บทที่ 5/1 : ทะ... ท่านพี่?
บทที่ 5/1 : ทะ... ท่านพี่?
เมื่อมาถึงเรือนรับรอง ฉินเนี่ยนก็เห็นร่างสูงของจี้ไป๋ในอาภรณ์สีกรมนั่งอยู่ในศาลาด้านข้าง โต๊ะหินตรงหน้ามีกระดานหมากวางอยู่ ชายหนุ่มกำลังหยิบหมากสีดำขึ้นมาพลิกเล่นระหว่างนิ้วอย่างไม่รีบร้อน
‘ตาขี้เก๊ก! นายจะมาหาฉันทำไมกันเนี่ย ไปหาชิงชิงของนายโน่นนน!’
เมื่อได้ยินเสียงนั้นมาแต่ไกล มุมปากของจี้ไป๋ก็กระตุกขึ้นบางๆ
ชั่วอึดใจ หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวอ่อนก็เดินเข้ามาอย่างอ่อนช้อย ก่อนย่อตัวคำนับงดงามไร้ที่ติ “เนี่ยนเอ๋อร์คารวะท่านพี่ไท่จื่อเพคะ”
จี้ไป๋วางหมากลง “ไม่ต้องมากพิธี มานั่งก่อน”
“ขอบพระทัยเพคะ”
ฉินเนี่ยนเดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างว่าง่าย จื่ออิงกับจื่อเยว่จึงถอยไปยืนอยู่ด้านหลังในระยะห่างอย่างเหมาะสม
เมื่อเห็นนางนั่งเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มจึงมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามขึ้น “เมื่อคืนเป็นอย่างไรบ้าง”
‘ก็เผ็ดสิ ถามได้!’
รอยยิ้มของจี้ไป๋แทบหลุด
ทว่าฉินเนี่ยนกลับทำสีหน้าน่าสงสารขึ้นมาทันที ก่อนยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้เขาอีกนิด แล้วยกนิ้วเรียวเล็กขึ้นแตะริมฝีปากบางของตนเองอย่างจงใจ “เมื่อคืนปลาของท่านพี่เผ็ดมากเลยเพคะ ท่านพี่ไท่จื่อดูสิ ปากของเนี่ยนเอ๋อร์ยังบวมอยู่เลย”
จี้ไป๋ที่ตั้งใจจะเอ่ยปากเย้าแหย่นางต่อ กลับเผลอหลุบตาลงมองตามปลายนิ้วของนาง ริมฝีปากเล็กนั้นไม่ได้บวมเจ่ออย่างที่นางกล่าวอ้าง ทว่ามันกลับเป็นสีแดงระเรื่อตามธรรมชาติ ดูอวบอิ่มและดูนุ่มนวลราวกับกลีบดอกไห่ถัง เพียงพริบตาเดียว หัวใจของเขาก็พลันสะดุดไปหนึ่งจังหวะ มือหนาเผลอยกขึ้นและเอื้อมไปแตะลงบนริมฝีปากนุ่มนั้นราวกับถูกมนตร์สะกด
“ทะ... ท่านพี่?” ฉินเนี่ยนสะดุ้งเผลอผละถอยหลังทันที
‘เมื่อกี้เขาจับปากฉันทำไม?!’
จี้ไป๋ชะงัก มือยังค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนดึงกลับอย่างรวดเร็ว ทำเอาบรรยากาศภายในศาลาพลันเงียบแปลกประหลาดขึ้นมาชั่วขณะ
ในที่สุดจี้ไป๋ก็กระแอมเบาๆ แล้วหันหน้าไปอีกทาง
“เสด็จแม่ทรงทราบเรื่องเมื่อคืนแล้ว จึงให้ข้ามาขอโทษเจ้า” พูดจบเขาก็หยิบกล่องไม้ใบหนึ่งซึ่งวางอยู่ด้านข้างส่งให้นาง “ของเจ้า”
ฉินเนี่ยนรีบรับมาอย่างไว ราวกับกล่องนั้นช่วยชีวิตนางจากความกระอักกระอ่วนเมื่อครู่ได้พอดี พอเปิดออก กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกกุ้ยฮวาก็ลอยขึ้นมา ภายในมีขนมชิ้นเล็กสีเหลืองนวลเรียงไว้อย่างประณีต เห็นเช่นนั้นดวงตากลมโตก็พลันเป็นประกาย
“ขนมกุ้ยฮวาจากตำหนักคุนหนิงหรือเพคะ?”
“อืม” เขาหยิบถ้วยชาขึ้นมาดื่มอย่างไม่ใส่ใจนัก
แต่คนได้รับกลับยิ้มแก้มปริ นี่เป็นหนึ่งในขนมที่ฉินเนี่ยนชอบกินมากที่สุด และหลังจากเซี่ยซินหรานได้ลองชิมเมื่อวาน นางเองก็ชอบไม่แพ้กัน
หญิงสาวกำลังจะหยิบขึ้นมากิน ทว่ามือพลันชะงัก สายตาค่อยๆ เลื่อนไปมองจี้ไป๋อย่างระแวดระวัง
‘ในนี้คงไม่ได้ยัดพริกมาอีกหรอกนะ?’
จี้ไป๋ซึ่งกำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบถึงกับเกือบสำลักเป็นครั้งที่สอง นี่นางคิดว่าเขาว่างถึงขั้นนั่งยัดพริกใส่ขนมมาหานางถึงจวนหรืออย่างไร!
ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยอะไร ฉินเนี่ยนก็หยิบขนมชิ้นหนึ่งขึ้นมายื่นให้ ก่อนส่งรอยยิ้มหวานหยด “ท่านพี่ไท่จื่อเสวยก่อนสิเพคะ หากท่านพี่เสวยชิ้นนี้ เนี่ยนเอ๋อร์ก็จะหายโกรธเรื่องเมื่อคืน”
‘นายกินก่อนเลย เผื่อมีอะไรแปลกๆ อยู่ข้างในอีก’
ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะหลุดเสียงหัวเราะในลำคอกับความขี้ระแวงแกมฉลาดของนาง เขารับขนมชิ้นนั้นมาทานอย่างว่าง่าย เพราะในขนมไม่ได้มีสิ่งใดเจือปนอยู่จริงๆ และอันที่จริง... การเอาขนมมาให้ ก็เป็นเพียงข้ออ้างที่เขาสร้างขึ้นเพื่อจะได้มาหานางเท่านั้น
ฉินเนี่ยนจ้องเขาตาไม่กะพริบ รออยู่ครู่หนึ่งจนแน่ใจว่าอีกฝ่ายยังนั่งดี ไม่มีสีหน้าแปลกประหลาด ไม่มีควันออกหู และไม่สำลักตาย นางจึงหยิบอีกชิ้นเข้าปากอย่างสบายใจ
ขนมนั้นรสหวานละมุนกำลังดี มีกลิ่นกุ้ยฮวาหอมอ่อนๆ ทำให้ดวงตาคู่นั้นโค้งขึ้นทันที
‘อร่อยจัง... ถ้ายังอยู่ร่างเดิม ฉันคงไม่มีโอกาสได้กินขนมหวานๆ แบบนี้แน่ ป่านนี้ไม่โดนตีมือ ก็คงโดนสั่งไปวิ่งแล้ว ฮือ... ดีจังเลย’
ดวงตาของจี้ไป๋พลันนิ่งลง ร่างเดิมของนางต้องอยู่อย่างทุกข์ระทมถึงเพียงนั้นเชียวหรือ
“เนี่ยนเอ๋อร์ เจ้าดูแปลกไปนะ” เขาจงใจถามเพื่อหยั่งเชิง
ฉินเนี่ยนที่กำลังกินขนมชะงัก ‘นี่ฉันแสดงไม่เนียนเหรอ?’ สิ้นความคิดนางก็หัวเราะเจื่อนๆ ก่อนยิ้มหวานยิ่งกว่าเดิม
“ไม่เห็นแปลกเลยเพคะ ท่านพี่ไท่จื่อไม่ได้เจอเนี่ยนเอ๋อร์มาหลายปี จึงยังจำได้เพียงตอนเนี่ยนเอ๋อร์ยังเป็นเด็กก็เท่านั้น”
‘เขาสังเกตจริงด้วย... แต่เมื่อก่อนไม่เห็นเคยใส่ใจฉินเนี่ยนเลยนี่นา แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่านางเปลี่ยนไป อีกอย่าง ฉันคนนี้ก็ไม่ใช่ฉินเนี่ยนจริงๆ เสียหน่อย ฉินเนี่ยนคนที่รักนายสุดหัวใจคนนั้นตายไปตั้งแต่แปดวันก่อนแล้ว ตายเพราะโมโหชิงชิงของนายจนล้มศีรษะกระแทกพื้นนั่นแหละ’
คำตอบนี้ทำให้ความรู้สึกบางอย่างของจี้ไป๋หนักอึ้งลงในอกอย่างไม่ทันตั้งตัว แม้เขาจะพอคาดการณ์มาบ้างแล้ว แต่เมื่อได้รับการยืนยันจากนาง เขาก็อดสะเทือนใจไม่ได้อยู่ดี ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะไล่เรียงความคิดต่อ เสียงฝีเท้ารีบร้อนก็ดังขึ้นจากนอกศาลา
“ไท่จื่อ มีข่าวจากหลิงโจวพ่ะย่ะค่ะ” ลั่วจ้านก้าวเข้ามาประสานมือ
ฉินเนี่ยนที่กำลังเคี้ยวขนมอยู่ชะงักกึกอีกครั้ง ดวงตากลมโตพลันสว่างวาบ ‘หลิงโจว?!’
จี้ไป๋เห็นปฏิกิริยานั้นก็วางถ้วยชาลง “ว่ามา”
ลั่วจ้านรายงานเรื่องความเคลื่อนไหวบางอย่างของขุนนางและพ่อค้าในหลิงโจวอย่างกระชับ ขณะที่ฉินเนี่ยนนั่งฟังเงียบๆ ดูเผินๆ คล้ายไม่สนใจเรื่องราชการ ทว่าในหัวกลับคึกคักขึ้นมาทันที
‘หลิงโจวเป็นเมืองการค้าใหญ่ทางใต้ของต้าจิ่ง ทั้งร่ำรวยทั้งเจริญ แถมยังเป็นที่ที่จี้ไป๋กับซูชิงชิงจะได้ใกล้ชิดกันจนเกิดความรักลึกซึ้ง ฮิฮิ... จี้ไป๋ นายรีบๆ ไปเลยนะ รีบพาชิงชิงของนายไปด้วย!’
มือที่วางอยู่บนโต๊ะของจี้ไป๋ค่อยๆ กำเข้าหากัน เส้นเลือดตรงขมับแทบกระตุก ที่ทุกลมหายใจของนางมีแต่จะผลักเขาไปหาซูชิงชิงอยู่ได้!
เมื่อคืนเขาก็ไปพบนางมาแล้ว สตรีผู้นั้นแม้หน้าตางดงาม กิริยาสุภาพ และนับว่ามีความคิดอ่านอยู่บ้าง แต่ก็หาได้พิเศษกว่าสตรีอื่นถึงขั้นทำให้เขาหลงใหลหัวปักหัวปำอย่างที่คนตรงหน้าพร่ำพูดอยู่เรื่อยไม่
อีกทั้งวันนี้ที่เขาจงใจให้ลั่วจ้านมารายงานข่าวหลิงโจวต่อหน้าฉินเนี่ยน ก็เพราะสิ่งที่นางคิดเรื่องจี้เซวียนและตระกูลซูเมื่อวานล้วนตรวจสอบแล้วว่ามีมูล เขาจึงอยากหยั่งเชิงว่านางจะรู้อะไรเกี่ยวกับหลิงโจวอีก แต่นางกลับเอาแต่คิดเรื่องจับคู่เขากับซูชิงชิง!
ทว่าขณะที่จี้ไป๋กำลังจะหมดความอดทน สิ่งที่เขาอยากได้ยินก็ดังขึ้น
‘แต่จะว่าไปหากพูดถึงหลิงโจว ที่นั่นก็เหมือนเนื้อร้ายของต้าจิ่งที่ถูกฉาบหน้าด้วยความเจริญนี่นา ดูภายนอกร่ำรวย การค้าคึกคัก เงินทองหมุนเวียนมหาศาล แต่ถ้าพูดให้ถูกก็คือถิ่นของตระกูลเผยมากกว่า ขุนนางตั้งแต่บนลงล่างมีคนของสกุลเผยแทรกอยู่ไม่น้อย ไหนจะพ่อค้าใหญ่หลายตระกูลที่พึ่งพาพวกเขาอีก นับว่าสร้างรากฐานไว้เป็นอย่างดีทีเดียว’
ฉินเนี่ยนหยิบขนมกุ้ยฮวาชิ้นที่สามขึ้นมากินอย่างสบายใจ ไม่รู้เลยว่าคนตรงข้ามกำลังตั้งใจฟังแทบไม่กะพริบตา
‘หลายปีมานี้จี้ไป๋หนีไปประจำการชายแดนเหนือ สร้างผลงานทางทหารก็จริง แต่ในเมืองหลวงกับทางใต้ ตระกูลเผยก็ไม่ได้อยู่นิ่ง เผยกุ้ยเฟยเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทขึ้นทุกวัน องค์ชายรองก็สร้างผลงานในราชสำนักอยู่ตลอด ต่อให้ตอนนี้ตระกูลเผยยังไม่กล้าสนับสนุนองค์ชายรองขึ้นมางัดกับไท่จื่ออย่างออกหน้าออกตา แต่หากปล่อยไว้อีกหน่อย เกรงว่าตำแหน่งรัชทายาทของนายคงเริ่มสั่นคลอนก่อนฉันจะได้ตายอีก’
นัยน์ตาคมของจี้ไป๋มืดลง สิ่งที่นางคิดล้วนสอดคล้องกับข่าวลับที่เขาได้รับมาตลอดหลายเดือน เพียงแต่บางส่วนละเอียดกว่าที่เขารู้เสียอีก
เขาเงียบสนิท รอให้นางคิดต่อ ทว่า
‘แต่ช่างมันเถอะ! กินขนมดีกว่า... ยังไงจี้ไป๋ก็ต้องลงไปสืบเรื่องที่หลิงโจว แล้วซูชิงชิงก็ตามไปด้วย สองคนจับมือกันสืบเรื่องตระกูลเผย ฝ่าด่านสารพัดด้วยกัน พวกเขาก็เลยตกหลุมรักกันจนถอนตัวไม่ขึ้น! ฮิฮิ’
ประโยคตอนท้าย ทำเอาไท่จื่อหนุ่มที่กำลังตั้งอกตั้งใจฟังแทบจะลื่นตกจากเก้าอี้! เมื่อครู่นางยังคิดเรื่องใหญ่ถึงขั้นอำนาจตระกูลเผยอาจสั่นคลอนตำแหน่งรัชทายาทของเขาอยู่ดีๆ พริบตาเดียวกลับโยนทิ้งเพียงคำว่า ‘ช่างมันเถอะ’ ราวกับไม่เกี่ยวกับตนแม้แต่น้อย
คนที่ถูกตัดความคิดกลางคันได้แต่ยกถ้วยชาขึ้นดื่มแรงกว่าปกติ ทำเอาลั่วจ้านที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ด้านข้างเห็นแล้วอดสงสัยไม่ได้ว่า รายงานข่าวจากหลิงโจวของเขาเมื่อครู่มีจุดใดบกพร่องกันแน่? เหตุใดองค์ไท่จื่อถึงได้มีสีหน้าปั้นยาก ประเดี๋ยวดีประเดี๋ยวร้ายเช่นนี้!
To... คุณรี้ดที่น่ารักทุกท่านที่กำลังรอ E-book นะคะ
ตอนนี้ไรต์เขียนจบแล้วค่ะ ขอตรวจอีกนิด จะอัปลงระบบ meb คืนนี้เลย คาดว่าอาจจะได้อ่านพรุ่งนี้ แต่กี่โมงไรต์มาแจ้งอีกที ส่วนใครกลัวรอเก้อ สามารถซื้อวันที่ 21 ได้นะคะ ชัวร์สุดค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
