บทที่ 6/2 : ทำไมรู้สึกคุ้นจังนะ...
บทที่ 6/2 : ทำไมรู้สึกคุ้นจังนะ...
‘มาแล้ว...’
นางรู้ฉากนี้ดีเสียยิ่งกว่าใคร ตามบท หลังจากเผยกุ้ยเฟยรู้ว่าคุณหนูสกุลซูเพิ่งเอาชนะฉินเนี่ยนในงานชมบุปผาเมื่อไม่กี่วันก่อน พระนางจึงตั้งใจพาซูชิงชิงเข้าวังเพื่อถวายการแสดงในวันนี้ เพื่อเป็นการดึงฉินเนี่ยนขึ้นมาแสดงต่อหน้าธารกำนัลแล้วแพ้อีกครั้ง
และครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงการเสียหน้าของคุณหนูตระกูลฉิน แต่คือการทำให้คนทั้งราชสำนักได้เห็นชัดว่า ว่าที่ไท่จื่อเฟยซึ่งฮองเฮาทรงเลือกไว้ให้องค์รัชทายาทนั้น เป็นเพียงคุณหนูเอาแต่ใจไร้ความสามารถ
เมื่อได้ตบหน้าฉินเนี่ยนหนึ่งครั้ง ก็เท่ากับได้ตบหน้าตำหนักบูรพาไปด้วยครึ่งหนึ่ง
‘เผยกุ้ยเฟยคำนวณไว้ดีจริงๆ’
ถึงจะรู้ทุกอย่างอยู่แล้วฉินเนี่ยนก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้ เพราะฉากนี้คือฉากสำคัญของซูชิงชิง ที่ผู้กำกับถึงกับหยิบยกขึ้นมาให้นักแสดงทุกคนใช้แคสต์บทนี้ นางเงยหน้าไปมองชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามทันที
‘จี้ไป๋... นายตั้งใจดูให้ดีนะ เดี๋ยวซูชิงชิงกำลังจะขึ้นแสดงแล้ว คราวนี้แหละ นายต้องมองจนตาค้างเป็นแน่ รีบๆ หลงรักชิงชิงของนายเข้าล่ะ’
นิ้วของจี้ไป๋ที่จับจอกสุราอยู่กำแน่นขึ้นทันที เขารู้สึกว่าตนเพิ่งกลับเมืองหลวงได้ไม่กี่วัน แต่ความอดทนกลับถูกคนผู้หนึ่งขัดเกลาเสียจนเกือบเป็นพระอรหันต์แล้ว
ทว่ายังไม่ทันที่ฉินเนี่ยนจะพร่ำต่อ สตรีร่างอรชรก็ก้าวออกมากลางพื้นที่แสดงพร้อมกับกู่เจิงหลังหนึ่ง นางสวมอาภรณ์สีขาวอมฟ้า เรือนร่างอ่อนช้อยชวนมอง ใบหน้าครึ่งล่างถูกปกปิดด้วยผ้าโปร่งสีเดียวกับอาภรณ์ เหลือเพียงดวงตางดงามให้ผู้คนได้เห็น ทว่าแม้ยังไม่เห็นโฉมหน้าทั้งหมด ก็พอจะรู้ได้ว่าสตรีผู้นี้ต้องงดงามไม่ธรรมดาเป็นแน่
ฉินเนี่ยนละสายตาจากจี้ไป๋ทันที
‘โอ้โฮ... แค่เปิดหน้าครึ่งเดียวยังสวยขนาดนี้เลยเหรอ’
ทว่าน่าแปลก...
ดวงตาคู่นั้นกลับทำให้เซี่ยซินหรานรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเคยเห็นที่ใดมาก่อน ทั้งที่ความทรงจำจากงานชมบุปผาของฉินเนี่ยน พร่าเลือนเสียจนแทบจำใบหน้าซูชิงชิงไม่ได้เลย
‘ทำไมรู้สึกคุ้นจังนะ... เหมือนใครสักคน?’
ฉินเนี่ยนขมวดคิ้วอยู่เพียงครู่ ก่อนเสียงกู่เจิงสายแรกจะดังขึ้น นางจึงละความสงสัยทั้งหมดทิ้งไป แล้วหันมาจดจ่ออยู่กับการแสดงตรงหน้า
บทเพลงของซูชิงชิงเต็มไปด้วยชีวิตชีวา บางช่วงรวดเร็วราวฝูงม้าวิ่งผ่านทุ่งกว้าง บางช่วงแผ่วพลิ้วเหมือนลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านกิ่งหลิว นิ้วของผู้บรรเลงเคลื่อนไหวรวดเร็วอย่างน่าตื่นตา เทคนิคทั้งกวาดสาย ดีดรัว และกดเปลี่ยนเสียงถูกใช้ต่อเนื่องโดยไม่ทำให้ทำนองเสียความลื่นไหล คนในงานต่างจับจ้องเป็นสายตาเดียว กระทั่งฉินเนี่ยนเองยังวางตะเกียบลงอย่างไม่รู้ตัว
ยิ่งฟัง นางก็ยิ่งเพลิน
กระทั่งเสียงเพลงสุดท้ายจบลง เสียงปรบมือและคำชื่นชมก็ดังไปทั่วท้องพระโรง แม้แต่ฉินเนี่ยนก็ปรบมือให้ตัวละครที่นางชอบ ดวงตากลมโตเป็นประกายอย่างคนกำลังรอดูฉากสำคัญ
‘มาแล้วๆ เดี๋ยวฉากนี้แหละฉันจะได้เห็นหน้าแม่นางซูคนงามเสียที หลังจากนี้เผยกุ้ยเฟยก็จะเรียกฉันขึ้นไปประชันฝีมือสินะ ฉันก็จะแกล้งๆ แพ้ให้ตาจี้ไป๋ได้หญิงงามไปครอง ฮิฮิ’
จอกสุราในมือจี้ไป๋ถูกวางลงบนโต๊ะหนักกว่าปกติ จนจี้เซวียนที่นั่งอยู่ด้านข้างต้องหันมามองว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
ขณะนั้นเอง ฮ่องเต้จี้ฉางก็ตรัสชมการแสดงสองสามประโยคและพระราชทานรางวัลให้หญิงสาว ก่อนเผยกุ้ยเฟยจะยิ้มพลางกล่าวขึ้น
“ฝ่าบาทอาจยังไม่ทรงทราบ สตรีผู้นี้คือซูชิงชิง บุตรีคนโตของรองเจ้ากรมโยธาซูเหวินเพคะ นอกจากฝีมือกู่เจิงแล้ว ยังแตกฉานทั้งอักษร ภาพเขียนและบทกวี หม่อมฉันได้ยินชื่อเสียงมานาน วันนี้จึงถือวิสาสะพาเข้าวังมาถวายการแสดงเพคะ”
ฮ่องเต้จี้ฉางพยักพระพักตร์ แม้เรื่องฉ้อโกงที่เยี่ยนโจวของใต้เท้าซูจะคลี่คลายไปเมื่อวาน ทว่าความกริ้วในพระทัยยังคงค้างอยู่ ยามรู้ว่าสตรีตรงหน้าคือบุตรสาวของคนผู้นั้น ความสนพระทัยที่มีต่อการแสดงเมื่อครู่ก็พลันลดลงหลายส่วน
เช่นนั้นเผยกุ้ยเฟยจึงรีบเอ่ย “คุณหนูซู ปลดผ้าปิดหน้าของเจ้าให้พวกเราได้ยลโฉมเถิด”
“เพคะ” ซูชิงชิงลุกขึ้น แล้วยกมือปลดผ้าโปร่งที่ปิดบังใบหน้าออก
เมื่อผ้าโปร่งเลื่อนพ้นใบหน้า เสียงสูดลมหายใจก็ดังขึ้นเบาๆ หลายแห่งในท้องพระโรง ทุกคนมองไปยังหญิงสาวกลางลานที่มีใบหน้างดงามสะดุดตา เครื่องหน้าละเอียดลออ ดวงตากลมโตใสกระจ่าง ผิวขาวนวล เมื่อประกอบกับท่วงท่าสุภาพอ่อนโยน ยิ่งสมกับชื่อเสียงของคุณหนูซูผู้เพียบพร้อม
ทว่าจี้ไป๋กลับไม่ได้มองคนกลางลานแม้แต่น้อย สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ฉินเนี่ยนฝั่งตรงข้าม เขาอยากรู้นักว่าเมื่อนางได้เห็น “ชิงชิง” ที่นางชมไม่หยุดมาตลอดหลายวันนี้ นางจะทำสีหน้าเช่นไร
ส่วนฉินเนี่ยนที่รอดูคนงามอย่างใจจดใจจ่อกลับตัวแข็งทื่อ ความเบิกบานเมื่อครู่พลันจางหาย ก่อนที่มันจะแปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงแห่งความแค้นที่ก่อตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว นางกำสองมือแน่น กัดฟันกรอด ควันแทบออกหู
‘ไอ้ระบบเฮงซวย! แกกลัวฉันไม่มีแรงขับเคลื่อนหรือไง เลยให้แม่นางเอกหน้าเหมือนกู้ซือหนิง!!
‘กู้ซือหนิง’ คือนักแสดงสาวที่เข้าวงการมาพร้อมกับเซี่ยซินหรานตั้งแต่เด็ก เป็นคู่แข่งที่ไม่รู้ว่าฟาดฟันกันมานานกี่ปีแล้ว
ทุกครั้งที่เซี่ยซินหรานไปแคสต์บทใด กู้ซือหนิงก็มักปรากฏตัวอยู่ที่นั่นเสมอ และด้วยพื้นฐานครอบครัวตระกูลกู้ที่มั่งคั่งกว่า มีทั้งเงินทุนและเส้นสายมากกว่า เช่นนั้นแทบจะทุกครั้ง บทดีๆ ที่เซี่ยซินหรานหมายตาจึงตกไปอยู่ในมืออีกฝ่ายก่อนเสมอ ส่วนเซี่ยซินหรานก็ได้เล่นเป็นนางรอง นางร้าย
กระทั่งมีการประกาศว่านิยายเรื่องโปรดของเซี่ยซินหรานกำลังจะถูกดัดแปลงเป็นละคร และเปิดคัดเลือกนักแสดงในบทซูชิงชิง
เซี่ยซินหรานก็ตั้งใจทันทีว่าจะต้องคว้าบทนี้มาให้ได้ จึงทุ่มเททุกอย่างที่มีลงในการคัดเลือกอย่างเต็มที่ จนในที่สุดเธอก็ได้รับบทซูชิงชิงมาครอบครอง และนี่ไม่ใช่เพียงการเอาชนะกู้ซือหนิงได้เป็นครั้งแรก แต่ยังคือการยืนยันกับบิดาที่เคยเชื่อมั่นในตัวเธอมาตลอดว่า เธอทำได้แล้วจริงๆ
แต่บัดนี้... ซูชิงชิงที่ยืนอยู่ตรงหน้า กลับมีใบหน้าเหมือนกู้ซือหนิง! จะไม่ให้เซี่ยซินหรานแค้นใจได้อย่างไร?!
จี้ไป๋ที่ได้ยินเสียงในใจของฉินเนี่ยนมาตั้งแต่ต้นพลันขมวดคิ้ว เขาไม่เข้าใจว่า “ไอ้ระบบเฮงซวย” ที่นางคิดถึงหมายถึงสิ่งใด ยิ่งไม่รู้ว่ากู้ซือหนิงคือผู้ใดกันแน่ แต่ที่เขารู้คือฉินเนี่ยนคนนี้ไม่ชอบกู้ซือหนิงแน่ๆ มิเช่นนั้นสีหน้าของนางคงไม่มืดครึ้มอย่างเห็นได้ชัดถึงเพียงนี้
เช่นเดียวกับผู้คนรอบข้าง เมื่อเห็นว่าสตรีในลานแสดงคือผู้ใด หลายสายตาก็หันมามองฉินเนี่ยนทันที ต่างรู้ดีถึงเรื่องข่าวฉาวไม่กี่วันก่อน บัดนี้คู่ปรับผู้นั้นกลับถูกเผยกุ้ยเฟยพาเข้าวัง มาแสดงความสามารถในงานฉลองชัยของคู่หมั้นนางอีก คงต้องมีเรื่องสนุกสนานให้พวกเขาได้ดูเป็นแน่
และยังไม่ทันที่ใครจะรอนาน เผยกุ้ยเฟยก็ทอดพระเนตรมายังโต๊ะตระกูลฉินพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
“เมื่อครู่คุณหนูซูบรรเลงกู่เจิงได้ยอดเยี่ยมนัก ได้ยินมาว่าเนี่ยนเอ๋อร์เองก็เคยศึกษากู่เจิงอยู่เช่นกัน วันนี้เป็นงานฉลองชัยอันเป็นมงคล ในเมื่อทุกคนกำลังสนุก มิสู้เจ้ามาบรรเลงสักบทให้ฝ่าบาทกับฮองเฮาได้ฟังบ้างเล่า”
คำพูดฟังดูเหมือนคำเชื้อเชิญ แต่กลับวางฉินเนี่ยนไว้กลางสายตาผู้คนนับร้อยเรียบร้อยแล้ว หากปฏิเสธก็เท่ากับยอมรับว่าไม่กล้าสู้ หากรับคำ ผลลัพธ์ที่เผยกุ้ยเฟยรออยู่ย่อมไม่ต้องกล่าว
ฉินอี้สีหน้าเปลี่ยนทันที เขารู้ฝีมือบุตรสาวของตนดี เนี่ยนเอ๋อร์เคยเรียนกู่เจิงก็จริง แต่เล่นเป็นเพียงพื้นฐาน ทำนองง่ายๆ ยังพอประคองไปได้ แต่จะให้นางขึ้นต่อจากซูชิงชิงที่เพิ่งบรรเลงจนคนทั้งงานตะลึงได้อย่างไร อีกทั้งยามนี้บุตรสาวยังดูโมโหจนกัดฟันอยู่ด้วย เขาจึงกำลังจะลุกขึ้นช่วยปฏิเสธ
ทว่ามือเล็กข้างหนึ่งกลับคว้ามือเขาเอาไว้ก่อน จนฉินอี้ชะงัก หันกลับไปมองบุตรสาว
ฉินเนี่ยนเงยหน้าขึ้น เมื่อครู่ใบหน้าของนางยังมืดครึ้มเสียจนใครเห็นก็รู้ว่ากำลังเดือดดาล ทว่าบัดนี้ความขุ่นเคืองทั้งหมดกลับถูกเก็บซ่อนจนหมดสิ้น เหลือเพียงรอยยิ้มสวยงามไร้ที่ติ
“ในเมื่อกุ้ยเฟยทรงอยากฟังถึงเพียงนั้น เนี่ยนเอ๋อร์ย่อมไม่กล้าทำให้ทรงผิดหวังเพคะ”
จี้ไป๋มองนางนิ่ง ไม่รู้เพราะเหตุใด เขากลับรู้สึกว่ารอยยิ้มหวานหยดนี้ดูอันตรายชอบกล ส่วนฝั่งฉินฮองเฮาที่กำลังจะร้องขอต่อฝ่าบาทเพื่อช่วยหลานสาว ก็ต้องชะงักงันไปเช่นกัน
ฉินเนี่ยนปล่อยมือบิดา ก่อนหันไปสั่งนางกำนัลที่ยืนอยู่ด้านหลังให้ไปเตรียมกู่เจิง จากนั้นจึงลุกขึ้น เดินตรงไปยังลานแสดงท่ามกลางสายตาของผู้คนทั้งท้องพระโรง ที่เฝ้าดูเรื่องตลกของคุณหนูฉินผู้ไร้ความสามารถ
ยังไงน๊าาา น้องจะแกล้งๆ แพ้ให้ตาจี้ไป๋ได้หญิงงาม หรือจะบดขยี้ยัยกุ้ยเฟยกับระบบเฮงซวยดี 555

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย