ทีใครทีมัน
ทีใครทีมัน
“ มึงเคยสอบได้ที่หนึ่งก็จริง แต่มาวันนี้มึงมันก็แค่ชาวนา แค่คนปลูกข้าวให้พวกกูกินไปวันๆ! ” เขาใช้น้ำเสียงเหมือนกำลังให้ข้อคิดชีวิต ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว มันก็แค่การด่าเพื่อนต่อหน้าทุกคน!
“ คนเราต้องยอมรับความจริง ถ้าอยู่ต่ำกว่าก็อย่าฝืนปีนขึ้น โดยเฉพาะการสร้างภาพ เรื่องโง่ๆแบบนั้นมันไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นเลย สู้เอาเงินไปพัฒนาตัวเองดีกว่า! ”
“ จริงครับคุณพ่อ ” ภาคินหัวเราะเบาๆก่อนรับช่วงต่อทันที
“ ทุกวันนี้โลกมันโปร่งใสมาก คนมีเงินจริงกับคนสร้างภาพดูออกไม่ยากหรอก ยิ่งกับคนที่ใส่แบรนด์เนมปลอมทั้งตัวด้วยแล้ว.. ” เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกระลอก บุญส่งรีบลุกขึ้นเพื่อหยิบไมโครโฟนเสริมทันที
“ ฮ่าๆๆ หลานชายพูดได้ดีจริงๆ! งานเลี้ยงรุ่นแบบนี้ ชัดเจนอยู่แล้วว่าควรเป็นที่รวมตัวของคนที่ประสบความสำเร็จ ถ้าใครรู้ตัวว่าชีวิตยังไปไม่ถึงไหน.. บางทีก็น่าจะรอให้พร้อมกว่านี้ก่อนแล้วค่อยคิดจะเดินเข้ามา! ” ประโยคนั้นแทบจะเป็นการไล่ครอบครัวของไทม์ออกจากงานต่อหน้าทุกคน ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว ไอ้บุญส่งคนนี้คือคนที่ชวนพวกเขามา! เป็นมันที่คะยั้นคะยอ และก็เป็นมันที่พูดไล่อย่างหน้าด้าน!
สิ้นคำพูดนั้นหลายคนก็ก้มหน้าลง ไม่ใช่ทุกคนที่จะคิดแบบนั้น แต่ด้วยตัวตนของคนที่มีปัญหา การจะสู้เพื่อปกป้องมันจึงไม่คุ้มเสีย..
พ่อของไทม์กำมือแน่นอยู่ใต้โต๊ะ ใบหน้าของชายวัยกลางคนซีดลงอย่างเห็นได้ชัด แม่ของไทม์เองก็เม้มริมฝีปาก เธอพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้สุดกำลัง ไม่ใช่เพราะอับอาย แต่เป็นเพราะสงสารกับสิ่งที่สามีต้องพบเจอ!
“ พอเถอะ.. พวกเรากลับบ้านกัน แม่ไม่อยากอยู่ตรงนี้แล้ว ” เธอพูดเสียงสั่น
ประสิทธิ์ถอนหายใจยาว เขาพยักหน้าช้าๆอย่างไม่คิดจะให้ครอบครัวต้องทนอีกต่อไป! ครั้งนี้เขาผิดเองที่ยอมมา!
“ ได้ พวกเรากลับกัน ” เขาค่อยๆลุกจากเก้าอี้ด้วยสีหน้าอ่อนล้า
“ ไอ้พวกเหี้ย! ” ไทม์สบถออกมาขณะลุกตามพ่อแม่ ในใจเขาก็อยากจะเรียกปืนออกมา แล้วยิงใส่แสกหน้าของอีกฝ่ายเสียจริงๆ ถ้าไม่ติดว่าชายหนุ่มมีสติเพียงพอ เขาคิดได้ว่าต่อให้ทะเลาะกับคนพวกนี้ไปก็ไร้ค่า!
ไทม์สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกดความเดือดดาลที่พลุ่งพล่านอยู่ในอกลงไป เขาประคองแม่ไว้ข้างหนึ่ง ก่อนเดินตามหลังพ่อออกจากโต๊ะอย่างเงียบๆ
ตลอดชีวิตพ่อของเขาไม่เคยทำร้ายหรือดูถูกใคร! แต่วันนี้กลับต้องมาถูกคนที่เรียกตัวเองว่าเพื่อนเหยียบย่ำศักดิ์ศรี!!
ภาพแผ่นหลังกว้างของผู้เป็นพ่อในเวลานี้ ดูเล็กลงกว่าที่ไทม์เคยเห็นในทุกครั้ง!
เมื่อเห็นทั้งสามคนกำลังเดินออกจากห้องจัดเลี้ยง เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นอย่างสะใจ!
“ ฮ่าๆๆๆ! ไปแล้วว่ะ! ”
“ ในที่สุดก็รู้ตัวสักที! ”
“ กูก็นึกว่าจะหน้าด้านนั่งต่อ! ” เสียงหัวเราะดังระงมไปทั่วห้อง ธนวัฒน์ยกแก้วไวน์ขึ้นอย่างอารมณ์ดี
“ เห็นไหม.. สุดท้ายก็ต้องเดินออกไปเหมือนหมาจรจัด! ”
“ ถ้าผมเป็นเขานะ คงไม่มีหน้ากลับมาเจอใครในรุ่นนี้อีกแล้ว ” ภาคินหัวเราะตามพ่อ
“ แค่คิดก็อายแทนแล้วครับ ”
“ เดี๋ยวก่อนสิประสิทธิ์! ” บุญส่งรีบคว้าไมโครโฟนขึ้นมาอีกครั้ง เสียงของเขาดังไปทั่วห้องจนทั้งสามคนต้องหยุดฝีเท้า
“ อย่าเพิ่งคิดมากไปเลยนะ! ” บุญส่งยิ้มกว้าง
“ อย่างน้อยวันนี้มึงก็ได้กินของแพงที่อุตส่าห์ซื้อมา ได้เจอเพื่อนที่เป็นคนระดับสูง ชาวนาทั่วไปเขาไม่ได้มีโอกาสแบบมึงกันหรอก! ภูมิใจเข้าไว้สิวะ! ” หลายคนถึงกับหัวเราะตาม
“ จริงด้วย! ถ้าไม่มางานนี้ คนแบบมันคงไม่ได้ใกล้ชิดตัวตนแบบพวกเรา! ”
“ ถือว่าบุญส่งทำบุญให้แล้ว! ” เสียงตบโต๊ะดังปังๆจากหลายมุมห้อง บางคนหัวเราะจนน้ำตาไหล แม้แต่คนที่เมื่อครู่ยังรู้สึกสงสาร ก็ต้องเริ่มฝืนหัวเราะตามไปด้วย เพราะไม่อยากเป็นคนแปลกแยกในวงสนทนา
“ ประสิทธิ์! ” ธนวัฒน์ยกไมโครโฟนขึ้นอีกครั้ง
“ กลับไปทำนาดีๆนะ! ปีหน้าข้าวแพงเมื่อไร พวกกูจะช่วยอุดหนุน! ”
“ ฮ่าๆๆๆ! ”
“ คุณพ่อครับ.. ” ภาคินรีบพูดต่อ
“ ถ้าเขาปลูกข้าวไม่ไหว ก็แนะนำให้มาสมัครเป็นคนสวนที่บ้านเราก็ได้นะ เงินเดือนตั้งหมื่นกว่าบาท ดีกว่าไม่มีงานอะไรทำเลย! ”
“ ฮ่าๆๆ ไม่สิๆ! ให้เป็นคนเฝ้าประตูโรงพยาบาลดีกว่า! อย่างน้อยๆก็ได้เห็นคนที่ประสบความสำเร็จเดินเข้าออกทุกวัน! ” คำพูดนั้นเรียกเสียงหัวเราะได้ดังที่สุดตั้งแต่เริ่มงานมา
ประสิทธิ์หยุดเดินเพียงเสี้ยววินาที กำปั้นของชายวัยกลางคนสั่นเล็กน้อย แต่สุดท้ายเขาก็เลือกเดินต่อ ไม่ตอบโต้แม้แต่คำเดียว!
“ ทีใครทีมันนะครับ จำเอาไว้ให้ดี พวกคุณเสพสุขกับสิ่งนี้ได้อีกไม่นานหรอก เวรกรรมมันมีจริง! เชื่อผมสิ! ” ไทม์หันกลับมาสวนให้ด้วยประโยคเดียว ก่อนยกนิ้วกลางให้แล้วเดินออกไปด้วย!
“ ฮ่าๆๆ เห็นมันยกนิ้วกลางแล้วกูยิ่งขำ! เวรกรรมงั้นเหรอ? สมกับเป็นคำพูดของคนจน! ” ธนวัฒน์ส่ายหน้าอย่างสมเพช
“ คนแพ้ก็ได้แต่ฝากความหวังไว้กับเวรกรรม ส่วนคนชนะก็ชนะไปแล้วไง ไม่เห็นต้องรอเวรกรรมอะไรเลย ฮ่าๆๆ! ”
บรรยากาศกลับมาครึกครื้นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ความสุขนั้นกลับอยู่ได้ไม่ถึงสิบนาที..
“ เดี๋ยวกูไปเข้าห้องน้ำก่อน ” เพื่อนร่วมรุ่นที่ดื่มเบียร์ไปหลายแก้วลุกขึ้นจากโต๊ะ
“ รีบไป เดี๋ยวกลับมาชนอีกแก้ว! ” เขาโบกมือก่อนเดินออกจากห้องจัดเลี้ยงไปยังโถงด้านหน้าของรีสอร์ต ระหว่างเดินผ่านกระจกบานใหญ่ สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นภาพบางอย่างเข้าพอดี!
“ หือ? ” ชายคนนั้นชะงักเท้า ด้านหน้าล็อบบี้มีรถหรูสีดำคันหนึ่งจอดนิ่งอยู่ ตัวรถสะท้อนแสงแดดจนเงาวับ แม้เขาจะเมา แต่ตราสัญลักษณ์รูป Spirit of Ecstasy ที่ตั้งเด่นอยู่บนฝากระโปรงก็ทำให้จำได้..
“ โรลส์รอยซ์? รถใครวะนั่น! ” เขารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ
“ รุ่นอะไรเนี่ย.. ” กล้องซูมเข้าไปเรื่อยๆ ในจังหวะนั้นเอง ประตูหลังของรถก็ถูกเปิดออกโดยคนที่คุ้นหน้า..
ภาพต่อมาทำให้ชายคนนั้นต้องอ้าปากค้าง! เพราะคนที่เปิดประตูรถให้ภรรยาก็คือประสิทธิ์ โดยมีลูกชายของเขาที่ขึ้นนั่งด้านหน้า ก่อนประสิทธิ์จะขึ้นมาแล้วขับรถออกไป!
“ เชี้ย.. ” ชายคนนั้นรีบกดบันทึกวิดีโอทันที กล้องมือถือสั่นนิดๆด้วยความตกใจ
รถหรูค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากรีสอร์ตอย่างสง่างาม ไม่มีการเร่งเครื่อง ไม่มีเสียงคำราม แต่กลับสะกดทุกสายตาที่อยู่บริเวณล็อบบี้ได้อย่างประหลาด
ชายคนนั้นยืนอึ้งอยู่หลายวินาที ก่อนจะรีบก้มดูคลิปที่เพิ่งถ่าย
“ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะ.. ” ทั้งหน้าของไทม์ หน้าของประสิทธิ์ รวมถึงตราโรลส์รอยซ์ด้านหน้ารถ ทุกอย่างล้วนติดอยู่ในคลิปอย่างชัดเจน
“ ไม่ใช่แล้ว แบบนี้มันไม่ถูกต้อง! ชาวนาจะขับโรลส์รอยซ์ได้ยังไง? ” เขารีบวิ่งกลับเข้าไปในห้องจัดเลี้ยงทันทีอย่างตื่นตระหนก
ปัง! เสียงผลักประตูดังลั่น พร้อมๆกับเสียงของเขาที่มุ่งตรงไปยังโต๊ะหน้าสุด
“ เฮ้ย!! ” ชายคนนั้นหอบจนพูดแทบไม่ทัน ด้านหน้าของเขาคือธนวัฒน์และบุญส่ง..
“ พวก.. พวกประสิทธิ์.. ”
“ ทำไม? พวกมันทำไม ไม่มีค่ารถกลับบ้านเหรอ? ฮ่าๆๆ ”
“ มัน.. มัน.. ”
“ มันอะไรก็พูดออกมาซะทีสิวะ! ” บุญส่งดูจะรำคาญใจไปด้วย
“ มันขึ้นรถโรลส์รอยซ์ออกไป! ไอ้ประสิทธิ์เป็นคนขับ! ” ทั้งห้องเงียบกริบ ก่อนจะมีเสียงหัวเราะดังลั่นขึ้น
“ ฮ่าๆๆๆ! เมาแล้วมึง! ”
“ โรลส์รอยซ์บ้าอะไร! ไอ้บ้านั่นมันเป็นแค่ชาวนา พวกเราในนี้ยังไม่มีปัญญาจะขับซักคนเดียว! ”
“ คงเป็นรถเช่ามั้ง! ”
“ ใช่! เดี๋ยวนี้เช่าถ่ายรูปก็มี! กูว่ามันคงเตรียมมาเพื่อหลอกตาพวกเรา! ”
“ ไม่ใช่! กูมองยังไงก็ไม่ใช่รถเช่า อย่าลืมสิวะว่ากูเองก็เปิดโชว์รูมขายรถมือสอง! สายตากูแยกได้ว่าคันไหนรถเช่าคันไหนรถซื้อ ที่สำคัญโรลส์รอยซ์นั่นยังป้ายแดงด้วย! ” ชายคนนั้นรีบส่ายหน้าแรงๆ
“ กูถ่ายคลิปไว้! ไม่เชื่อพวกมึงก็ดูด้วยกัน! ” เพียงประโยคเดียวทำให้เสียงหัวเราะทั้งห้องหยุดลงทันที เขารีบเปิดวิดีโอในโทรศัพท์ ก่อนยื่นตรงไปให้ธนวัฒน์และบุญส่งได้ดู
เมื่อภาพเริ่มเล่น บรรยากาศทั้งห้องก็เงียบลงอีกครั้ง..
ในคลิปทุกคนเห็นประสิทธิ์ ภรรยา และไทม์ เดินตรงไปยังรถโรลส์รอยซ์สีดำอย่างชัดเจน ทั้งสามขึ้นรถอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนรถจะแล่นออกจากรีสอร์ตอย่างสงบ
ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีการตัดต่อ ทุกอย่างเกิดขึ้นต่อหน้ากล้องเพียงครั้งเดียว
ธนวัฒน์ที่เพิ่งหัวเราะเมื่อครู่ รอยยิ้มของเขาค่อยๆแข็งค้างบนใบหน้า ส่วนบุญส่ง.. มือที่ถือแก้วไวน์เริ่มสั่นโดยไม่รู้ตัว!
“ ชุดพวกนั้นที่พวกมันใส่.. เอาจริงๆก็เหมือนของแท้จนแยกไม่ออก.. แล้วยังมีร้านอาหารสุดหรูนั่นอีก.. ” บุญส่งเริ่มจะคล้อยตามแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นมันชักจะมีมูลเข้าทุกที..
“ หรือว่าบ้านของไอ้ประสิทธิ์มันจะไม่ใช่แค่ชาวนาทั่วไป.. ไม่ใช่ว่ามันเป็นครอบครัวมหาเศรษฐีอย่างนั้นเหรอ? ” หลายคนในห้องจัดเลี้ยงเริ่มแสดงความคิดเห็น โรลส์รอยซ์ไม่ใช่สิ่งที่พนักงานเงินเดือนแบบพวกตนจะซื้อได้ ขนาดธนวัฒน์ที่เป็นอาจารย์หมอก็ยังต้องคิดหนัก หากจะซื้อเจ้านี่มาใช้เองซักคัน!