มรดกจากคุณปู่
มรดกจากคุณปู่
ต่อให้มีอาหารราคาแพงวางอยู่เต็มโต๊ะ แต่สำหรับคนที่เพิ่งถูกพักงานแบบไม่มีกำหนด แถมยังไม่ได้เงินเดือนอีกต่างหาก ให้ตายยังไงก็ไม่มีอารมณ์กิน..
สองชั่วโมงต่อมา รถเมล์คันสุดท้ายค่อยๆจอดหน้าปากซอยหอพัก ไทม์เดินลงมาด้วยสภาพเหมือนซอมบี้ ตอนนี้แม้แต่รถไฟฟ้าเขาก็ไม่กล้าขึ้นแล้วเพราะแพงไป..
กระเป๋าสะพายหนึ่งใบ เงินในบัญชีไม่ถึงสามพันบาท สถานะพนักงานถูกพักงาน เงินเดือนไม่รู้จะได้เมื่อไร อนาคตมืดมนยิ่งกว่าท้องฟ้าตอนฝนตกเสียอีก..
“ เฮ้อ.. กลับบ้านดีมั้ยเนี้ย ” เขาถอนหายใจยาว ตอนนี้สิ่งเดียวที่ต้องการคือเตียงนอน ขอแค่ได้นอน พรุ่งนี้ค่อยคิดเรื่องชีวิตก็ยังไม่สาย
ชายหนุ่มเดินขึ้นบันไดหอพักเก่าๆมาถึงชั้นสี่ ก่อนหยุดอยู่หน้าห้องหมายเลข 409
กึก.. เขาหยิบกุญแจออกมา แต่ยังไม่ทันไขประตู เท้ากลับเตะเข้ากับอะไรบางอย่างที่วางอยู่หน้าห้อง
ตุบ!
“ โอ๊ย! อะไรอีกวะเนี่ย! คนยิ่งหงุดหงิดๆอยู่! ” เขาโวยวายก่อนก้มลงมอง มันคือกล่องพัสดุสีน้ำตาลขนาดกลาง
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว เขาจำไม่ได้ว่าเพิ่งสั่งอะไรไป ช่วงสิ้นเดือนแบบนี้เงินแทบไม่มีจะกินด้วยซ้ำ แล้วจะเอาที่ไหนไปช้อปปิ้งออนไลน์ได้
“ หรือแม่ส่งของมา? ” เขาหยิบกล่องขึ้นมา หนักกว่าที่คิด ประมาณสองถึงสามกิโลกรัม เมื่อเขย่าดูเล็กน้อย ของด้านในกลับแทบไม่มีเสียง..
“ อะไรอีกล่ะเนี้ย.. ” สุดท้ายไทม์ก็เปิดประตูห้อง ห้องพักขนาดยี่สิบกว่าตารางเมตรต้อนรับเขาเหมือนทุกวัน
เตียงเดี่ยว ตู้เย็นเก่าๆ โต๊ะคอมพิวเตอร์ พัดลมหนึ่งตัว และกองบิลที่ยังไม่ได้จ่ายอีกหลายใบ
ชายหนุ่มวางกระเป๋าลง ก่อนโยนตัวลงนั่งบนพื้น สายตามองกล่องพัสดุตรงหน้า..
“ ขออย่าเป็นบิลอะไรเพิ่มเลยนะ.. แค่นี้ก็ไม่มีจะจ่ายแล้ว ” วินาทีนั้นเขาเริ่มคิดจะเสียดายเงินที่โอนให้พ่อเพื่อช่วยเหลืองานศพของคุณปู่ หลังลูกๆของท่านทุกคนที่เป็นลุงๆป้าๆของเขา ไม่มีเลยซักคนที่คิดจะช่วยงาน ทั้งหมดเพียงหวังในมรดกแล้วก็แยกย้าย..
ไทม์หยิบกรรไกรมากรีดเทปกาวออกอย่างหมดอาลัยตายอยาก
แควก.. แควก.. ฝาเปิดออกช้าๆ ด้านในมีกล่องไม้สีดำวางอยู่หนึ่งใบ กับซองจดหมายสีขาวอีกหนึ่งซอง..
ไทม์หยิบซองจดหมายขึ้นมาก่อน
“ จากใครกันนะ.. ” เขาพลิกดูด้านหน้าและด้านหลังแต่ไม่มีชื่อผู้ส่ง มีเพียงลายมือคุ้นๆที่เขาเหมือนเคยเห็นจากที่ไหนสักแห่ง
ชายหนุ่มดึงกระดาษด้านในออกมา เพียงแค่อ่านบรรทัดแรก เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกทันที
“ เฮ้อ.. แม่นี่เอง ” เนื้อหาในจดหมายไม่ได้มีอะไรมาก ทุกตัวอักษรเป็นลายมือของแม่เขาเอง
[ ไทม์ ของในกล่องคือของที่ปู่สั่งไว้ก่อนเสีย ตอนแรกแม่ว่าจะให้ตอนกลับบ้านงานศพ แต่คิดว่าไทม์คงไม่ได้กลับเร็วๆนี้ สุดท้ายเลยคุยกับพ่อแล้วก็ส่งไปให้ ปู่กำชับหลายครั้งมากว่าต้องเป็นไทม์เท่านั้น อย่าทำหายนะ กว่าจะแย่งชิงมาจากพวกญาติๆของพ่อลูกได้ พ่อกับแม่เองก็ต้องใช้พลังไปมากทีเดียว ของไม่มีราคาแบบนี้ พวกมันทุกคนก็ยังคิดจะเอา! ] คำสุดท้ายนั้นผู้เป็นแม่ดูจะใส่อารมณ์ไปไม่น้อย
“ .. ” ไทม์นิ่งไปกับจดหมายตรงหน้า ก่อนสายตาจะค่อยๆเลื่อนไปยังกล่องไม้สีดำ
“ ที่คุยกันในกลุ่มไลน์ครอบครัวสินะ ” ชายหนุ่มคิดออกแล้ว คุณปู่ของเขาเพิ่งเสียชีวิตเมื่อประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อน ตลอดชีวิตของท่านแทบไม่มีทรัพย์สินอะไรให้พูดถึง บ้านไม้เก่าๆหนึ่งหลัง กับของอายุใกล้เคียงกันที่เก็บไว้จนเต็มบ้าน ดีหน่อยก็เพราะยังมีที่ดิน แม้จะเป็นเพียงไม่กี่ไร่ในต่างจังหวัด แต่นั่นก็ทำให้ลูกๆของคุณปู่แย่งชิงกันได้แล้ว..
หลังงานศพจบลง ญาติพี่น้องหลายคนถึงขั้นทะเลาะกันเรื่องมรดก แน่นอนว่าหนี้สินไม่มีใครคิดรับ ขนาดค่าจัดงานศพยังไม่มีใครออกเงินเลย ถ้าไม่ได้ไทม์ช่วยเหลือ ปู่ของเขาอาจถูกจับยัดใส่โลงไม้แล้วเผาตั้งแต่วันแรก..
ที่ดินสองไร่กับของเก่าบางส่วน แม้ว่ามูลค่าจะไม่ได้มากมายอะไร แต่ก็ยังมากพอให้คนเห็นแก่ตัวแสดงธาตุแท้ออกมาได้ ในกลุ่มไลน์ครอบครัวช่วงนั้นแทบลุกเป็นไฟ พ่อของไทม์ที่เป็นน้องเล็กสุดจากทั้งสี่คนแทบจะไม่ได้อะไรเลย เพราะพี่ๆออกตัวว่าจะเอาไปหมดแล้ว!
[ บ้านต้องขายแล้วแบ่งกัน! ]
[ ทำไมพี่จะเอาที่ดินแปลงนั้นคนเดียว ]
[ ฉันเป็นลูกคนโตนะ ลูกชายคนโตของบ้าน! ] ลุงของเขาส่งข้อความเข้ามา
[ ใครดูแลพ่อตอนแก่บ้างล่ะ ลูกสาวแบบฉันก็ควรได้! ] ลูกคนที่สองซึ่งเป็นป้าของไทม์โวยวายบ้าง แม้ในความจริงจะมีแค่บ้านไทม์ที่ดูแลปู่
[ ฉันเองก็เสียเงินดูแลพ่อไปมาก จะให้พวกพี่แบ่งกันสองคนก็คงไม่ได้หรอกนะ! ] ป้าอีกคนที่เป็นคนที่สามจากสี่พี่น้องไม่คิดยอมแพ้
ข้อความยาวเหยียดส่งกันวันละเป็นร้อยข้อความ จนไทม์กดปิดแจ้งเตือนไปตั้งแต่วันแรก
ทว่าท่ามกลางสงครามแย่งมรดกเหล่านั้น.. มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องยอมรับเพื่อตัดคู่แข่ง
[ สร้อยคอของพ่อต้องให้ไทม์.. พ่อสั่งไว้เอง! ถ้าใครคิดแย่งไทม์งั้นเกมนี้ผมจะแย่งชิงด้วย! ] พ่อของไทม์เปิดฉากเพื่อลูกชายบ้าง เขาเองก็อยากได้สร้อยเส้นนี้ที่พ่อของตนสวมใส่อยู่ตลอด มาเป็นของประจำบ้านเพื่อสิริมงคล
[ เออๆเอาไป แค่สร้อยเก่าๆไร้ราคา! ] ลุงใหญ่ที่เป็นพี่คนโตยอมแพ้ สร้อยเส้นเดียวตัดตัวหารได้หนึ่งคน เรื่องนี้ยังไงก็คุ้มค่าล่ะนะ
ไทม์หยิบสร้อยเส้นนั้นขึ้นมาดู เจ้านี่มันดูไม่มีค่าอะไรเลย เป็นเพียงสร้อยโลหะเก่าๆสีหม่น ไม่มีเพชร ไม่มีทอง ไม่มีพระเครื่องดัง ไม่มีอะไรทั้งนั้น ถ้าขายร้านของเก่าอาจได้ไม่ถึงห้าบาท..
แต่ปู่กลับใส่มันติดตัวมาตลอดหลายสิบปี แม้แต่ตอนเข้าโรงพยาบาลก็ยังไม่ยอมถอด เขาใส่มันจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต..
“ คงเป็นของสำคัญทางใจมั้ง.. ” ไทม์พึมพำเบาๆ ก่อนค่อยๆยกมันขึ้นมาดูแบบชัดๆ
“ มีจี้ติดสร้อยด้วยแฮะ ” เขามองดูไปยังจี้ที่ห้อยอยู่ปลายสร้อย มันมีลักษณะเป็นเหรียญวงกลมเล็กๆ ผิวด้านนอกสึกจนแทบมองลวดลายไม่ออก
“ เนี่ยนะ.. มรดกของผม โธ่ปู่.. ผมเสียเงินค่างานศพไปตั้งหลายหมื่นเลยนะ ทิ้งสร้อยทองไว้ให้ผมก็ไม่ได้ ” ไทม์หัวเราะแห้งๆกับความโชคร้ายของเขา
ตอนนี้เขากำลังถูกพักงานไม่มีรายได้ ค่าเช่าห้องกำลังจะถึงกำหนด อนาคตยังมืดมนจนมองไม่เห็นทาง ต่อให้สร้อยเส้นนี้จะมีคุณค่าทางจิตใจแค่ไหน แต่มันก็ช่วยจ่ายค่าเช่าห้องไม่ได้อยู่ดี..
ทว่าขณะที่กำลังจะวางมันกลับลงกล่อง.. สายตาของไทม์กลับเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง
“ หือ? ” ด้านหลังของจี้วงกลม มันเหมือนจะมีรอยสลักเล็กๆซ่อนอยู่..
เล็กมาก.. เล็กจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เขารีบลุกไปหยิบไฟฉายจากโต๊ะคอมพิวเตอร์ ก่อนส่องลงไปใกล้ๆเพื่อพยายามอ่าน
วินาทีนั้น ดวงตาของไทม์ค่อยๆเบิกกว้างขึ้น!
“ อิสระ.. เหนือกาลเวลา.. ”
“ เขียนบ้าอะไรวะเนี้ย เหมือนภาษาไทยแต่อ่านโคตรยากเลย ภาษายุคโบราณอย่างนั้นเหรอ ” เขาบ่นเบาๆกับสิ่งที่สลักไว้
“ ปู่มีของพวกนี้ เพราะชอบดูละครจีนแนวตั้งแน่ๆเลย.. ” ไทม์ส่ายหน้าก่อนหัวเราะกับตัวเองเบาๆ คงเป็นเพราะวันนี้เจอเรื่องหนักเกินไป สมองเลยเริ่มคิดฟุ้งซ่านไปหมดแล้ว
ชายหนุ่มกำลังจะวางสร้อยลงไปอย่างไม่คิดใส่ใจอีก ทว่าจู่ๆจี้วงกลมก็สั่น..
ครืดด!!
“ หือ? ”
ไทม์ชะงัก เขามั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ขยับมือ แต่จี้นี่มันดันสั่นได้เอง..
ครืด.. ครืด.. เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังตอบสนองต่อการสัมผัสของเขา พริบตานั่นแสงสว่างวาบก็ปรากฏขึ้นทั่วห้อง!!
“ เดี๋ยวนะ.. ”