คิดจะกลับบ้านนาน และหากเป็นไปได้ ตัวเขาก็อยากจะชวนพ่อแม่มาอยู่ในเมืองหลวงด้วยกันซักครั้ง มาใช้ชีวิตสุขสบายแบบคนเมืองดูบ้าง..

เพียงไม่นานไทม์ก็มาถึงยังสนามบินตามกำหนด นี่เป็นครั้งแรกเลยจริงๆที่ชายหนุ่มไม่ได้จองตั๋วล่วงหน้าหลายเดือนเพื่อราคา แต่กลับกดจองตอนนี้ตามความสะดวกของตนเอง

“ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราคงคิดหนักไปแล้ว ราคาเครื่องบินแพงแบบนี้ยอมไม่กลับซะดีกว่า ฮ่าๆๆ ” เขาอมยิ้มขณะเดินไปตามเส้นทาง

. . .

สองชั่วโมงต่อมายังสนามบินในภาคอีสาน ท่าอากาศยานนานาชาติขอนแก่น! ดินแดนบ้านเกิดของไทม์ ซึ่งก็เป็นเรื่องบังเอิญแบบสุดๆที่เมย์เองก็เป็นคนจากจังหวัดนี้เช่นกัน เพียงแต่ทั้งสองคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทั้งคู่สนิทสนมกันได้รวดเร็ว คนบ้านเดียวกันที่รู้จักกันครั้งแรกในที่ทำงาน..

ทันทีที่ประตูอาคารผู้โดยสารเปิดออก ลมร้อนของต่างจังหวัดก็พัดเข้ามาปะทะใบหน้า

“ อากาศบ้านเรานี่มันคนละเรื่องกับกรุงเทพจริงๆ.. ” ไทม์สูดหายใจลึก กลิ่นดิน.. กลิ่นต้นไม้.. กลิ่นที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก

ชายหนุ่มลากกระเป๋าออกมาตามทางเดิน ก่อนสายตาจะมองหาใครบางคน.. ไม่นานรถกระบะโตโยต้าคันเก่าสีบรอนซ์ที่ผ่านการใช้งานมานานหลายปี ก็ค่อยๆเคลื่อนตัวเข้ามาหาอย่างช้าๆ

“ เด่นมาแต่ไกลเลยนะ ฺฮ่าๆๆ ” เขาหลุดยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว กับรถคันนี้ที่พ่อเขาใช้งานมานานหลายปีแล้ว

“ ไอ้ลูกชาย! ” ชายวัยกลางคนในเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีซีดกำลังโบกมือให้ ผิวเขาคล้ำจากการทำนาตากแดด มือหยาบกร้าน ผมหงอกดูจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากครั้งก่อน แต่รอยยิ้มนั้นก็ยังเหมือนเคยไม่เปลี่ยนแปลง

“ พ่อ.. ” เขายิ้มรับอย่างเต็มไปด้วยความคิดถึง ที่ด้านข้างของเบาะคนขับ หญิงวัยกลางคนรีบโบกมือเรียกหาทันทีที่เห็นลูกชาย

“ ไทม์! ทางนี้ลูก! ” แม่แทบจะเปิดประตูแล้ววิ่งเข้ามาหา

“ โอ๊ย.. ผอมลงหรือเปล่าเนี่ย ” ทันทีที่รถจอด มือของแม่ก็จับแขน จับไหล่ จับแก้ม เหมือนกำลังตรวจดูลูกชายทั้งตัวในทันที

“ กินข้าวตรงเวลาหรือเปล่า นอนดึกอีกใช่ไหม! ”

“ ดูสิ! ใต้ตาดำหมดแล้ว ”

“ แม่.. ผมเพิ่งลงเครื่องเองนะ ” ไทม์หัวเราะออกมา ต่อให้เขาเป็นเพียงพนักงานทั่วไป หรือจะให้เขาเป็นคนตกงานที่ไร้เงิน ความรักของพ่อแม่ก็ยังเป็นเช่นนี้อยู่เสมอ มันคือความรักที่ไม่ได้วัดลูกจากความสำเร็จ แต่เป็นความรักที่ไม่ว่าลูกชายของตนจะเป็นยังไง พวกเขาก็รักและเอ็นดูอยู่ดี!

“ ก็แม่คิดถึงนี่ ” เธอตบแขนลูกชายเบาๆก่อนยิ้มกว้าง

“ หล่อขึ้นนะเรา ” พ่อเองก็พูดชม ก่อนปิดท้ายว่ามีหลานให้พ่อได้แล้ว

“ เอ้าๆขึ้นรถก่อนเถอะ แม่แกตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อทำอาหาร นี่พ่อก็หิวจะแย่แล้ว นอนดมกลิ่นหอมๆมาตั้งแต่เช้า ฮ่าๆๆ ” พ่อเร่งให้ทั้งสองคนขึ้นรถได้แล้ว

“ ตื่นตีสี่? ” ไทม์หันไปมองแม่ กับหญิงวัยกลางคนที่กำลังหัวเราะเขินๆ

“ ก็จะทำกับข้าวให้ลูกหลายอย่างนี่ ”

“ ทำขนาดนี้กินได้ทั้งหมู่บ้านแล้ว ” พ่อแซวต่อขณะขับรถออกไปช้าๆ เอาจริงๆก็ไม่ได้อยากขับช้าหรอก แต่เจ้ารถคันนี้มันเร็วได้แค่นี้จริงๆ..

รถกระบะคันเก่าค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากสนามบิน แม้เสียงเครื่องยนต์จะดังไปบ้าง แอร์อาจเย็นช้ากว่ารถสมัยใหม่ แต่สำหรับไทม์แล้ว นี่คือราชรถที่นั่งสบายที่สุด.. สบายกว่ารถยุโรปคันละสิบล้านเป็นร้อยเท่า!

เขามองออกไปนอกหน้าต่าง.. ตึกสูงและศูนย์การค้าอยู่ห่างออกไปไกลๆ ชัดเจนแล้วว่าบ้านเขาอยู่คนละฝั่งกับตัวเมือง ถนนสี่เลนกลายเป็นถนนสองเลนที่ทอดยาวสุดสายตา สองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากร้านสะดวกซื้อและปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ กลายเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวไม้เก่าๆ ร้านขายของชำ และเพิงขายแตงโมริมถนน..

“ เจ้าคันนี้ก็ช้าดีจริงๆ ระยะทางบ้านเราไม่ได้ไกลแท้ๆ ฺแต่กลับต้องขับกันเกือบชั่วโมง ฮ่าๆๆ ” พ่อพูดอย่างติดตลก พลางจับพวงมาลัยด้วยมือที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการทำนา

“ ปีนี้ฝนดี ข้าวก็งามกว่าปีก่อน ” ไทม์พยักหน้าเบาๆ นี่คือคำพูดและภาพเดิมที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก..

รถไถเดินตามจอดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง เด็กตัวเล็กสองสามคนกำลังวิ่งไล่จับกันบนลานดินแดง คุณยายนั่งสานกระติ๊บข้าวเหนียวอยู่ใต้ถุนบ้าน ส่วนอีกฝั่งก็มีชายชรากำลังซ่อมแห.. ทุกอย่างดูเรียบง่าย เรียบง่ายจนแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย..

“ คิดถึงบ้านนอกแล้วใช่มั้ยล่ะ ” แม่ยิ้มเมื่อเห็นเขามองออกไปตลอดเส้นทาง

“ คิดถึงจริงๆครับแม่ ความสงบแบบนี้หาไม่ได้เลยในเมืองหลวง ” ไทม์ตอบอย่างคิดเช่นนั้น ถ้าเลือกได้เขาเองก็อยากอยู่ที่นี่มากกว่า แต่ด้วยความจนและปากท้อง คนรุ่นเขาเกือบครึ่งจึงต้องมุ่งหน้าไปหางานทำในเมืองหลวงแทน..

ขับเพียงไม่นานถนนลาดยางก็เริ่มแคบลง ก่อนทั้งสายจะกลายเป็นถนนคอนกรีตเส้นเล็ก ที่ตัดผ่านทุ่งนาสุดลูกหูลูกตา สีเขียวของต้นข้าวกำลังพลิ้วไหวไปตามแรงลม นกกระยางหลายสิบตัวบินขึ้นพร้อมกันเมื่อรถแล่นผ่าน

“ ปีนี้ข้าวสวยจริงๆ.. ” ไทม์ที่ช่วยพ่อทำนามาตั้งแต่เด็กพึมพำ

“ ถ้าไม่มีน้ำท่วมก็น่าจะได้ผลผลิตดี ” พ่อตอบอย่างภูมิใจ 

รถแล่นผ่านคลองชลประทานสายเล็ก น้ำใสไหลเอื่อยๆ เด็กผู้ชายหลายคนกำลังกระโดดลงน้ำพร้อมเสียงหัวเราะดังลั่นไปตามประสา

“ ไอ้ตั้ม! กระโดดอีกที! ”

“ เฮ้ย! ระวังปลาไหลกัดไข่นะเว้ย! ” เสียงหัวเราะของเด็กๆดังมาตามลม ไทม์เองก็อดหัวเราะตามไม่ได้

“ ตอนเด็กผมก็เล่นแบบนี้เหมือนกัน ไม่รู้เลยว่าเพื่อนๆสมัยนั้นไปไหนกันหมดแล้ว ” เขาคิดไปถึงสมัยประถม ที่ตนเองก็ยังเรียนอยู่ในโรงเรียนของหมู่บ้าน

“ เล่นทุกวันต่างหาก เพื่อนๆลูกในหมู่บ้านตอนนี้น่าจะมีครอบครัวหมดแล้ว บางคนลูกโตแล้วซะด้วยซ้ำ ฮ่าๆๆ ” แม่ให้คำตอบที่แสดงให้เห็นความแตกต่าง ไทม์เข้าไปเรียนมัธยมในตัวเมืองขอนแก่นตั้งแต่เด็ก ซึ่งนั่นก็ทำให้วิถีชีวิตของเขาแตกต่างออกไปจากเด็กแถวบ้านที่เคยเล่นกัน

“ ต้องขอบคุณพ่อแม่ที่ยอมส่งผมไปเรียน.. ” เขารู้ดีว่านั่นคือเงินทองมหาศาล ค่าอยู่ค่ากินค่าเทอม ทุกอย่างล้วนเป็นพ่อแม่ที่ประหยัดอดออมจนต้องเป็นหนี้..

“ พ่อมีลูกชายคนเดียว จะให้มาเหนื่อยทำนาต่อจากพ่อไปทั้งชีวิตได้ยังไง ” นี่คือคำตอบจากผู้เป็นพ่อ ชายที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิต จึงไม่คิดจะให้ลูกชายต้องลำบากเหมือนตนเองอีก!

รถแล่นต่อไปอีกพักใหญ่ ก่อนจะเข้าสู่หมู่บ้านเล็กๆที่มีป้ายไม้เก่าเขียนชื่อหมู่บ้านไว้.. 

บ้านแต่ละหลังไม่ได้หรูหรา บางหลังเป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง บางหลังเป็นบ้านปูนชั้นเดียว หน้าบ้านแทบทุกหลังมีเล้าไก่ มีต้นมะม่วง ต้นมะพร้าว หรือไม่ก็แปลงผักเล็กๆไว้กินเองเป็นปกติ..