ได้ดีกว่าคือคนผิด
ได้ดีกว่าคือคนผิด
“ ไม่ได้นะครับ พวกคุณเข้าร้านไม่ได้!! ” เขาพูดไม่หยุดจนพ่อของไทม์เริ่มรำคาญใจ ร้านอาหารบ้านี่มันเป็นอะไรนักหนา ไม่สิ.. พนักงานคนอื่นไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย คนเดียวที่มีปัญหาก็เห็นแต่จะเป็นชายหนุ่มคนนี้! เขาคนเดียวเท่านั้นที่พยายามห้าม!
ไทม์หยุดเดินกลางโถงทางเข้า ก่อนหันกลับไปมองพนักงานชายอย่างพินิจเป็นครั้งแรก ตอนแรกเขาคิดว่าอีกฝ่ายคงเป็นแค่คนที่ตัดสินคนจากภายนอก หรือเป็นเพียงพนักงานที่ตั้งใจจะรักษาภาพลักษณ์ของร้านเพียงเท่านั้น..
แต่พอมาถึงตอนนี้ ทุกอย่างมันชักจะมากไปจนไม่ใช่แล้ว สายตาของพนักงานคนนี้ไม่ได้มีเพียงความดูถูก แต่มันเหมือนมีความเกลียดปนอิจฉา..
“ เราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่าครับ ” ไทม์ขมวดคิ้วถามจนพ่อแม่ของตนต้องคิดตามไปด้วย คำถามนั้นทำให้พนักงานชะงักไป แม้จะสั้นมาก แต่ก็ไม่พ้นสายตาของไทม์อยู่ดี
“ ไม่.. ไม่เคย ” เขารีบตอบด้วยความเร็วจนผิดสังเกต..
“ งั้นเหรอครับ ”
“ เดี๋ยวนะ.. ” ผู้เป็นพ่อเองก็เพ่งมองหน้าอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนคล้ายว่าจะคิดอะไรได้
“ หน้าเอ็ง.. เหมือนจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อนนะ ”
“ คุณลุงคงจำผิดครับ ” พนักงานรีบเบือนหน้าหนีทันที แต่ผู้เป็นแม่กลับเดินเข้ามาอีกคน เธอมองอยู่พักใหญ่ก่อนจะอุทานเบาๆ
“ อ้าว.. นี่เอ็งใช่ลูกของผู้ใหญ่สมคิดหรือเปล่านะ! ” ทั้งบริเวณเงียบลงทันที
“ .. ” พนักงานชายกำหมัดแน่น ไม่มีคำตอบ มีแต่สีหน้าของเขาที่เปลี่ยนไปจนเห็นได้ชัด
“ ลูกไอ้สมคิด.. ” ผู้เป็นพ่อเหมือนจะเริ่มนึกออก
“ ผู้ใหญ่บ้านสมคิดที่เป็นคนรวยในหมู่บ้านเรา! คนที่มีที่นาเยอะกว่าใครเพื่อนคนนั้นน่ะเหรอ! ” ผู้เป็นแม่พยักหน้า
“ ใช่แล้ว.. ผู้ใหญ่บ้านของเรานั่นแหละ ที่ตอนนี้ต้องล้มละลายเพราะส่งลูกไปเรียนเมืองนอก ค่าใช้จ่ายสูงมากจนต้องขายที่นา สุดท้ายก็มารู้ข่าวที่หลังว่าลูกชายคนเดียวดันเรียนไม่จบ เพราะมัวแต่ไปเล่นสนุกไม่ยอมเข้ามหาลัย! ” คำตอบของผู้เป็นภรรยาทำให้พ่อของไทม์เข้าใจทุกอย่าง
“ ไอ้ลูกชั่วที่ผลาญเงินพ่อแม่ไปวันๆ ที่แท้ก็เป็นแกนี่เอง! ” เขามองหน้าอีกฝ่าย ความคิดทั้งหมดของคนชั่วคนนี้เริ่มชัดเจนแล้ว มันกำลังอิจฉาที่ไทม์คือคนเรียนจบปริญญาตรีเพียงคนเดียวในหมู่บ้าน ส่วนตัวมันที่โม้เอาไว้เยอะกลับไม่จบแม้แต่ปริญญาซักใบ! ที่ต้องการจะห้ามครอบครัวไทม์ในวันนี้ ก็เป็นเพราะไม่อยากเห็นครอบครัวที่ด้อยกว่า ลืมตาอ้าปากจนสามารถนั่งทานในร้านแบบนี้ได้!!
พนักงานชายเงยหน้าขึ้นช้าๆ แววตาที่พยายามเก็บซ่อนมาตลอดบัดนี้ไม่ต้องแสดงอีกต่อไป รอยยิ้มเสแสร้งค่อยๆหายไป ก่อนแทนที่ด้วยรอยยิ้มเยาะหยันอย่างดูถูก!
“ ฮ่าๆๆ.. ” เขาหัวเราะออกมาเบาๆ
“ ในที่สุดก็จำผมได้สินะ ”
“ ใช่! ผมวิน ลูกชายของพ่อสมคิด! ผมบังเอิญเห็นพวกลุงตั้งแต่ที่ธนาคารแล้ว! ปลดหนี้ได้อย่างนั้นเหรอ นี่ไปเอาเงินมาจากไหนกัน!! ” มันพูดอย่างจับผิดไปซะทุกอย่าง
“ เดี๋ยวก่อนไอ้วิน เรื่องของบ้านลุงมันเกี่ยวข้องอะไรกับเอ็งด้วย! ” พ่อของไทม์รีบถาม เขาไม่เข้าใจว่าคนในหมู่บ้านเดียวกันจะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร
“ เกี่ยวสิ! เกี่ยวมาก! ” เขาชี้นิ้วไปที่กระบะเก่าของครอบครัวไทม์
“ พวกลุงไม่เคยมองกระจกกันหรือไง ดูรถตัวเองบ้าง! ดูเสื้อผ้าที่ใส่! ร้านนี้เขามากินกันด้วยรถหรูๆทั้งนั้น! ”
“ เบนซ์ บีเอ็ม บางคนขับปอร์เช่มา! คนที่นั่งได้มันต้องระดับนั้น! ร้านนี้แม้แต่พ่อผมเองก็ยังนั่งไม่ได้เลย พ่อผมที่รวยที่สุดในหมู่บ้าน! คนระดับลุงมีหรือจะนั่งได้! เจียมตัวหน่อยเถอะ อย่าคิดทำตัวข้ามหน้าข้ามตาพ่อผมเกินไป พ่อผมเป็นผู้ใหญ่บ้านนะ!! ” มันพูดใส่อย่างเต็มไปด้วยอารมณ์ ดูเหมือนวินคนนี้จะยึดติดกับภาพลักษณ์คนรวยในวันวาน จนไม่คิดจะยอมรับได้หากใครซักคนในหมู่บ้านได้ดีกว่า!
“ ไอ้บ้านี่.. ฉันล่ะเหลือเชื่อจริงๆ! ” พ่อของไทม์ส่ายหน้าไปเลย ลูกชายผู้ใหญ่บ้านที่ตกอับไปแล้ว แม้แต่พ่อมันก็ยังไม่คิดจะให้เข้าบ้าน ลูกชายที่ผลาญมรดกที่ดินไปจนหมด คนแบบนี้ต้องทำให้พ่อแม่ผิดหวังขนาดไหน!
ไทม์ถอนหายใจเบาๆ เขามองวินอยู่ครู่หนึ่งก่อนส่ายหน้าช้าๆ วินเองก็เคยเป็นหนึ่งในเพื่อนสมัยเด็กของเขา เพื่อนที่เคยเป็นหัวโจกเพราะตำแหน่งลูกชายผู้ใหญ่บ้าน
“ ไอ้วิน.. มึงกับกูเป็นเพื่อนเก่ากันแท้ๆ ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรวะ ตอนนี้เราสองคนก็โตมากแล้ว กูแค่ทำงานหาเงินมาได้ ก็เลยอยากพาพ่อแม่มาทานอาหารดีๆซักครั้ง อย่าทำแบบนี้เลยเพื่อน คนที่จะซวยคือมึงเอง.. ” เขาพูดเตือนเพราะฐานะของไทม์ในตอนนี้ มันไม่ใช่ไอ้ไทม์ลูกชาวนาผู้ไร้เงินอีกแล้ว ขนานผู้จัดการธนาคารก็ยังเพิ่งคุกเข่าให้เขาไป น่าเสียดายที่คนๆนี้คงอยู่ดูไม่ถึงจุดนั้น วินคงเห็นแค่ตอนชำระหนี้สิ้นจนหมดแล้วออกมาก่อน..
“ กูไม่สนโว้ย! พวกมึงกินไม่ได้ก็คือกินไม่ได้ ไสหัวออกไปซะ! ” ความอิจฉาทำคนเป็นบ้าได้อย่างไร้เหตุผล นี่เขาคงคิดว่าตำแหน่งพนักงานร้านของเขา มีอำนาจเทียบเท่าเจ้าของร้านไปซะแล้ว!
“ งั้นกูก็คงไม่เกรงใจ ถือว่าพูดเตือนกันแล้วนะ ในฐานะที่เราเคยเป็นเพื่อนสมัยเด็กที่วิ่งเล่นมาด้วยกัน ” ไทม์พูดจบก็ใช้มือดันไหล่วินเบาๆให้หลีกทาง แรงนั้นไม่ได้รุนแรงพอจะทำให้อีกฝ่ายล้ม แต่มันก็หนักแน่นพอจะบอกว่าเขาไม่คิดถอยอีกแล้ว
“ เฮ้ย! หยุดนะ! ” วินรีบเดินมาขวางอีกครั้ง
“ กูบอกว่าเข้าไม่ได้! ”
“ แล้วมึงเป็นเจ้าของร้านเหรอ ” ไทม์ถามกลับสั้นๆ
“ ถ้าไม่ใช่ก็หลีก มึงไม่มีสิทธิ์ตัดสินว่าลูกค้าคนไหนควรเข้าหรือไม่ควรเข้า ” คำพูดนั้นยิ่งทำให้วินเดือด
“ กูเป็นพนักงานของที่นี่! กูมีสิทธิ์! ”
“ สิทธิ์ของพนักงานคือให้บริการลูกค้า ไม่ใช่ไล่ลูกค้าแบบนี้ ” ไทม์หัวเราะเบาๆ จากนั้นเขาจึงเงยหน้ามองเข้าไปในตัวร้าน ก่อนส่งเสียงดังมากพอให้คนทั้งโถงได้ยิน
“ ขออนุญาตนะครับ! มีผู้จัดการร้านหรือเจ้าของร้านอยู่ที่นี่มั้ย! ผมเป็นลูกค้าที่ตั้งใจมารับประทานอาหาร แต่กลับถูกพนักงานของร้านขัดขวางไม่ให้เข้าใช้บริการ จึงอยากขอคุยกับผู้มีอำนาจตัดสินใจโดยตรง! ” น้ำเสียงของไทม์หนักแน่น ชัดเจน แต่ยังคงสุภาพ ลูกค้าหลายโต๊ะเริ่มหันมามอง พนักงานเสิร์ฟที่กำลังถือถาดอาหารต่างหยุดเดิน แม้แต่แคชเชียร์ก็ยังชะโงกหน้ามาดูกับเรื่องนี้!
“ เกิดอะไรขึ้นข้างหน้า ”
“ เหมือนมีลูกค้าทะเลาะกับพนักงาน ”
“ ได้ยินมาตั้งพักใหญ่แล้ว.. ”
ความจริงแล้วเสียงโต้เถียงดังเข้ามาจนถึงด้านในร้านตั้งแต่หลายนาทีก่อน เพียงแต่ช่วงเที่ยงที่ลูกค้าเต็มทุกโต๊ะ ผู้จัดการล้วนกำลังวุ่นวายอยู่กับการดูแล จึงยังไม่ได้ออกมาดูด้วยตนเองในตอนนี้
แต่เมื่อได้ยินคำว่าขอพบเจ้าของร้าน.. ชายวัยประมาณหกสิบปีอีกคนก็วางปากกาลงทันที เขาขมวดคิ้วก่อนรีบเดินออกมาดูด้วยตนเอง!
“ เสียงอะไรกัน.. ” เขาถามกับผู้จัดการที่ก็เดินตรงเข้ามา
“ เหมือนหน้าร้านจะมีปัญหาครับเถ้าแก่ พนักงานคนหนึ่งกำลังมีปากเสียงกับลูกค้า ”
ชายสูงวัยถอนหายใจเบาๆ ร้านแห่งนี้เปิดมานานกว่ายี่สิบปี ซึ่งสิ่งที่เขาเกลียดที่สุดก็คือการให้ลูกค้าต้องมายืนเถียงกันหน้าร้าน โดยเฉพาะกับพนักงานของทางร้านเอง!