บทที่ 6/1 : เก่งกว่าอีก...
บทที่ 6/1 : เก่งกว่าอีก...
หลังจากเผยกุ้ยเฟยเสียจังหวะไปครู่หนึ่ง สายตาก็เลื่อนมาหาฉินเนี่ยน “นี่เนี่ยนเอ๋อร์มิใช่หรือ ได้ยินว่าเมื่อหลายวันก่อนเจ้าล้มจนศีรษะกระแทกพื้น ทำเอาคนทั้งเมืองหลวงเป็นห่วงกันไม่น้อย ยามนี้หายดีแล้วหรือ”
เผยกุ้ยเฟยจงใจขยี้ปมที่ฉินเนี่ยนพ่ายแพ้การแต่งกลอนในงานวันนั้น จนบันดาลโทสะหกล้มกลายเป็นข่าวฉาวไปทั่วเมืองหลวง เพื่อฉีกหน้านางต่อหน้าฮ่องเต้และไท่จื่อ
ฉินฮองเฮาเหลือบมองหลานสาวทันที ทว่าแทนที่ฉินเนี่ยนจะเต้นผางโวยวายตามนิสัย หญิงสาวกลับคลี่ยิ้มอ่อนหวานไร้เดียงสา ย่อกายตอบกลับอย่างนอบน้อม
“ขอบพระทัยกุ้ยเฟยที่ทรงเป็นห่วงเพคะ เนี่ยนเอ๋อร์หายดีแล้ว เพียงแต่ไม่คิดว่าเรื่องเล็กน้อยของเนี่ยนเอ๋อร์จะมากพอให้กุ้ยเฟยต้องมาใส่พระทัยถึงเพียงนี้ เนี่ยนเอ๋อร์ซาบซึ้งใจยิ่งนักเพคะ”
เผยกุ้ยเฟยนิ่งไป เพราะหากนางหัวเราะ ก็เท่ากับยอมรับว่ากำลังเอาเรื่องน่าอับอายของเด็กสาวมาพูดซ้ำ หากกล่าวต่อ ก็ยิ่งดูเหมือนผู้ใหญ่จงใจจับผิดเด็ก
‘ชิ! คิดจะเหน็บฉันเรื่องแพ้ใช่ไหมล่ะ รู้จักฉันน้อยไปแล้ว’
จี้ไป๋ที่แอบฟังอยู่เกือบหลุดหัวเราะออกมาจริงๆ ทว่าฉินเนี่ยนยังไม่หยุด นางกะพริบตากลมโตแล้วเสริมอย่างนุ่มนวลอีกว่า
“แต่กุ้ยเฟยไม่ต้องทรงกังวลนะเพคะ คราวหน้าหากเนี่ยนเอ๋อร์ล้มอีก จะระวังไม่ให้ผู้ใดต้องเป็นห่วงถึงเพียงนี้แน่นอนเพคะ”
เผยกุ้ยเฟยหน้าเจื่อนไปทันที
คราวนี้ฉินฮองเฮาต้องยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นแตะริมฝีปากเพื่อบดบังรอยยิ้มที่กลั้นไม่อยู่ ส่วนจี้ไป๋ก้มหน้าลงเล็กน้อย หากแต่แววตาที่มองคู่หมั้นของตนกลับมีความพอใจวาบผ่าน อย่างน้อยคนผู้นี้ก็ไม่ได้อ่อนแอเสียจนปล่อยให้ใครรังแกได้ง่ายๆ
สุดท้ายฝ่าบาทต้องทรงเป็นฝ่ายตัดบท พระองค์กวักมือเรียก “เนี่ยนเอ๋อร์ มานี่ให้เราดูหน่อย ศีรษะเจ้าหายดีจริงหรือไม่”
ฉินเนี่ยนเดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย สีหน้าเปลี่ยนจากคุณหนูที่เพิ่งแทงคนด้วยคำพูด เป็นหลานสาวน่าเอ็นดูที่อีกฝ่ายเคยรักในชั่วพริบตา
“หายดีแล้วเพคะ ฝ่าบาทไม่ต้องทรงเป็นห่วง เนี่ยนเอ๋อร์ทั้งกินได้ นอนได้ วันนี้ยังแต่งตัวมางดงามถึงเพียงนี้ เห็นหรือไม่เพคะ...”
ฝ่าบาทหัวเราะ “เจ้านี่ยังหลงตัวเองไม่เปลี่ยน”
“ก็เนี่ยนเอ๋อร์พูดความจริงนี่เพคะ”
เสียงหัวเราะของฮ่องเต้จี้ฉางดังขึ้นอีกครั้ง ฉินเนี่ยนยิ้มออดอ้อนอยู่ภายนอก แต่ในใจกลับบ่นไม่หยุด
‘บุรุษมากรัก ท่านพ่อกับเสด็จอาของฉันช่วยประคองท่านมาตั้งเท่าไร กว่าจะขึ้นมานั่งบนบัลลังก์ได้ พอเป็นฮ่องเต้แล้วกลับมีคนงามเต็มวัง ยังปล่อยให้คนโปรดมาพูดกระทบเสด็จอาต่อหน้าอีก คนเนรคุณ!’
มุมปากจี้ไป๋กระตุกทันที นางช่างขวัญกล้านัก เขารีบยกถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อปิดบังรอยยิ้มที่แทบหลุดออกมา ทว่าเสียงในใจนางยังดังต่อ
‘หากฉันกลับบ้านไม่ได้แล้วต้องแต่งกับจี้ไป๋จริงๆ วันหน้าภาพเช่นนี้ก็คงเป็นอนาคตของฉันสินะ ตระกูลฉินช่วยเขาขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์แทบตาย สุดท้ายกลับยกหญิงคนรักมายืนอยู่ข้างกายแล้วเหยียบย่ำอีกคนที่ไม่ได้รัก เฮ้อ... แค่คิดก็น่าโมโหแล้ว! บุรุษมากรักแบบนี้ฉันไม่เอาด้วยหรอก’
รอยยิ้มตรงมุมปากจี้ไป๋พลันชะงัก เขาหันขวับไปมองนางทันที ทว่าเจ้าตัวยังคงยืนยิ้มหวานอยู่ข้างฝ่าบาทอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว
ในเวลานั้นเอง ขันทีหน้าห้องก็เข้ามาถวายรายงานว่าถึงเวลาเสด็จไปยังงานเลี้ยงแล้ว ฝ่าบาทจึงทรงลุกขึ้น แล้วเสด็จเคียงข้างฉินฮองเฮาออกจากห้องทรงอักษร ส่วนเผยกุ้ยเฟยทำได้เพียงติดตามอยู่ด้านหลัง สีหน้ายังคงสงบนิ่ง ทว่ารอยยิ้มไม่อิ่มเอิบเท่าตอนแรกอีกแล้ว
ฉินเนี่ยนเดินตามผู้ใหญ่ไปพร้อมกับจี้ไป๋และจี้เซวียน ไม่นานเสียงอ่อนโยนก็ดังมาจากด้านข้าง
“หลายวันไม่ได้พบหน้า เนี่ยนเอ๋อร์ดูสดใสขึ้นมากทีเดียว”
ฉินเนี่ยนหันไปพบจี้เซวียนกำลังยิ้มให้นาง เขามีใบหน้าหล่อเหลาอ่อนโยน แตกต่างจากความเย็นชาของจี้ไป๋โดยสิ้นเชิง นางจึงยิ้มตอบตามมารยาท
“ขอบพระทัยองค์ชายรองเพคะ”
‘คนผู้นี้แสดงเก่งกว่าฉันอีก ต่อหน้ายิ้มแย้มราวกับพี่ชายแสนดี เบื้องหลังก็รอหาทางต้อนฉันเข้าตำหนักของตัวเอง เพื่อเอาตระกูลฉินไปหนุนนายอยู่ไม่ใช่หรือ เหอะ! สุดท้ายยังมาฆ่าพ่อฉันอีก คนสารเลว อยู่ให้ห่างๆ ดีกว่า’
คิดแล้วฉินเนี่ยนก็เร่งฝีเท้าไปข้างหน้า
คิ้วของจี้ไป๋พลันกระตุก เขาย้อนนึกถึงเสียงในใจของนางที่ตนเคยได้ยินว่า หลังจากฉินเนี่ยนตาย ฉินอี้จะย้ายไปอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเขา ซึ่งย่อมเป็นฝ่ายจี้เซวียน แล้วเหตุใดคนที่สังหารฉินอี้จึงเป็นจี้เซวียนได้เล่า
ขณะที่เขากำลังคิด เสียงจากด้านข้างก็ดังขึ้นมา
“เสด็จพี่”
จี้ไป๋จึงตอบรับเพียงเสียงในลำคอ ไม่ได้ปรายตามองเสียด้วยซ้ำ
จี้เซวียนมองฉินเนี่ยนที่เดินนำอยู่ด้านหน้า แล้วกล่าวคล้ายหยอกล้อ “เนี่ยนเอ๋อร์รักเสด็จพี่มาตั้งแต่เด็ก ทั้งเมืองหลวงล้วนรู้เรื่องนี้ดี กระหม่อมยังนึกสงสัยอยู่เสมอว่าเหตุใดเสด็จพี่จึงไม่รู้จักถนอมคนข้างกาย”
เขาหัวเราะเบาๆ “ของล้ำค่าหากไม่รักษาไว้ วันหนึ่งหลุดไปอยู่ในมือผู้อื่น คนผู้นั้นอาจรู้จักเห็นค่ามากกว่าก็ได้นะพ่ะย่ะค่ะ”
ถ้อยคำฟังคล้ายการหยอกล้อระหว่างพี่น้อง แต่กลับจงใจสะกิดเรื่องที่คนทั้งเมืองหลวงยังพูดถึงอยู่เสมอ ว่านับตั้งแต่จี้ไป๋รับราชโองการหมั้นหมายกับฉินเนี่ยน เขาก็แทบไม่เคยแสดงความพอใจต่อคู่หมั้นผู้นี้ กระทั่งภายหลังยังเลือกจากเมืองหลวงไปอยู่ชายแดนยาวนานหลายปี จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ผู้คนจะนำสองเรื่องมาเชื่อมโยงกัน จนกลายเป็นคำครหาว่าไท่จื่อยอมไปลำบากอยู่ไกลถึงชายแดน ก็เพราะไม่ต้องการเผชิญหน้ากับคู่หมั้นที่ฝ่าบาทและฮองเฮาทรงเลือกให้
จี้ไป๋ปรายตามองพระอนุชาอย่างเยียบเย็น ก่อนยกมุมปากขึ้นบางๆ
“ของของข้า อย่างไรก็คือของของข้า ผู้ใดริอ่านยื่นมือเข้ามายุ่งกับของของข้าต่างหาก จึงนับว่าไม่รู้จักคุณค่าของการมีชีวิตอยู่”
รอยยิ้มของจี้เซวียนชะงักไปชั่วขณะ
จี้ไป๋ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบ เขาเร่งฝีเท้าไปข้างหน้า ไม่นานก็เดินเคียงอยู่ข้างฉินเนี่ยน หญิงสาวหันมามองอย่างงุนงงชั่วครู่
‘โดนเขาแขวะมาสินะ เลยต้องรีบมาเดินกับฉันให้คนเห็น’
จี้ไป๋ยิ้มบางๆ อย่างห้ามไม่อยู่
นางนี่... ช่างอ่านเรื่องพวกนี้ออกเก่งเสียจริง
ไม่นานขบวนเสด็จก็มาถึงท้องพระโรงซึ่งใช้จัดงานเลี้ยงฉลองชัย
ภายในโถงใหญ่สว่างไสวด้วยโคมแก้ว เสาทรงสูงแกะสลักลายมังกรทอดเรียงไปสองฝั่ง ผ้าแพรสีแดงและทองประดับตามคานเหนือศีรษะ โต๊ะเตี้ยถูกจัดเรียงเป็นระเบียบสองด้าน เว้นพื้นที่กว้างตรงกลางสำหรับการแสดง บรรยากาศคึกคักแต่ยังคงสำรวมสมกับงานเลี้ยงหลวง ขุนนางชั้นผู้ใหญ่และครอบครัวที่ได้รับเชิญ ต่างก็มาถึงพร้อมแล้ว
เมื่อขันทีพิธีการขานเสียง ทุกคนก็ลุกขึ้นถวายคำนับ หลังจากฝ่าบาท ฮองเฮา และเหล่าพระสนมทรงประทับเรียบร้อย เหล่าราชวงศ์กับขุนนางจึงแยกย้ายเข้าที่นั่ง
ฉินเนี่ยนเดินไปนั่งข้างฉินอี้ตามฐานะบุตรีตระกูลขุนนาง เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าตำแหน่งของตนอยู่ตรงข้ามกับจี้ไป๋พอดี ทำให้สายตาสองคู่สบกันชั่วครู่อย่างมิได้นัดหมาย ก่อนฉินเนี่ยนจะรีบหันหนีไปสนใจอาหารบนโต๊ะแทน
งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างรื่นเริง
ฝ่าบาททรงพระราชทานสุราแก่เหล่าแม่ทัพนายกอง มีการกล่าวถึงผลงานจากชายแดนและประกาศปูนบำเหน็จเป็นระยะ เสียงดนตรีบรรเลงคลอเบาๆ ท่ามกลางเสียงสนทนาและคำอวยพรที่ดังขึ้นไม่ขาดสาย
จี้ไป๋นั่งอยู่เงียบๆ หากแต่โสตประสาทกลับเต็มไปด้วยเสียงเจื้อยแจ้วในใจของฉินเนี่ยน เดี๋ยวก็ชมว่าอาหารจานนั้นอร่อย เดี๋ยวก็ชมบุรุษผู้นี้รูปงาม ครู่ต่อมายังหันไปชื่นชมรูปร่างอ้อนแอ้นของสตรีในงานเลี้ยงอีก ราวกับไม่มีผู้ใดในท้องพระโรงรอดพ้นจากสายตาของนางไปได้
กระทั่งเผยกุ้ยเฟยวางจอกสุราลง แล้วเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อมว่า “วันนี้เป็นวันมงคล หม่อมฉันได้เตรียมการแสดงเล็กๆ น้อยๆ ไว้ถวายฝ่าบาทและไท่จื่อด้วยเพคะ”
ฉินเนี่ยนที่กำลังคีบเนื้อเข้าปากอยู่ชะงักทันที
‘มาแล้ว... ฉากสำคัญ’
ตอนหน้ามีฉากสำคัญล่ะ ว่าแต่.. ท่านพี่ก็ปากแซ่บนะคะ

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย