ศิษย์เก่าดีเด่น
ศิษย์เก่าดีเด่น
ภาพที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนในห้องจัดเลี้ยงทำตัวไม่ถูก ร้านอาหารระดับหรูสุดของพัทยา เชฟหลายสิบชีวิต ทุกอย่างเป็นไปตามคำสั่งของชายหนุ่มคนนี้.. ชายหนุ่มที่เป็นแค่ลูกชาวนาอย่างนั้นเหรอ!
“ เป็นไปไม่ได้..! ” ธนวัฒน์กำแก้วไวน์แน่นจนเส้นเลือดบนหลังมือปูดขึ้น เขาพึมพำกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพที่เห็นตรงหน้ากำลังทำลายความภาคภูมิใจที่เขาสร้างมาทั้งชีวิต!
ชายที่เขาตั้งใจจะเหยียดหยามเพื่อลบปมด้อยของตัวเอง ลูกของศัตรูที่เขาตั้งใจจะทำให้รู้สึกอับอาย เพื่อจะได้มีปมด้อยในวัยเด็กเหมือนตนเองบ้าง.. ชายหนุ่มคนนั้นกลับสามารถเรียกเชฟชื่อดังมาปรนนิบัติได้!!
“ ไอ้บุญส่ง.. ” ธนวัฒน์หันไปหาเจ้าภาพด้วยสีหน้ามืดมน
“ มึงเชื่อเหรอ.. กูไม่เชื่อว่านี่คือเรื่องจริง ”
“ กูก็ไม่เชื่อเหมือนกัน ดูจากนิสัยของลูกชายมันที่ซื้อเสื้อผ้าของปลอมให้พ่อแม่ใส่แล้ว ไอ้นี่มันคงคิดจะทุ่มเงินสร้างภาพ! พวกกระจอกมันคิดจะเอาคืนพวกเรา ” บุญส่งตอบทันทีโดยแทบไม่ต้องคิด เขาจ้องมองตามหลังหัวหน้าเชฟที่กำลังเดินจากไป
“ ร้านเลอเซเลสต์ก็จริง.. แต่กูว่าไอ้หมอนี่คงใช้เงินก้อนสุดท้ายในชีวิตมาเชิดหน้าชูตา ”
“ เป็นไปได้ ” คำพูดนั้นทำให้คนรอบโต๊ะเริ่มพยักหน้าตาม
“ ใครจะเหมาร้านหรูมาทำอาหารให้คนแค่สามคน เงินเป็นล้านเลยนะโว้ย! กูว่าเผลอๆพวกมันจะเรียกตัวปลอมมา! ”
สีหน้าของบุญส่งเริ่มดีขึ้น ใช่แล้ว.. มันต้องเป็นแบบนั้น ครอบครัวชาวนาจะมีเงินระดับนั้นได้อย่างไร ไม่มีทาง!
ส่วนธนวัฒน์เขายิ่งไม่ยอมรับมากกว่าใครเพื่อน..
“ มึงรู้มั้ย.. คนรวยจริงเขาไม่ทำอะไรโง่ๆแบบนี้หรอก ” เขาหัวเราะออกมาเสียงเย็น ดูเหมือนกลุ่มคนในโต๊ะหน้าจะถนัดด้านการปลอบใจตัวเอง..
คนทั้งงานหัวเราะกลบเกลื่อนกันอยู่พักใหญ่ แต่กลับไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปสอบถาม.. ไม่มีใครกล้าขอดูใบเสร็จ ไม่มีใครกล้าถามว่าพวกเขาทำได้ยังไง เพราะหากคำตอบออกมาว่านี่เป็นความจริง คนที่เสียหน้าที่สุดก็คือพวกเขา!
. . .
ไม่นานนักอาหารมื้อเที่ยงก็สิ้นสุดลง พนักงานของร้านเลอเซเลสต์ช่วยกันเก็บโต๊ะอย่างเรียบร้อย ก่อนกล่าวลาครอบครัวของไทม์ด้วยความเคารพ
“ ขอบพระคุณที่ใช้บริการครับ ” หัวหน้าเชฟโค้งตัวเป็นครั้งสุดท้าย
ไทม์ยิ้มตอบ จากนั้นขบวนรถของภัตตาคารก็ทยอยออกจากรีสอร์ตไปอย่างเป็นระเบียบ เมื่อทุกอย่างกลับเข้าสู่ความสงบ พิธีกรจึงรีบกลับขึ้นเวทีอีกครั้ง
“ เอาล่ะครับทุกคน หลังจากรับประทานอาหารกันเรียบร้อยแล้ว.. ต่อไปจะเป็นช่วงที่หลายคนรอคอย ”
“ การมอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นของรุ่นเรา! ” เสียงปรบมือดังขึ้นทั่วทั้งห้อง บนจอโปรเจกเตอร์เริ่มฉายภาพถ่ายสมัยเรียนซึ่งมีอยู่น้อยนิด เสียงหัวเราะและเสียงแซวดังขึ้นอีกครั้ง บรรยากาศค่อยๆผ่อนคลายลง
พิธีกรเปิดซองรายชื่อก่อนกล่าวต่อ
“ สำหรับรางวัลผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดของรุ่นในปีนี้.. ”
“ คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์.. ขอเรียนเชิญ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ธนวัฒน์ ขึ้นเวทีครับ! ”
แปะ! แปะ! แปะ! เสียงปรบมือดังก้องห้องจัดเลี้ยง กับเรื่องนี้ที่พ่อของไทม์แทบไม่รู้อะไรเลย เขาเพียงมาร่วมงานเพื่อหวังจะได้พูดคุยกับเพื่อนเก่าก็เท่านั้น ไม่คิดเลยว่างานเลี้ยงรุ่นมันจะต้องมีการมอบรางวัลอะไรแบบนี้ ทั้งที่ในความเป็นจริงมันควรจะเป็นงานเลี้ยงพูดคุยของกลุ่มเพื่อนก็แค่นั้น..
ธนวัฒน์ลุกขึ้นจัดสูทราคาแพงของตนอย่างสง่างาม สีหน้าที่เคยหม่นหมองกลับเต็มไปด้วยความมั่นใจอีกครั้ง อย่างน้อยที่นี่ก็ยังเป็นเวทีของเขา
ชายวัยกลางคนเดินขึ้นเวทีอย่างเชื่องช้า รับโล่รางวัลจากพิธีกร ก่อนหันมารับไมโครโฟนเพื่อพูดต่อ..
“ ก่อนอื่น.. ผมต้องขอขอบคุณเพื่อนๆทุกคนครับ ตัวผมเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะได้รับเกียรตินี้ ” เขาหยุดเล็กน้อยเพื่อรับเสียงปรบมือ ชัดเจนว่าเขารู้ทุกอย่าง เพียงแต่แสร้งทำเป็นพูดให้ดูดี..
“ หลายคนอาจทราบอยู่แล้ว.. ตอนนี้ผมดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการของโรงพยาบาล และหากไม่มีอะไรผิดพลาด.. ” มุมปากของธนวัฒน์ค่อยๆยกขึ้นในทุกครั้งที่เขาได้โม้เรื่องนี้
“ ภายในปีนี้.. ผมก็น่าจะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการคนใหม่ ”
“ โอ้โห! ” เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วห้องทันที
“ สุดยอด! นี่พวกเราจะมีเพื่อนเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลแล้วเหรอวะ! ”
“ ยินดีด้วย! สุดยอดจริงๆ! ” แม้แต่ผู้พิพากษาหรือคนในแวดวงราชการเองก็ยังปรบมือ อายุขนาดนี้แล้ว การมีเพื่อนเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็คือที่สุด!
ธนวัฒน์ยิ้มรับคำชื่นชม ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
“ แต่ตำแหน่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผมภูมิใจที่สุด ”
“ สิ่งที่ผมภูมิใจคือโครงการวิจัยยารักษาโรคมะเร็งที่ทีมของผมกำลังพัฒนา ” บนจอด้านหลังปรากฏภาพห้องทดลอง เครื่องมือแพทย์ และภาพสมุนไพรหลายชนิด
“ หลายปีที่ผ่านมา ทีมของผมได้ศึกษาตำรับยาโบราณของจีนจำนวนมาก หลังพบว่าผลลัพธ์ของมันดันดีกว่ายายุคใหม่ที่เคยวิจัยกันมา! ”
“ พวกเรานำองค์ความรู้เหล่านั้นมาพัฒนาต่อ ให้เข้ากับเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ ”
“ หากการทดลองทางคลินิกระยะสุดท้ายสำเร็จ ยาตัวนี้อาจกลายเป็นความหวังใหม่ของผู้ป่วยโรคมะเร็งในไทยและผู้ป่วยทั่วโลก! ” ทั้งห้องเงียบลงด้วยความสนใจ แม้แต่คนที่ไม่เข้าใจเรื่องการแพทย์ก็ยังอดฟังไม่ได้
ธนวัฒน์ยิ้มอย่างพึงพอใจ นี่คือช่วงเวลาที่เขารอคอย ช่วงเวลาที่ทุกสายตาจับจ้องมาที่เขา ช่วงเวลาที่จะประกาศตนเป็นผู้เหนือกว่า อันดับหนึ่งอย่างแท้จริงแบบที่ในวัยเด็กไม่เคยทำได้ ที่สองแบบเขาคือผู้ชนะในวันนี้!
เสียงปรบมือดังกึกก้องอีกครั้ง ขณะที่ชายหนุ่มในชุดสูทอีกคนเดินขึ้นเวที ใบหน้าเขาคล้ายธนวัฒน์อยู่หลายส่วน
“ นั่นลูกชายของไอ้ธนวัฒน์ ได้ข่าวว่าเป็นหมอจบนอกเชียวนะ! ” หลายคนพึมพำขณะที่พิธีกรรีบกล่าวแนะนำอีกฝ่าย
“ ขอเชิญคุณหมอภาคิน บุตรชายของอาจารย์หมอธนวัฒน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยเดียวกัน ขึ้นมาร่วมแบ่งปันความรู้สึกในวันนี้ครับ ”
“ ผมรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีกับรางวัลที่คุณพ่อได้รับ.. ” ชายหนุ่มรับไมโครโฟนด้วยรอยยิ้มมั่นใจ
“ ตั้งแต่ผมจำความได้ คุณพ่อสอนผมอยู่เสมอ คนเราเกิดมาด้วยต้นทุนไม่เท่ากันก็จริง แต่ถ้าขยันและมีความสามารถ ก็จะขึ้นมายืนอยู่แถวหน้าได้ ” เขาพูดขณะปรายตามองลงมายังแขกทั้งห้อง
“ เหอะ! ขยันและมีความสามารถ คำพูดว่าต้นทุนไม่เท่ากัน มันสมควรจะหลุดออกมาจากปากของคนที่เรียนจบหมอจากต่างประเทศได้จริงๆเหรอ ” ไทม์ส่ายหน้าเบาๆ ลูกชายของอาจารย์แพทย์ผู้มีตำแหน่งเป็นรองผอ.โรงพยาบาลเอกชน.. ชีวิตเขาจะลำบากซักแค่ไหนกันเชียว!
“ วันนี้ผมเองก็เป็นแพทย์เหมือนคุณพ่อ แถมยังได้มีโอกาสร่วมพัฒนายาตัวใหม่ และหวังว่าจะได้สานต่อสิ่งที่คุณพ่อสร้างไว้ในอนาคต ” เขาพูดต่อ คำพูดช่วงแรกอาจฟังดูดีเสียจนหลายคนพยักหน้าเห็นด้วย แต่เพียงไม่นานน้ำเสียงของภาคินก็เริ่มเปลี่ยนไป..
“ แน่นอนครับ.. ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ ”
“ บางคนใช้ชีวิตมาทั้งชีวิต แต่ก็ยังอยู่ที่เดิม ” เขาหัวเราะเบาๆเช่นเดียวกับพ่อด้านข้าง
“ ความจริงมันโหดร้ายครับ โลกไม่ได้วัดกันที่ความขยันเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่ผลลัพธ์ ”
“ คนที่ประสบความสำเร็จก็มีสิทธิ์ยืนอยู่บนเวที ส่วนคนที่ล้มเหลว.. ก็ควรยอมรับความจริง แล้วใช้ชีวิตอย่างเงียบๆจะดีกว่า ”
หลายคนเริ่มหันมองหน้ากัน ทุกคนรู้ว่าคำพูดนี้ไม่ได้พูดขึ้นลอยๆ แต่มันกำลังพุ่งตรงไปที่โต๊ะหลังสุดของห้อง
ภาคินยกยิ้มมุมปาก ก่อนกล่าวต่อราวกับไม่รู้ตัวว่ากำลังเหยียดใคร
“ ผมเคยเห็นหลายครอบครัวนะครับ.. ทั้งชีวิตไม่ยอมพัฒนาตัวเอง เอาแต่โทษโชคชะตา โทษสังคม พอลูกโตขึ้นก็ยังเหมือนเดิม.. ต้องคอยสร้างภาพเพื่อให้คนอื่นคิดว่าตัวเองมีฐานะ ทั้งที่ความจริงแล้วไม่มีอะไรเลย ”
หลายคนเม้มปากแน่น ประโยคนี้มันตรงเกินไป..
“ บางคนถึงขั้นยอมเอาเงินเก็บทั้งชีวิต เพื่อมาจัดฉากไร้สาระเพียงครั้งเดียว ” สายตาของภาคินเหลือบมองไปยังไทม์เพียงเสี้ยววินาที ก่อนยิ้มบางอย่างดูถูก
“ น่าเสียดายที่สุดท้ายแล้ว หลังงานเลี้ยงจบลง ก็ต้องกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอยู่ดี ชีวิตแบบพวกรากหญ้า! ”
ทั้งห้องเงียบสนิท ธนวัฒน์ยืนอยู่ข้างลูกชายด้วยรอยยิ้มพอใจ เขารับไมโครโฟนกลับมาอย่างช้าๆ
“ ลูกผมอาจพูดตรงไปหน่อย.. แต่หมออย่างพวกเรา ก็ต้องพูดตามข้อเท็จจริง ”
“ ข้ออ้างทั้งนั้น เป็นหมอแล้วพูดตรงกับใครก็ได้อย่างนั้นเหรอ! ” ไทม์ส่ายหน้าเบาๆ ถึงเขาจะไม่ได้เรียนจบสูงแบบคุณหมอจากต่างประเทศ แต่อย่างน้อยๆคุณธรรมขั้นพื้นฐานก็ยังเข้าใจดีว่าคืออะไร!
เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นจากกลุ่มโต๊ะหน้า ธนวัฒน์มองตรงไปยังประสิทธิ์โดยไม่คิดปิดบังอีกแล้ว
“ ประสิทธิ์.. อย่าโกรธเลยนะ แต่กูดีใจจริงๆที่สุดท้ายแล้วชีวิตก็พิสูจน์ คนเรียนเก่งตอนเด็กไม่ได้แปลว่าจะประสบความสำเร็จตอนโต ”
“ มึงเคยสอบได้ที่หนึ่งก็จริง แต่มาวันนี้มึงมันก็แค่ชาวนา แค่คนปลูกข้าวให้พวกกูกินไปวันๆ! ” เขาใช้น้ำเสียงเหมือนกำลังให้ข้อคิดชีวิต ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว มันก็แค่การด่าเพื่อนต่อหน้าทุกคน!