สมกับเป็นเมืองหลัก
สมกับเป็นเมืองหลัก
“ ดูท่าจะเข้าไปไม่ได้ง่ายๆ ช่วงนี้เป็นยุคอดอยากที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยสงคราม การป้องกันสายลับของศัตรูจึงเป็นเรื่องใหญ่.. ” เขากล่าวอย่างพอจะมองออกว่าคนที่ต่อแถวอยู่นี้ ก็คือผู้อพยพจากชายแดนที่หนีตายกันเข้ามา!
ไทม์เดินตามแถวผู้คนไปเรื่อยๆ จนภาพด้านหน้าเริ่มชัดเจนขึ้นทุกที ในตอนแรกเขาคิดว่าแค่ตรวจค้นอาวุธหรือสอบถามจุดประสงค์เพียงเท่านั้น แต่ความเป็นจริงกลับโหดร้ายกว่านั้นมาก..
“ เจ้ามีอะไรติดตัวบ้าง? ” ทหารยามหน้าประตูมองชายชราชุดขาดวิ่นตรงหน้าอย่างเย็นชา
“ ทะ.. ท่านขอรับ ข้ามีเพียงเสื้อผ้าชุดนี้ ขอให้ข้าเข้าไปเถอะ ลูกเมียข้าตายหมดแล้ว ข้าไม่เหลือที่ไปแล้วจริงๆ.. ” ชายชราทรุดลงคุกเข่าทันที
“ ขอแค่เศษอาหารก็ได้ ข้ายินดีทำทุกงานเพื่อแลกมัน.. ”
“ ไม่มีเสบียง ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีญาติรับรอง เข้าเมืองไม่ได้! ” สีหน้าของทหารไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย
“ แต่.. ”
ปัง! ด้ามหอกกระแทกเข้าที่ไหล่ชายชราจนล้มกลิ้ง
“ ถอยไป! เมืองจิ้นอันไม่ใช่โรงทาน! คนที่เข้ามาเพื่อหวังจะแบ่งปันอาหารของชาวเมืองเดิม พวกข้าไม่ต้อนรับ! ”
ชายชราน้ำตาไหลอาบหน้าแต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเหลือ ทุกคนในเวลานี้ต่างรู้ดีว่าเสบียงอาหารคือสิ่งล้ำค่า คนมีประโยชน์ย่อมได้อยู่ต่อ ส่วนคนที่หนีตายมาเพื่อหวังพึ่งพิงก็ต้องทำใจ..
ถัดมาเป็นหญิงวัยสามสิบกว่า เธออุ้มเด็กเล็กผอมแห้งไว้ในอ้อมแขน
“ ท่านทหาร.. ลูกข้าไม่ได้กินอะไรเลยมาสองวันแล้ว ขอให้ข้าได้เข้าไปเถอะ.. ” เด็กน้อยร้องไห้เสียงแหบจนแทบไม่มีแรง ทว่าทหารกลับทำเพียงส่ายหน้า
“ มีเสบียงไหม? ”
หญิงสาวกัดริมฝีปากก่อนส่ายหัว
“ เงินล่ะ? ”
“ ข้าไม่มี สามีข้าออกไปรบที่แนวหน้ามานาน จนถึงบัดนี้แล้วก็ยังไม่กลับมา.. ” เธอกล่าวอย่างเจ็บปวด สามีตนไปออกรบแท้ๆ แต่ครอบครัวกลับต้องลำบากจนแทบไม่มีอะไรกิน!
“ งั้นก็กลับไป ”
“ แต่ลูกข้าจะตายแล้ว! ”
“ ถ้าให้เจ้าเข้า เมืองนี้ก็มีแต่จะอดตายเพิ่ม อาหารในเมืองเราเลี้ยงได้ไม่พอ! ”
“ แต่ท่าน.. สามีข้าก็เป็นทหาร! ”
“ แล้วคนที่ต่อแถวอยู่ตรงนี้ ผู้ชายบ้านไหนไม่ต้องออกรบบ้างล่ะ! บ้านข้าเองก็เป็นทหารกันทั้งบ้าน พี่ชายกับพ่อข้าตายในสนามรบ ทั้งตระกูลเหลือข้าคนเดียวก็เลยได้มาเป็นทหารเฝ้าประตู ไม่อย่างนั้นก็คงไร้ผู้สืบสกุลต่อไป! ” เขาตอกกลับด้วยน้ำเสียงเหี้ยม ไม่ใช่ว่าทหารที่นี่จะโหดร้าย แต่การปล่อยให้คนเข้าไปแบบไร้ขีดจำกัดคือการทำให้ทั้งเมืองต้องล่มจม!
สองคนแม่ลูกถูกผลักออกจากแถวอย่างไร้เยื่อใย เสียงร้องไห้ดังขึ้นท่ามกลางผู้คนที่นิ่งเฉย ไม่ใช่เพราะใจร้าย แต่ทุกคนเองก็ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองจะได้เข้าเมืองหรือเปล่า..
“ โหดจริงแฮะ.. ” ไทม์หรี่ตาลงเล็กน้อย เขาไม่ได้รู้สึกว่าทหารพวกนี้ชั่วร้าย ตรงกันข้าม.. พวกเขากำลังทำหน้าที่ที่ยากที่สุดอยู่ต่างหาก
เมืองใหญ่ประจำภาคเหนือต่อให้มีกำแพงสูงและเสบียงมหาศาล แต่นั่นก็ไม่อาจเลี้ยงผู้อพยพจากสงครามได้แบบไร้ขีดจำกัด หากปล่อยให้ทุกคนเข้าไป อีกไม่นานคนทั้งเมืองก็จะอดตายไปตามกัน
“ นี่สินะความแตกต่างของยุคสมัย ไม่รู้เลยว่ากรุงศรีจะเป็นยังไงบ้าง พวกพม่าเองก็บุกเข้ามาอยู่ตลอด.. ” เขากล่าวเบาๆขณะรอแถวให้เดินไป สำหรับที่นี่แล้ว ความเมตตาเพียงอย่างเดียวช่วยอะไรไม่ได้เลย..
ไม่นานก็ถึงคิวของชายวัยฉกรรจ์คนหนึ่ง
“ เปิดห่อผ้า! ”
ชายคนนั้นรีบคลี่ผ้าออก ด้านในมีแป้งหยาบประมาณสองกิโลกับเนื้อเค็มอีกสองชิ้น
“ เข้าได้ ” ทหารพยักหน้า
“ ขอบคุณท่าน! ” ชายคนนั้นรีบเดินผ่านประตูเมืองทันที คนต่อมาเป็นพ่อค้า บนเกวียนบรรทุกข้าวสารเต็มคัน!
“ ผ่าน! ” เสียงดังขึ้นทันทีแบบไม่ต้องคิด
“ คนต่อไป! ” เป็นชายหญิงที่หอบผักแห้งเข้ามา
ผ่าน.. ผ่าน.. ทุกคนที่มีของล้วนได้รับโอกาส แต่ทุกคนที่มามือเปล่าล้วนถูกไล่ออกไปจนหมด ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่รายเดียว!
“ ไม่ใช่แค่ตรวจคนเข้าเมือง.. แต่กำลังคัดคนที่จะไม่เป็นภาระของเมืองด้วย ” ไทม์เริ่มเข้าใจ ตรรกะอาจโหดร้าย แต่นั่นก็สมเหตุสมผลอย่างประหลาด
ในที่สุดก็มาถึงคิวของเขา ทหารเงยหน้ามองชายหนุ่ม ก่อนสายตาจะกวาดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เสื้อคลุมผ้าไหมดูสะอาดสะอ้าน รองเท้าหนังคุณภาพดี ท่าทางสงบนิ่ง แม้จะสะพายเพียงกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ แต่บุคลิกกลับไม่เหมือนชาวบ้านที่กำลังอดอยากแม้แต่น้อย
“ คุณชาย ท่านมีสิ่งใดยืนยันตัวตนหรือไม่? ”
“ แน่นอนว่ามี ข้ามาที่นี่เพื่อพบเจอกับตระกูลขุนนางและคนใหญ่คนโต ” เขาพูดด้วยรอยยิ้มก่อนล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า ก้อนขนมปังขนาดพอดีมือห้าก้อนถูกนำออกมา
ทันทีที่ขนมปังสีเหลืองทองปรากฏ ทหารสองนายก็ชะงักไปพร้อมกัน!
“ นี่คือ.. หมั่นโถว ไม่สิ.. นี่มันคือขนมปัง! ข้าเคยเห็นพวกขุนนางทานกันเมื่อนานมาแล้ว! ” นายทหารพูดขณะที่กลิ่นหอมของแป้งอบใหม่ลอยเข้าจมูก ขนมปังในยุคนี้นับเป็นอาหารราคาแพง ยิ่งเนื้อสัมผัสที่ดูละเอียดและสีสวยเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่ของที่ชาวบ้านทั่วไปจะหาซื้อได้!
“ พวกท่านเอาไปเอาคนละก้อน วันนี้ข้าอารมณ์ดี อย่าขวางทางกันนานนักเลย ” เขากล่าวกับอีกฝ่ายที่ตกตะลึงไปแล้ว คุณชายท่านนี้ร่ำรวยอย่างแท้จริง!
ทหารทั้งสองสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรีบประสานมือคารวะด้วยท่าทีสุภาพกว่าเดิมหลายเท่า!
“ ขอบพระคุณคุณชายเป็นอย่างสูง! ” แม้จะรู้ว่าการรับของจากผู้เดินทางไม่ค่อยเหมาะสม แต่ขนมปังหอมกรุ่นตรงหน้า ต่อให้เป็นทหารเฝ้าประตูเมืองก็ใช่ว่าจะมีโอกาสได้กินบ่อยนัก ไม่สิ.. ทั้งชีวิตนี้อาจไม่มีโอกาสเป็นครั้งที่สองแล้ว!
“ คุณชาย เชิญเข้าเมืองได้เลยขอรับ ”
ไทม์พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนก้าวผ่านซุ้มประตูหินขนาดมหึมาซึ่งหนากว่าห้าเมตร
ทันทีที่เดินพ้นเงากำแพง ภาพเบื้องหน้าก็ทำให้เขาต้องชะงักฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว
“ โอ้โห! ” สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า แตกต่างจากเมืองชายแดนเล็กๆก่อนหน้านี้ราวฟ้ากับเหว
ถนนหินกว้างหลายสิบเมตรทอดยาวตรงไปยังใจกลางเมือง ผู้คนเดินขวักไขว่แทบไม่มีช่องว่าง เกวียนสินค้าหลายร้อยคันเคลื่อนตัวไปมาอย่างเป็นระเบียบ
สองฟากถนนเต็มไปด้วยอาคารไม้หลายชั้นหลังใหญ่ หลังคากระเบื้องสีดำเรียงตัวสวยงาม ป้ายร้านค้าถูกแขวนเอาไว้ในทุกพื้นที่ ไม่เหมือนที่อื่นซึ่งร้านค้าปิดตัวกันไปจนเกือบหมด..
ร้านผ้า โรงตีเหล็ก ร้านเครื่องลายคราม สำนักโอสถ โรงเตี๊ยม โรงน้ำชา โรงรับจำนำ ร้านค้าสารพัดชนิดเปิดเรียงต่อกันจนสุดลูกหูลูกตา
เสียงแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้า เสียงตีเหล็กจากโรงช่าง เสียงม้าลากเกวียน เสียงเด็กวิ่งเล่น ทั้งหมดรวมกันเป็นบรรยากาศคึกคักที่เมืองชายแดนไม่มีวันเทียบได้
ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบๆอย่างสนใจ เหนือศีรษะมีโคมแดงนับร้อยแขวนเรียงตลอดแนวถนน บางช่วงยังมีสะพานหินโค้งทอดข้ามคลองเล็กๆ น้ำใสสะอาดไหลผ่านกลางเมือง เรือพ่อค้าหลายลำกำลังขนสินค้าเข้าออกท่าอย่างต่อเนื่อง
“ สมแล้วที่เป็นเมืองใหญ่สุดของเขตเหนือ.. ไม่ได้อดอยากเหมือนเมืองขนาดเล็กทั่วไปสินะ ” เขาพูดชม ที่นี่แม้จะยังห่างไกลจากมหานครในโลกยุคปัจจุบัน แต่เมื่อเทียบกับเมืองชายแดนที่เขาเพิ่งจากมา ความแตกต่างนี้ก็เรียกได้ว่าคนละโลกแล้ว
“ เมืองนี้น่าจะมีประชากรหลักล้าน.. อาหารที่นำเข้ามาก็ดูเยอะพอตัว ทำไมถึงรับคนเพิ่มไม่ได้กัน.. ” ไทม์คิดขณะเดินต่อไปเรื่อยๆ ก่อนจะเริ่มสังเกตเห็นว่าไม่ใช่ทุกคนที่สามารถซื้อข้าวสารอาหารแห้งได้ ราคาที่แต่ละร้านตั้งนั้น มันคือหลักตำลึงเงินเป็นอย่างน้อย!
“ ขนาดเงินหลักอีแปะชาวบ้านยังไม่มี.. แล้วนี่อะไร ข้าวสารถุงเล็กๆเพียงถุงเดียวก็หนึ่งตำลึงเงิน.. ” ชายหนุ่มส่ายหน้าไปเลย แม้ที่นี่จะมีอาหาร แต่ราคาของมันกลับไม่ต่างจากการรีดเลือดกับปู คนรวยเท่านั้นถึงจะหาซื้ออาหารกลับไปได้!
“ ช่างมันๆ ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องของเรา สิ่งเดียวที่เราต้องสนใจคือการหาเงิน ของล้ำค่าแบบไหนบ้างที่พอจะหยิบกลับไปขายได้ในโลกอนาคต ” เขาต้องยึดมั่นกับเป้าหมายแล้ว ด้วยหากมีใจคิดจะช่วยเหลือผู้คนขึ้นมา ต่อให้ขนข้าวจากโลกอนาคตมาช่วยซักสิบปี แต่ความอดอยากของผู้คนก็จะไม่มีวันหมดไป..
ไทม์เดินต่อไปตามถนนสายหลักอย่างไม่รีบร้อน สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าสารพัดชนิด ตั้งแต่ร้านขายผ้าไหม ร้านเครื่องประดับ ร้านยา ร้านตีเหล็ก ไปจนถึงโรงประมูลของเก่า
สายตาของเขากวาดมองไปทั่วราวกับนักลงทุนที่กำลังสำรวจตลาด ของเหล่านี้แค่เอากลับไปก็ทำเงินมหาศาลได้แล้ว พูดตามตรงว่าเขาไม่ต้องเสียเวลาไปแลกเปลี่ยนกับขุนนางเลย แค่มีเงินก็ซื้อเอาจากที่นี่ได้..
การข้ามเวลาทำให้เขามีข้อได้เปรียบมหาศาล แต่ไม่ได้หมายความว่าหยิบจับอะไรก็รวยได้ เพราะไม่ใช่ทุกอย่างในยุคนี้ที่จะเป็นของล้ำค่า.. พูดไปอาจดูขัดกัน แต่ไม่ใช่ทุกแจกันจะเป็นของดี ไม่ใช่ทุกรูปภาพที่จะงดงาม!
“ สายตาเรากับพลังของระบบบอกได้อยู่บ้าง แต่เท่าที่เดินมาก็ยังไม่เห็นของชิ้นไหนมีมูลค่าถึงระดับกลางได้เลย.. ” เขาบ่นพึมพำกับตัวเอง
“ ได้ยินหรือยัง? ” ระหว่างนั้นเอง เสียงพูดคุยของคนกลุ่มหนึ่งก็ดังลอยมาเข้าหู
“ เรื่องอสูรเหล็กนั่นน่ะ? ”
“ ตอนนี้ทั้งเมืองพูดถึงกันหมดแล้ว ”
ไทม์ชะงักฝีเท้าเล็กน้อย เขาเหลือบมองไปยังต้นเสียง
ใต้ศาลาริมถนนมีชายหนุ่มประมาณหกเจ็ดคนกำลังนั่งล้อมโต๊ะน้ำชา ทุกคนสวมชุดแขนยาวสีฟ้าอ่อนแบบบัณฑิต คาดเข็มขัดผ้าสีดำซึ่งประทับตราสำนักไว้ แถมด้านหลังก็ยังมีคนรับใช้ยืนถือหนังสือกับห่อสัมภาระอยู่..