บทที่ 5/2 : เสด็จแม่ทรงคิดมากไปแล้ว!!
บทที่ 5/2 : เสด็จแม่ทรงคิดมากไปแล้ว!!
ฉินเนี่ยนกำลังจะหยิบขนมชิ้นที่สี่ พลันรู้สึกถึงสายตาเขียวปั๊ดจากฝั่งตรงข้ามจึงชะงัก นางเงยหน้าขึ้น ก่อนฉีกยิ้มหวานอย่างไร้เดียงสา
“ท่านพี่ไท่จื่อมองเนี่ยนเอ๋อร์เช่นนี้ มีสิ่งใดหรือเพคะ”
“...” จี้ไป๋สูดลมหายใจเข้าช้าๆ ก่อนวางถ้วยชาลง “ไม่มีอะไร”
ฉินเนี่ยนเห็นว่าเขาสีหน้าไม่ปกติ แต่นางก็ไม่คิดจะใส่ใจถามต่อ
ชายหนุ่มยิ่งหงุดหงิดจึงลุกขึ้นยืน “ข้าจะกลับแล้ว”
หากเป็นฉินเนี่ยนคนเดิม ยามได้ยินเช่นนี้คงรีบหาเรื่องรั้งเขาไว้อีกครึ่งวัน ทว่าฉินเนี่ยนตรงหน้ากลับลุกขึ้นย่อตัวคำนับอย่างงดงาม
“เนี่ยนเอ๋อร์น้อมส่งท่านพี่ไท่จื่อ เดินทางกลับดีๆ นะเพคะ”
น้ำเสียงนั้นหวานเสียจนไม่มีผู้ใดจับพิรุธได้ ทว่าข้างในกลับ...
‘ไปสักที... ฉันจะได้กลับไปนอนอ่านนิยายต่อแล้ว’
กล่าวจบ ฉินเนี่ยนก็เหลือบเห็นกล่องขนมกุ้ยฮวาที่ยังเหลืออยู่บนโต๊ะ มือเล็กจึงคว้ามากอดไว้กับอกอย่างไม่ลังเล ก่อนหมุนตัวเดินจากไปเสียเร็วจนชายกระโปรงแทบปลิว ไม่มีแม้แต่จะหันกลับมามองผู้เป็นคู่หมั้นสักครั้ง
จี้ไป๋ยังคงยืนนิ่ง มองแผ่นหลังเล็กที่จากไปอย่างร่าเริงพร้อมกล่องขนมในอ้อมแขน ก่อนมือข้างลำตัวจะค่อยๆ กำแน่นขึ้น
นี่นางรอให้เขากลับถึงเพียงนี้เชียวหรือ!
“ลั่วจ้าน ไปสืบมาว่าแปดวันก่อนเกิดสิ่งใดขึ้นกับคุณหนูฉิน และแปดวันมานี้นางทำสิ่งใดเปลี่ยนไปบ้าง สืบมาให้ละเอียด”
“พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์หนุ่มคำนับรับคำหมุนกายจากไป
สามวันนับจากวันที่จี้ไป๋นำขนมมาหานางที่จวนกั๋วกง ฉินเนี่ยนก็เก็บตัวอยู่ในจวนอย่างสงบเสงี่ยม ไม่ได้โผล่หน้าไปที่ตำหนักบูรพาให้เขารำคาญใจอีกแม้แต่ครั้งเดียว โดยอ้างกับทุกคนเพียงว่านางยังปวดศีรษะอยู่
กระทั่งวันนี้ ต่อให้นางอยากนอนเอกเขนกอ่านนิยายอยู่ในเรือนเพียงใด นางก็จำต้องออกจากจวน เพราะในวังหลวงมีงานเลี้ยงพระราชทานฉลองชัยแก่ไท่จื่อผู้เพิ่งกลับจากชายแดนเหนือ
งานเลี้ยงนี้เกิดขึ้นตามบทเดิมทุกประการ นอกจากเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะและต้อนรับจี้ไป๋ซึ่งจากเมืองหลวงไปหลายปีแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ราชสำนักประกาศต่อเหล่าขุนนางว่า องค์รัชทายาทผู้สร้างความสงบแก่ชายแดนเหนือ ได้กลับคืนสู่เมืองหลวงอย่างสมเกียรติแล้ว
ฉินเนี่ยนมาถึงวังหลวงก่อนเวลา นางไม่ได้ตรงไปยังสถานที่จัดงาน แต่ตรงไปยังตำหนักคุนหนิงตามความเคยชิน
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูตำหนัก นางก็พบว่าจี้ไป๋กำลังนั่งสนทนาอยู่กับฉินฮองเฮา ชายหนุ่มอยู่ในฉลองพระองค์พิธีการสีกรมท่าปักลายมังกรสี่เล็บด้วยดิ้นทอง เรือนผมดำสนิทรวบเกล้าภายใต้กวานทอง ยิ่งขับให้รูปลักษณ์สูงสง่าดูทรงอำนาจสมฐานะองค์ไท่จื่อ
เมื่อได้ยินเสียงนางกำนัลถวายคำนับ จี้ไป๋จึงเงยหน้าขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก ทว่าสายตาที่มองไปกลับหยุดนิ่งไปชั่วขณะอย่างไม่ทันตั้งตัว
วันนี้ฉินเนี่ยนสวมอาภรณ์สีม่วงอ่อนเนื้อไหมทิ้งตัวพลิ้ว ชายแขนและชายกระโปรงปักลายดอกไห่ถังสีเงินอย่างประณีต เรือนผมเกล้าขึ้นอย่างงดงาม ประดับปิ่นหยกขาวฝังไข่มุกเม็ดเล็กกับระย้าเงินเส้นบาง เครื่องประดับทุกชิ้นล้วนล้ำค่าแต่ไม่มากเกินไป เมื่อรวมกับการแต่งหน้าบางเบาที่ขับดวงตากลมโตและริมฝีปากแดงระเรื่อ เด็กสาวร่างบอบบางที่เคยให้ความรู้สึกน่ารักสดใสจึงดูงดงามขึ้นอย่างน่าตะลึง ราวกับเพียงไม่กี่วันนางก็เติบโตจากเด็กสาวเอาแต่ใจ กลายเป็นหญิงสาวผู้สง่างามเต็มตัวเสียแล้ว
จี้ไป๋มองอยู่เนิ่นนานกว่าที่ตั้งใจ
จนฉินฮองเฮาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เหลือบมองพระโอรสแล้วก็ลอบแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดี พระนางยังจำได้ว่าเมื่อหลายวันก่อน เดิมทีเพียงคิดจะให้นางกำนัลนำขนมกุ้ยฮวาไปส่งให้หลานสาว ผู้ใดจะคิดว่าคนที่แต่ก่อนหลบหน้าคู่หมั้นแทบไม่ทัน กลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากว่าจะนำไปให้ด้วยตนเอง
“ไป๋เอ๋อร์ ทิวทัศน์ตำหนักคุนหนิงงดงามกว่าชายแดนเหนือหรือไม่”
จี้ไป๋พลันได้สติ รีบกระแอมไอแสร้งเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ทว่าหูสองข้างกลับระเรื่อขึ้นมาจางๆ “เสด็จแม่ทรงคิดมากไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อ้อ...” ฉินฮองเฮาลากเสียงยาวอย่างหยอกเย้า
“...” จี้ไป๋
ฉินเนี่ยนที่เพิ่งเดินเข้ามาไม่ทันได้ยินคำพูดของสองแม่ลูกก่อนหน้า ยอบกายถวายคำนับอย่างงดงาม “เนี่ยนเอ๋อร์ถวายพระพรเสด็จอาเพคะ” ก่อนจะหันไปอีกด้าน “คารวะท่านพี่ไท่จื่อเพคะ”
“วันนี้เจ้างามนัก รีบเข้ามาให้อาดูใกล้ๆ” ฉินฮองเฮากวักมือเรียก
ฉินเนี่ยนยิ้มหวาน เดินเข้าไปให้พระนางจับมือพลิกมองซ้ายมองขวาอย่างเอ็นดู “เสด็จอาชมเนี่ยนเอ๋อร์ทุกครั้งที่พบหน้า ต่อให้วันหนึ่งเนี่ยนเอ๋อร์แต่งตัวเป็นก้อนแป้ง เสด็จอาก็คงตรัสว่างามอยู่ดีเพคะ”
“หากเป็นเจ้าจริง ต่อให้เป็นก้อนแป้ง อาก็ว่างาม”
‘เสด็จอาปากหวานจริงๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าฉินเนี่ยนได้จากใครมา’ คิดแล้วหญิงสาวก็หัวเราะออกมาอย่างร่าเริง
ขณะที่จี้ไป๋ลอบปรายตามองนางอีกครั้งเงียบๆ หากมองเพียงภายนอก นางก็ยังเป็นฉินเนี่ยนแทบไม่ต่างจากเดิม แม้แต่ข่าวที่ลั่วจ้านไปสืบมา ก็ไม่พบสิ่งผิดแปลกมากนัก นอกจากช่วงนี้นางชอบนำของกินมาพอกหน้า และมักตื่นเช้าขึ้นมายืดเหยียดร่างกายเท่านั้น หากมิใช่เพราะเขาได้ยินเสียงในใจของนาง เขาก็คงคิดว่าคนตรงหน้ายังเป็นฉินเนี่ยนเหมือนกับทุกคน
ไม่นาน นางกำนัลก็เข้ามาแจ้งว่าใกล้ถึงเวลาแล้ว ฉินฮองเฮาจึงเสด็จออกจากตำหนักคุนหนิง โดยมีจี้ไป๋และฉินเนี่ยนติดตามไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทที่ห้องทรงอักษร ก่อนจะเสด็จไปยังงานเลี้ยงพร้อมกัน
เมื่อไปถึงห้องทรงอักษร ยามนี้ภายในห้องนอกจาก ‘ฮ่องเต้จี้ฉาง’ แล้ว ยังมีเผยกุ้ยเฟยกับองค์ชายรองจี้เซวียนประทับอยู่ด้วย
เผยกุ้ยเฟยอยู่ในอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายดอกโบตั๋นด้วยดิ้นทองหรูหรา เครื่องประดับทั้งตัวสะท้อนฐานะพระสนมผู้ได้รับความโปรดปราน ใบหน้างดงามยังคงมีรอยยิ้มละมุน ส่วนจี้เซวียนนั่งอยู่ถัดไปในชุดพิธีการสีคราม ท่วงท่าสุภาพอ่อนโยนดังเช่นเคย
หลังต่างฝ่ายต่างคำนับทักทายกันตามลำดับศักดิ์จนเรียบร้อย เผยกุ้ยเฟยก็แย้มยิ้มอิ่มเอิบ เอ่ยทักทายฉินฮองเฮาด้วยน้ำเสียงเคลือบน้ำตาล
“เมื่อคืนลมเย็นนัก ฮองเฮาทรงบรรทมสบายดีหรือไม่เพคะ น่าเสียดายที่เมื่อคืนฝ่าบาทประทับที่ตำหนักของหม่อมฉันจนดึกดื่น หม่อมฉันจึงไม่มีเวลาไปสนทนาเป็นเพื่อนฮองเฮาเลย”
คำพูดนั้นจงใจโอ้อวดความโปรดปราน และเย้ยหยันที่ฮ่องเต้ไม่ได้เสด็จไปตำหนักคุนหนิงมานานแล้ว
ฉินฮองเฮาที่นั่งอยู่ไม่ห่างกลับไม่มีสีหน้าเปลี่ยนแม้แต่น้อย พระนางยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสง่างาม ก่อนตรัสเรียบๆ ว่า “ตำหนักคุนหนิงของข้าอบอุ่นนัก ถ่านชั้นดีที่พี่ใหญ่ข้ามอบให้ก็ดี กำยานจากเมืองเหนือก็หอมสดชื่น ข้าจึงหลับสนิทจนถึงเช้าไม่รู้เลยว่าเมื่อคืนหนาว”
ฉินเนี่ยนก้มหน้าลง เม้มริมฝีปากกลั้นขำ ‘ฮิฮิ สมน้ำหน้า เสด็จอาของฉันเก่งที่สุด!’
จี้ไป๋ได้ยินแล้วมุมปากก็กระตุกเล็กน้อย เขาเหลือบมองเด็กสาวที่ทำหน้าเรียบร้อยราวกับไม่เกี่ยวข้องอันใด
แต่ทางด้านเผยกุ้ยเฟยรอยยิ้มแข็งค้างไปชั่วขณะ ถ้อยคำเรียบง่ายเหล่านั้นกลับย้ำเตือนนางว่า ฐานะฮองเฮาของฉินเยว่หรงมั่นคงเพียงใด ต่อให้นางจะได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทแล้วอย่างไรเล่า อีกฝ่ายก็ยังมีทั้งตระกูลฉินที่ทรงอำนาจ และโอรสผู้ดำรงตำแหน่งไท่จื่ออยู่ดี
อยู่ดีไม่ว่าดีอยากหน้าชาก็ไม่บอก...

E-book ในเด็กดี https://dekd.co/w/e/49959