แผนร้ายที่เล็งไว้แล้ว
แผนร้ายที่เล็งไว้แล้ว
“ ฉันจะไปโรงพยาบาลค่ะ เดี๋ยวเสร็จธุระแล้วจะตามไปเอง! ” เธอตอบเพียงเท่านี้ก่อนจะกดลิฟต์แล้วลงไป แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าลงไปด้วย!
รถตู้ของบริษัทเคลื่อนตัวออกจากอาคารสำนักงานใหญ่ในช่วงหัวค่ำ แสงไฟจากตึกสูงสองข้างทางส่องผ่านกระจกเข้ามาเป็นระยะ ภายในรถเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยของพนักงานที่กำลังคาดเดา ว่างานเลี้ยงคืนนี้จะออกมาในรูปแบบไหน
ส่วนไทม์.. เขากำลังนั่งพิงเบาะด้วยสีหน้าของคนที่หมดแรงจะใช้ชีวิต..
“ ทำหน้าดีๆหน่อยไทม์ ยังไงคืนนี้เราก็เสียเงินกันไปคนละหนึ่งพันแล้ว เพราะงั้นต้องกินให้คุ้มเงินนะ ” เมย์หันมาพูดให้กำลังใจ หลังเป็นพนักงานทั้งแผนกที่ต้องจ่ายเงินกองกลางคนละหนึ่งพันบาท ซึ่งนั่นมันก็ไม่น้อยเลยสำหรับช่วงใกล้สิ้นเดือนแบบนี้..
“ นั่นสินะ ผมไม่ต้องสนใจเธอคนนั้นแล้ว แค่กินให้เยอะก็พอ.. ” เขาพยายามมองโลกในแง่ดี เพราะหลังจากจบงานเลี้ยงในคืนนี้ ตัวเขาก็คงต้องสู้กับค่ารถมหาศาล.. ไม่รู้ว่าหัวหน้าแผนกใช้อะไรคิดถึงเลือกร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มันแทบจะอยู่คนละฝั่งกับหอพักของเขาแบบนี้..
“ รีบกินรีบแยกย้าย ใครอยากได้หน้าก็ให้เขาได้ไปดีที่สุด ” เมย์ตบไหล่เบาๆอย่างเห็นใจ ส่วนไทม์เองก็ภาวนาในใจเอาไว้แบบนั้น เพราะสิ่งเดียวที่เขากังวลตอนนี้ไม่ใช่ลินิน แต่เป็นคำพูดของเธอ..
หวังว่าคืนนี้คุณพ่อฉันคงไม่โกรธคุณมากนักนะ.. ประโยคนั้นยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่หาย ถ้าลินินเอาเรื่องกะเพราหมูกรอบไปฟ้องจริง เขาคงได้เตรียมอัปเดตเรซูเม่คืนนี้เลย!
. . .
ประมาณสี่สิบนาทีต่อมา รถตู้ก็มาจอดหน้าร้านอาหารริมน้ำชื่อดังแห่งหนึ่ง แสงไฟสีทองส่องสะท้อนผิวน้ำระยิบระยับ บรรยากาศหรูหราสมกับเป็นสถานที่รับรองแขกคนสำคัญ
“ โอ้โห.. ”
“ หัวหน้าจัดหนักเหมือนกันนะ ”
“ หวังว่าจะไม่ให้พวกเราหารเงินเพิ่มนะ พันเดียวก็แทบจะหมดตัวแล้ว นี่มันสิ้นเดือนนะครับไม่ใช่ต้นเดือน! ” พนักงานหลายคนพากันพึมพำ
ทันทีที่ลงจากรถ พนักงานต้อนรับของทางร้านก็เดินเข้ามานำทางไปยังห้องจัดเลี้ยงส่วนตัวขนาดใหญ่ด้านในสุด
เมื่อเปิดประตูเข้าไป.. ทุกคนก็ต้องตะลึงกับการตกแต่งของห้องขนาดใหญ่ ที่สามารถรับรองคนได้เกือบร้อยตรงหน้า ทุกมุมช่างดูหรูหรา แถมผนังกระจกด้านข้างยังมองเห็นวิวแม่น้ำยามค่ำคืนได้อีกด้วย
ตรงกลางห้อง โต๊ะกลมหลายสิบตัวถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ และแน่นอน.. ตำแหน่งที่นั่งถูกจัดเอาไว้หมดแล้ว
“ เชิญตามป้ายชื่อได้เลยครับ ” พนักงานของร้านกล่าว กับป้ายโต๊ะที่จัดไว้เป็นทีมๆตามตำแหน่ง แน่นอนว่าโต๊ะประธานมีแต่ระดับหัวหน้า ทั้งๆที่ทุกคนก็จ่ายเงินเท่ากัน..
“ อย่างน้อยพวกเราก็โชคดีที่คุณหนูนั่นไปนั่งกับพ่อของเธอ เธอเป็นดาวเด่นของงานนี้ เพราะงั้นคงไม่คิดจะเสียเวลามานั่งกับพวกเรา ” เมย์พูดให้กำลังใจกับเพื่อนชาย ที่ตอนนี้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก..
ขณะที่ทั้งคู่กำลังบ่นกันเบาๆ เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมโต๊ะอีกหลายคนที่อยากกลับบ้าน เสียงของหัวหน้าแผนกก็ดังขึ้น
“ ทุกคนครับ! ” คุณชาญชัยยืนอยู่หน้าห้องพร้อมไมโครโฟนในมือ ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มประจบประแจงที่ตั้งใจ
“ ขอให้ทุกคนนั่งประจำที่ก่อนนะครับ อีกไม่นานท่านประธานจะเดินทางมาถึงแล้ว ” ทันทีที่ได้ยินคำว่าท่านประธาน บรรยากาศทั้งห้องก็เริ่มตึงเครียดขึ้นทันที แม้แต่พนักงานที่ปกติพูดเก่งที่สุดยังเริ่มนั่งตัวตรง!
เวลาผ่านไปประมาณสิบนาที อาหารเริ่มทยอยนำออกมาวางบนโต๊ะ แต่เกือบทุกคนยังไม่กล้าลงมือทาน เพราะแขกคนสำคัญที่สุดยังมาไม่ถึง แม้เวลาจะล่วงเลยไปนานแล้ว..
จนกระทั่ง.. แกร๊ก.. ประตูห้องจัดเลี้ยงถูกเปิดออก
ทุกคนรีบลุกขึ้นยืนพร้อมกันแทบจะทันที ชายวัยประมาณหกสิบปีในชุดสูทสีเข้มก้าวเดินเข้ามาด้วยท่าทีสุขุม แม้อายุจะมากแล้ว แต่แววตานั้นยังคมกริบ เพียงแค่เดินเข้ามาในห้อง บรรยากาศทั้งหมดก็เปลี่ยนไป!
เขาคือประธานบริษัท ผู้ก่อตั้งอาณาจักรมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทแห่งนี้! เจ้านายของทุกคน!!
“ สวัสดีครับท่านประธาน! ” เสียงทักทายดังขึ้นพร้อมกันทั้งห้อง ท่านประธานยิ้มบางให้ก่อนพยักหน้ารับ
“ ตามสบายครับทุกคน ”
“ วันนี้ผมมาในฐานะพ่อคนหนึ่ง ไม่ใช่ประธานบริษัท ”
หลายคนถึงกับยิ้มแห้ง ไม่มีใครเชื่อคำพูดแบบนี้หรอก.. มีพ่อแม่ของใครในนี้ซักคน ที่ได้มางานเลี้ยงต้อนรับจากการที่ลูกชายลูกสาวของพวกเขา สามารถเข้าทำงานที่นี่ได้บ้างมั้ยล่ะ?! ต่อให้บอกว่าเป็นพ่อคนหนึ่ง แต่คนตรงหน้าก็ยังเป็นคนที่มีอำนาจเซ็นไล่พวกเขาออกได้อยู่ดี!
จากนั้นสายตาของท่านประธานก็กวาดมองไปรอบห้อง เหมือนกำลังมองหาบางคน..
“ ลินินยังมาไม่ถึงอีกเหรอ? ” คำถามนั้นทำให้หัวหน้าแผนกสะดุ้งทันที
“ เอ่อ.. คุณลินินแจ้งว่าจะตามมาภายหลังครับท่าน เธอบอกว่าจะไปโรงพยาบาลก่อน.. ” เขาตอบเสียงสั่นกับเรื่องนี้ที่อาจเป็นเรื่องใหญ่
“ โรงพยาบาล? ” รอยยิ้มบนใบหน้าของท่านประธานหายไปทันที บรรยากาศทั้งห้องที่เดิมก็เงียบอยู่แล้ว กลับเงียบลงไปอีกหลายเท่า
“ เกิดอะไรขึ้น ” น้ำเสียงเรียบๆนั้นไม่ได้ดัง แต่กลับทำให้หัวหน้าแผนกรู้สึกเหมือนมีภูเขากดทับอยู่บนบ่า
“ เอ่อ.. ผมก็เพิ่งทราบเหมือนกันครับท่าน คุณลินินแจ้งก่อนเลิกงานว่าจะไปพบแพทย์ ส่วนรายละเอียด.. ” ยังพูดไม่ทันจบ โทรศัพท์ของท่านประธานก็ดังขึ้น
ติ๊ด! ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้ทุกคนพอจะเดาได้ทันที ลินิน..
“ ว่าไงลูก.. ” ท่านประธานกดรับสายต่อหน้าทุกคน
“ คุณพ่อคะ.. ” เสียงของหญิงสาวดังลอดออกมาเบาๆจากลำโพง น้ำเสียงนั้นอ่อนแรงกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด ไทม์ที่นั่งอยู่ท้ายห้องถึงกับเงยหน้าขึ้นทันที..
โอ้โห.. เปลี่ยนโหมดเร็วขนาดนี้เลยเหรอ! เมื่อช่วงเย็นยังเดินด่าเขาฉอดๆอยู่เลย!
“ เกิดอะไรขึ้นลูก ”
“ หนูอยู่โรงพยาบาลค่ะ.. ” ทั้งห้องเงียบกริบ
“ คุณหมอบอกว่าหนูต้องพักผ่อนค่ะ ”
“ เป็นอะไรมากไหม ”
“ หมอบอกว่าระบบทางเดินอาหารระคายเคืองหนักค่ะ ตอนนี้ปวดท้องมากเลย.. ”
ไทม์แทบสำลักน้ำเปล่า ระคายเคืองหนัก?! เมื่อสามชั่วโมงก่อนเธอยังเดินเร็วกว่าเขาอีก! ที่กินไปก็ยังแทบไม่ได้กลืนซะด้วยซ้ำ เธอคายออกมาทั้งหมดตั้งแต่ตอนนั้นแล้วไม่ใช่เหรอ!
“ แล้วหมอว่าอย่างไรบ้าง ”
ลินินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงน่าสงสารที่สุดเท่าที่ไทม์เคยได้ยินมา
“ หมอบอกให้หยุดงานหนึ่งสัปดาห์ค่ะ.. ”
หนึ่งสัปดาห์!? คุณหมอคนไหนสั่งหยุดงานหนึ่งสัปดาห์เพราะกะเพราหมูกรอบหนึ่งคำ!?
แม้แต่เมย์ยังอ้าปากค้าง เธอมองเห็นได้ชัดเจนเลยว่า เพื่อนรักของเธอคนนี้โดยวางงานเข้าให้แล้ว ยัยเด็กบ้านี่มันแค่ไม่อยากมาทำงานก็เท่านั้น! การที่เธอยอมนั่งทานด้วยในร้านอาหารตอนเที่ยง ทุกอย่างมันคือแผนร้ายที่เธอคิดเอาไว้หมดแล้ว!!
“ หนูคงไปทำงานไม่ได้สักพัก.. ”
“ พักก่อนก็ได้ สุขภาพสำคัญกว่า ” เขายอมลูกสาวในทันที นี่คือลูกสาวคนเดียวของเขา การที่เธอต้องเข้าโรงพยาบาลย่อมถือเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต..
“ ค่ะ.. ” จากนั้นลินินก็เงียบไปอีกครั้ง ก่อนจะพูดประโยคต่อมา ประโยคที่ทำให้ไทม์รู้สึกว่าหัวใจตัวเองกำลังหยุดเต้น
“ จริงๆมันคงไม่เป็นแบบนี้หรอกค่ะ.. ถ้าพนักงานคนนั้นไม่พาหนูไปกินอาหารเผ็ดจนแสบท้อง.. ”