LNCrawler

วันแห่งอิสรภาพ

ข้ามมิติสู่ยุคอดีต ขนสมบัติไปมาเพื่อเป็นมหาเศรษฐี — novel.dek d.com · All chapters

วันแห่งอิสรภาพ

“ อย่าคิดแบบนั้นเลยครับพ่อ ตอนนี้ผมมีแผนจะเข้าทำงานอีกรอบแล้ว ครั้งนี้อาจได้หลายสิบล้าน.. ถ้าพ่อแม่ไม่ช่วยผมใช้เงิน เช่นนั้นตัวผมก็ไม่รู้จะทำงานหาเงินไปทำไม ฮ่าๆๆ ” เขาพูดตอบในสิ่งที่ทำเอาพ่อแม่ต้องชะงัก นี่การหาเงินสิบล้านมันกลายเป็นเรื่องง่ายตั้งแต่เมื่อไรกัน!

ผู้เป็นพ่อมองหน้าลูกชายอยู่นาน ราวกับกำลังพยายามแยกให้ออกว่านี่คือความฝัน หรือมันคือความจริง..

“ หลายสิบล้าน.. ” เขาทวนคำเบาๆ

“ งานแบบนี้มันมีจริงๆเหรอลูก ”

“ มีครับพ่อ แต่คนที่จะทำได้ต้องอาศัยความรู้เฉพาะทาง โชคดีที่ปู่สอนผมไว้ตั้งแต่เด็ก ไม่อย่างนั้นผมก็คงไม่มีวันนี้เหมือนกัน ” ไทม์ยิ้ม ก่อนหยิบเอกสารอีกชุดออกมาวางไว้

“ พ่อดูนี่ครับ ” มันคือรายการหนี้ทั้งหมดที่เขาแอบรวบรวมมาก่อนกลับบ้าน ทั้งหนี้ธนาคารที่จำนองที่นาไว้ หนี้บ้าน เงินกู้เพื่อส่งเขาเรียนมหาวิทยาลัย รวมถึงดอกเบี้ยที่ยังค้างอยู่ ทุกอย่างถูกพิมพ์เรียงไว้อย่างละเอียด

“ ผมเช็กมาหมดแล้ว.. ถ้าปิดทั้งหมด ใช้เงินไม่ถึงครึ่งของที่ผมโอนให้ด้วยซ้ำ ”

“ ลูกไปหาข้อมูลพวกนี้มาตั้งแต่เมื่อไร.. ” ผู้เป็นแม่ถึงกับน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

“ ตั้งแต่รู้ว่าตัวเองหาเงินได้แล้วครับ ”

“ ผมเคยสัญญากับตัวเองไว้.. ถ้าวันไหนผมมีเงิน ผมจะไม่ปล่อยให้พ่อกับแม่ต้องกังวลเรื่องหนี้อีก ” ไทม์มองออกไปยังทุ่งนาที่ทอดยาวสุดสายตา ประโยคนั้นทำให้ผู้เป็นพ่อสายตาอ่อนลง ชายวัยกลางคนที่เข้มแข็งมาตลอดชีวิต เกือบจะต้องเสียน้ำตาเพราะคำนี้

“ พ่อขอโทษนะลูก.. ”

“ พ่อจะขอโทษผมทำไม ”  ไทม์รีบส่ายหน้า

“ เพราะพ่อหาเงินไม่เก่ง.. ทั้งชีวิตเลยต้องให้แม่กับลูกลำบาก ส่งลูกเรียนก็ต้องกู้.. ทำนาก็เป็นหนี้.. พ่อ.. ” เสียงของชายผู้เป็นเสาหลักเริ่มสั่น

“ พ่อไม่เคยให้ชีวิตที่สบายกับลูกได้เลย.. ”

ไทม์รีบลุกเข้าไปนั่งข้างพ่อ ก่อนจับมือที่หยาบกร้านคู่นั้นเอาไว้แน่น มือที่เต็มไปด้วยรอยแตก.. มือที่เคยจับคันไถ.. มือที่เคยหอบกระสอบข้าว.. มือที่เคยแบกเขาขึ้นบ่าตอนยังเด็ก..

“ ถ้าพ่อไม่กู้เงินส่งผมเรียน วันนี้ผมก็คงไม่มีโอกาสหาเงินแบบนี้ได้ ”

“ เพราะฉะนั้น.. เงินพวกนี้มันไม่ใช่ของผมทั้งหมดหรอกครับ แต่มันคือผลตอบแทนของพ่อกับแม่.. ผลตอบแทนของความยากลำบาก ผลตอบแทนของการลงทุนที่เชื่อใจลูกชายคนนี้ ”

“ ฮึก.. ” ผู้เป็นแม่ร้องไห้ออกมาในทันที เธอยกมือขึ้นปิดหน้า ขณะที่น้ำตาไหลไม่หยุด

“ ลูกแม่โตแล้วจริงๆ.. ”

“ แม่ไม่เคยคิดเลยว่า.. ชีวิตนี้จะได้ยินคำแบบนี้จากลูก ”

“ พรุ่งนี้พวกเราเข้าเมืองกันครับ ” ไทม์ยิ้มก่อนหยิบกระดาษอีกใบออกมา

“ ไปธนาคาร ไปปิดหนี้ทุกก้อน แล้วก็เอาโฉนดที่นากลับบ้าน! ” คำว่าโฉนดที่นาทำให้ทั้งสองคนตัวแข็งไปทั้งร่าง ที่นาแปลงนั้นเป็นมรดกตกทอดจากปู่เพียงอย่างเดียวที่พ่อของไทม์ได้รับ เขาได้มานานแล้วเพื่อใช้มันทำมาหากิน..

หลายสิบปีก่อนตระกูลของเขาเคยมีที่นาหลายสิบไร่ แต่เพราะวิกฤตหลายครั้ง สุดท้ายเลยต้องทยอยขาย.. ทยอยจำนอง.. จนเหลือเพียงผืนเดียวที่ยังรักษาไว้ได้ในตอนนี้

“ ปู่เคยพูดกับพ่อไว้ก่อนตายว่า ขอแค่ได้เห็นโฉนดกลับมาอยู่ในบ้านอีกครั้งก็พอแล้ว ” พ่อของไทม์กล่าวอย่างซึ้งใจ อย่างน้อยๆโฉนดของเขาก็ยังเป็นแค่ติดหนี้ธนาคาร ไม่เหมือนของพี่ๆทั้งสามคนที่ขายกินไปหมดแล้ว..

“ ไทม์.. ” พ่อค่อยๆเงยหน้าขึ้น ดวงตาเขาแดงก่ำไปหมด เรื่องนี้เคยเป็นแค่ความหวังลมๆแล้งๆ ไม่เคยคิดเลยว่าวันนี้จะทำได้จริง!

“ พ่อจะได้ที่นาคืนจริงๆเหรอ.. ”

“ จริงครับ  ไม่ใช่แค่ที่นา แต่บ้านหลังนี้ก็จะปลอดหนี้ด้วย ”

“ ต่อจากนี้ไป พ่อกับแม่ไม่ต้องส่งดอกเบี้ยให้ใครอีกแล้ว ”

ทั้งใต้ถุนบ้านตกอยู่ในความเงียบ แต่ความเงียบนั้นกลับเต็มไปด้วยความสุขที่เอ่อล้นจนไม่มีคำพูดใดอธิบายได้

ผ่านไปครู่ใหญ่.. ผู้เป็นพ่อจึงสูดหายใจเข้าลึกก่อนพยักหน้าช้าๆ

“ งั้น.. พ่อรับ ”

“ เงินก้อนนี้พ่อจะรับไว้ ” เขาตัดสินใจในที่สุด กับเหตุผลที่ยอมรับก็เพราะมันคือความตั้งใจของลูกชาย!

“ นั่นแหละครับที่ผมอยากได้ยิน ” แม่รีบเช็ดน้ำตา ก่อนหัวเราะทั้งน้ำตาบ้าง

“ ถ้างั้นเย็นนี้เราต้องฉลองกันแล้ว! ” เธอมองหน้าสามีแล้วหันมายิ้มให้ลูกชาย

“ ครอบครัวเราจะหมดหนี้แล้วจริงๆ ” ประโยคสั้นๆนั้นทำให้ทั้งสามคนยิ้มออกมาพร้อมกันได้

บางทีความสุขของคนคนหนึ่งอาจไม่ใช่บ้านหลังใหญ่ ไม่ใช่รถหรูหรือเงินหลายร้อยล้าน แต่เป็นวันที่พ่อแม่ไม่ต้องตื่นมากังวลว่าจะหาเงินที่ไหนไปจ่ายดอกเบี้ย.. เป็นวันที่โฉนดผืนนาของบรรพบุรุษจะได้กลับคืนสู่บ้านหลังเก่า และเป็นวันที่ครอบครัวเล็กๆครอบครัวนี้ ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่โดยไม่มีคำว่าหนี้สินคอยกดทับอีกแล้ว!

. . .

รุ่งเช้าของวันถัดมา.. แสงอาทิตย์สีทองค่อยๆสาดลงบนท้องนาที่ชุ่มไปด้วยละอองน้ำค้าง ลมอ่อนพัดยอดข้าวให้โอนเอนไปมา เสียงนกกระจอกส่งเสียงเจื้อยแจ้วรับเช้าวันใหม่ ขณะที่หมอกบางๆยังลอยคลออยู่เหนือคันนา

หมู่บ้านแห่งนี้ยังคงดำเนินชีวิตเหมือนทุกวัน แต่สำหรับบ้านของไทม์แล้ว วันนี้กลับเป็นวันที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะนี่คือวันประกาศอิสรภาพจากเจ้าหนี้!

ผู้เป็นแม่ตื่นตั้งแต่ตีสี่เหมือนเช่นทุกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่เพราะต้องรีบหุงข้าวแล้วออกไปนา หากเป็นเพราะความตื่นเต้นจนข่มตาหลับต่อไปไม่ไหว เธอเปิดตู้เสื้อผ้าใบเก่า ก่อนค่อยๆหยิบเสื้อผ้าชุดที่ดีที่สุดออกมา

“ ใส่ชุดนี้ดีมั้ยนะ.. ”

“ หรือจะใส่อีกชุดดี.. ” หญิงวัยกลางคนยืนเลือกเสื้ออยู่พักใหญ่ ราวกับกำลังจะไปงานมงคลครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต

ด้านผู้เป็นพ่อเองก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก.. ชายวัยกลางคนโกนหนวดเคราจนเกลี้ยง ใช้หวีซี่เล็กจัดผมที่เริ่มหงอกให้เรียบร้อย ก่อนหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวใหม่ที่ใส่เฉพาะวันสำคัญออกมาสวม

“ โอ้โห.. ” ไทม์ที่เดินออกมาจากห้องถึงกับยิ้มกว้าง

“ วันนี้หล่อทั้งพ่อทั้งแม่เลยนะครับ ”

“ อย่ามาแซวสิ ” ผู้เป็นแม่หัวเราะเขินๆ

“ ก็จะเข้าเมืองนี่..  อีกอย่างวันนี้ก็เป็นวันที่แม่รอคอยมานาน ” เธอยิ้มให้อย่างเต็มไปด้วยความสุข ไทม์ที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มตาม

เขาเองก็อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าอ่อน กางเกงขายาว รองเท้าผ้าใบธรรมดา ไม่มีเครื่องประดับราคาแพงแม้แต่ชิ้นเดียว

แม้วันนี้เขาจะมีเงินมากมาย แต่เมื่อกลับบ้าน เขาเองก็อยากเป็นแค่ลูกชายคนเดิมของพ่อกับแม่เพียงเท่านั้น

ไม่นานนักทั้งสามคนก็มานั่งกินข้าวเช้าด้วยกัน บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

“ รีบกินเร็วๆ เดี๋ยวธนาคารคนเยอะ ” แม่พูดพลางตักไข่เจียวใส่จานลูกชาย

“ ไม่ต้องรีบก็ได้ครับ ธนาคารไม่ได้หนีไปไหน ”

“ มันไม่เหมือนกัน! ” ผู้เป็นพ่อพูดขึ้นทันที

“ ถ้าไปช้า.. พ่อใจร้อน ”

“ ฮ่าๆๆ ” ทั้งสามคนหัวเราะพร้อมกัน แม้แต่เรื่องเล็กๆก็ทำให้ทุกคนมีความสุขได้

หลังอาหารเช้า.. พ่อเดินเข้าไปในห้องก่อนเปิดลิ้นชักไม้เก่าๆที่ใช้งานมาหลายสิบปี เขาหยิบแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลที่หนาจนขอบเริ่มขาดออกมา

ภายในนั้นเต็มไปด้วยสัญญาเงินกู้ หนังสือจำนอง ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จดอกเบี้ย เอกสารทุกแผ่นถูกเก็บไว้อย่างดี แม้กระดาษหลายใบจะเริ่มเหลืองตามกาลเวลา

ผู้เป็นพ่อมองมันอยู่นานก่อนถอนหายใจออกมาเบาๆ

“ อยู่กันมาตั้งหลายปี.. วันนี้คงถึงเวลาจากลากันได้แล้ว ” เขาพูดกับแฟ้มเอกสาร ราวกับมันคือภาระที่ต้องแบกไว้เกือบทั้งชีวิต..