บทที่ 7/1 : ฉันขึ้นมาเพื่อแพ้?...
บทที่ 7/1 : ฉันขึ้นมาเพื่อแพ้?...
เพียงครู่เดียว นางกำนัลก็ยกกู่เจิงหลังหนึ่งไปยังลานแสดงตามคำสั่ง ฉินเนี่ยนเดินเข้าไปลองดีดสายสองสามครั้ง ฟังเสียงอยู่ครู่หนึ่งแล้วปรับสายเพียงเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าให้ขันทีช่วยยกกู่เจิงขึ้นไปวางกลางลานแสดง
ฉินอี้เห็นบุตรสาวลุกขึ้นจริงๆ สีหน้าก็ยิ่งเต็มไปด้วยความกังวล ทางฝั่งฉินฮองเฮาก็มิได้ดีไปกว่ากัน พระนางเผลอกำผ้าเช็ดหน้าในพระหัตถ์แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ต่างจากจี้ไป๋ที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ในที่ของตน นัยน์ตาคมจับจ้องร่างเล็กที่กำลังก้าวขึ้นลานแสดงด้วยความสนใจ
เขาเองก็อยากรู้นักว่า นางจะทำอย่างไรต่อ
ฉินเนี่ยนนั่งลงอย่างสง่างามบนเก้าอี้ที่ขันทีนำมาวางไว้ให้หลังกู่เจิง ปลายนิ้วเรียววางเหนือสาย ก่อนหลับตาลงชั่วขณะราวกับตัดเสียงรอบกายออกไปจนหมดสิ้น
เมื่อดวงตาคู่นั้นเปิดขึ้นอีกครั้ง ปลายนิ้วของฉินเนี่ยนก็เริ่มเคลื่อนไหวไปบนสายกู่เจิงอย่างคล่องแคล่ว เสียงกู่เจิงดังขึ้นเบาๆ ลอยผ่านท้องพระโรงที่ค่อยๆ เงียบลง
ท่วงทำนองช่วงต้นมิได้หวือหวา หากทอดยาวเชื่องช้า คล้ายฝีเท้าของคนผู้หนึ่งที่จำต้องออกเดินทางจากบ้านที่ตนรัก ทั้งอาลัย ทั้งมิอาจตัดใจจาก แต่สุดท้ายก็ต้องก้าวต่อไป
ความเศร้าที่แทรกอยู่ในบทเพลงมิได้บีบคั้นจนหายใจไม่ออก หากค่อยๆ ซึมลึกเข้าไปในใจทีละน้อย จนบรรยากาศในท้องพระโรงเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว
ผู้ฟังบางคนราวกับได้เห็นภาพคนจากบ้านไกล เห็นถนนยาวสุดสายตา เห็นประตูเรือนที่มีใครบางคนยืนเฝ้ารอ ทั้งยังได้ยินเสียงร่ำลาของคนที่ไม่รู้ว่าการจากกันครั้งนี้ จะได้พบกันอีกหรือไม่
แม่ทัพชราผู้หนึ่งซึ่งเคยผ่านศึกมาหลายครั้ง ดวงตาแดงก่ำโดยไม่รู้ตัวจนเผลอกำจอกสุราในมือแน่นขึ้น
ภรรยาขุนนางที่มีบุตรชายประจำการอยู่หัวเมือง ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับหางตาเงียบๆ แม้แต่เหล่าขุนนางที่เมื่อครู่ยังพูดคุยกันอยู่ ก็ไม่มีผู้ใดเอ่ยเสียงออกมาอีก
เมื่อบทเพลงดำเนินมาถึงช่วงกลาง เสียงสายแปรเปลี่ยนเป็นหนักแน่นขึ้น รวดเร็วขึ้น คล้ายความเหน็ดเหนื่อยที่ถาโถมเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า มีทั้งความสูญเสีย ความเจ็บปวด และความคิดถึงที่มิอาจเอื้อนเอ่ย
หลังเสียงสุดท้ายของท่อนนั้นแผ่วหาย ปลายนิ้วของนางหยุดนิ่งเพียงชั่วลมหายใจ ก่อนเสียงใหม่จะดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ทำนองค่อยๆ เปลี่ยนจากหนักอึ้งเป็นอ่อนโยน เสียงสูงโปร่งใสแทรกเข้ามาทีละน้อย ราวแสงแรกของรุ่งอรุณที่ค่อยๆ ทะลุผ่านเมฆครึ้ม ที่ปลายทางกลับเริ่มมีแสงสว่าง
ราวกับกำลังบอกคนฟังว่า การจากบ้านมิได้หมายความว่าจะไม่ได้กลับ การสูญเสียมิได้หมายความว่าทุกสิ่งที่ทุ่มเทไปจะสูญเปล่า และตราบใดที่ยังมีใครสักคนเฝ้ารออยู่เบื้องหลัง วันหนึ่งผู้จากไปย่อมมีหนทางหวนคืน
หากการแสดงของซูชิงชิงเมื่อครู่ทำให้ผู้คนชื่นชมในความชำนาญ
สิ่งที่ฉินเนี่ยนกำลังทำในยามนี้ กลับทำให้คนทั้งท้องพระโรงลืมไปเสียด้วยซ้ำว่าตนกำลังฟังเสียงกู่เจิง
จวบจนเสียงสายสุดท้ายทอดยาว ก่อนค่อยๆ จางหายไปในความเงียบ ฉินเนี่ยนยกมือออกจากกู่เจิง ทว่าทั่วท้องพระโรงกลับยังคงนิ่งสนิท หลายคนยังจมอยู่ในอารมณ์ของบทเพลงราวกับยังเดินกลับออกมาไม่ถึง
กระทั่งฮ่องเต้จี้ฉางทรงยกพระหัตถ์ขึ้นปรบมือเป็นคนแรก เสียงนั้นราวกับปลุกทุกคนให้ตื่นจากความฝัน ก่อนจะกลายเป็นเสียงปรบมือตามดังทั่วทั้งท้องพระโรง
ฉินอี้มองบุตรสาวตาค้าง ส่วนฉินฮองเฮาผ่อนพระหัตถ์ที่กำผ้าเช็ดหน้าออกช้าๆ แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและภูมิใจอย่างปิดไม่มิด ฮ่องเต้จี้ฉางเองก็ยังมีพระพักตร์ซาบซึ้ง จนต้องตรัสถาม
“เนี่ยนเอ๋อร์ บทเพลงเมื่อครู่นี้มีนามว่าอะไร”
ฉินเนี่ยนลุกขึ้น ย่อกายถวายคำนับอย่างงดงาม
“บทเพลงนี้มีนามว่าหวนคืนเพคะ”
“หวนคืน...” ฮ่องเต้จี้ฉางทวนคำ พยักพระพักตร์ช้าๆ “เหตุใดจึงเลือกบรรเลงเพลงเช่นนี้ในงานฉลองชัยของไท่จื่อเล่า?”
คนถูกถามเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ อ่อนลง
“เพราะเนี่ยนเอ๋อร์คิดว่า วันนี้แม้จะเป็นงานฉลองชัยและความสงบสุขของต้าจิ่ง แต่กว่าความสงบนี้จะมาถึง ย่อมมีผู้คนมากมายต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและการเสียสละเพคะ”
เสียงพูดคุยที่เพิ่งเริ่มดังขึ้นในท้องพระโรงเงียบลงอีกครั้ง
นางจึงเอ่ยต่อ “ฝ่าบาททรงตรากตรำเพื่อราษฎร ท่านพี่ไท่จื่อจากบ้านไปไกลหลายปีเพื่อรักษาชายแดน เหล่าขุนนางทุ่มเทกำลังให้ราชสำนักเพื่อความสมดุล เหล่าทหารยอมเสี่ยงชีวิตอยู่หน้าด่าน เพื่อทุกชีวิตเบื้องหลังได้อยู่อย่างสงบสุข แม้แต่ราษฎรทั่วหล้า ต่างคนต่างก็ทำหน้าที่ของตน เพื่อให้แผ่นดินต้าจิ่งยังคงร่มเย็นเพคะ”
“ดังนั้นช่วงต้นของบทเพลงจึงกล่าวถึงการจากลา ความสูญเสีย และความเหน็ดเหนื่อย” นางหยุดเล็กน้อย
“ส่วนช่วงท้ายเป็นความหวัง... หวังว่าความเหน็ดเหนื่อยของทุกคนจะไม่สูญเปล่า หวังว่าความสงบที่แลกมาจะยืนยาว และหวังว่าผู้ที่จากบ้านไปไกล จะมีวันได้กลับคืนสู่คนที่เฝ้ารอพวกเขาอยู่เพคะ”
คำพูดนั้นทำให้คนในงานนิ่งงันไปอีกครั้ง บางคนถึงกับน้ำตาคลอ ทว่าคนอื่นได้ยินเพียงคำพูดที่นางกล่าวออกมา ส่วนจี้ไป๋กลับได้ยินมากกว่านั้น
‘ก็เหมือนฉันเองนั่นแหละ... ที่พยายามไปตั้งมากมายถึงเพียงนั้น แต่กลับต้องมาอยู่ที่นี่ในร่างของคนอื่น ฉันเองก็อยากกลับบ้านเหมือนกัน ฉันจึงหวังว่าการพยายามครั้งนี้จะไม่สูญเปล่าอีก แล้วสักวัน... ฉันก็จะได้กลับบ้าน’
นัยน์ตาคมของจี้ไป๋พลันไหววูบ เป็นครั้งแรกที่คำว่า “กลับบ้าน” จากนางไม่ได้ทำให้เขาหงุดหงิดหรือเกิดความสงสัย หากกลับทำให้ในอกเกิดความรู้สึกหนักอึ้งบางอย่างขึ้นมาแทน
จี้ไป๋มองหญิงสาวกลางลานโดยไม่ละสายตา ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขารู้ว่านางมีบางอย่างที่คนทั่วไปไม่รู้ รู้เรื่องที่ยังไม่เกิด รู้เรื่องราชสำนัก รู้แม้กระทั่งความเคลื่อนไหวของคนบางกลุ่มซึ่งแม้แต่เขายังต้องใช้สายลับสืบหา แต่ในยามนี้ เขากลับเพิ่งได้เห็นอีกด้านหนึ่งของคนผู้นี้
นางไม่ได้เป็นเพียงคนประหลาด นางมีความคิด มีความรู้สึก และอาจเป็นเพียงคนโดดเดี่ยวที่ต้องมาอยู่ในที่ประหลาดเสียด้วยซ้ำ
ฮ่องเต้จี้ฉางทอดพระเนตรฉินเนี่ยนอยู่นาน ก่อนพระพักตร์จะปรากฏรอยยิ้มพอพระทัยยิ่งนัก
“ดี! ดีมาก! เนี่ยนเอ๋อร์ของเราโตขึ้นมากแล้วจริงๆ” พระองค์ตรัสเสียงดัง แล้วทรงปรบพระหัตถ์อีกครั้ง เสียงปรบมือทั่วท้องพระโรงดังตามขึ้นทันที
คราวนี้ไม่ใช่เพียงเพราะฝีมือกู่เจิงเท่านั้น แต่หลายสายตาที่มองฉินเนี่ยนก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ในสายตาของคนเหล่านั้น นางไม่ใช่เพียงคุณหนูตระกูลฉินผู้เอาแต่ใจ และชนะการแข่งขันได้เพราะผู้อื่นยอมให้อีกแล้ว
แต่นางมีความสามารถ รู้จักมองภาพใหญ่ ทั้งยังฉลาดถวายคำตอบได้สมกับงานฉลองชัย จนแม้แต่ฝ่าบาทยังพอพระทัยยิ่งนัก ทำเอาการแสดงของซูชิงชิงเมื่อครู่ที่เคยสร้างความตื่นตะลึง ราวกับถูกผลักให้กลายเป็นเรื่องห่างไกลไปโดยไม่รู้ตัว
ส่วนผู้วางหมากอย่างเผยกุ้ยเฟย แม้รอยยิ้มบนพระพักตร์ยังคงอยู่ แต่พระหัตถ์ใต้ชายแขนกลับกำแน่นจนปลายเล็บจิกลงบนฝ่ามือ
เดิมทีพระนางตั้งใจส่งฉินเนี่ยนขึ้นไปให้เสียหน้า แต่ผลกลับตรงกันข้ามทุกประการ ฉินเนี่ยนชนะทั้งฝีมือ ชนะใจคนฟัง ชนะภาพลักษณ์ที่เคยเลวร้ายของตนเอง ซ้ำคำพูดเมื่อครู่ยังทำให้ฝ่าบาทพอพระทัยนัก และทำให้งานฉลองชัยของไท่จื่อมีความหมายมากกว่าเดิมเสียอีก สุดท้ายคนที่ได้หน้าเพิ่มขึ้นกลับเป็นตำหนักบูรพา!
ฉินฮองเฮาปรายตามองอีกฝ่ายที่เสียหน้าไปเต็มๆ แล้วทอดพระเนตรหลานสาวด้วยความภูมิใจ ก่อนสะกิดฮ่องเต้จี้ฉางเบาๆ “ฝ่าบาทตรัสว่าดี จะไม่ประทานรางวัลให้เนี่ยนเอ๋อร์หรือเพคะ”
ฮ่องเต้จี้ฉางหัวเราะ “เรามัวแต่ชื่นชมจนลืมเรื่องสำคัญเสียแล้ว เนี่ยนเอ๋อร์รู้ความถึงเพียงนี้ สมควรได้รับรางวัล!”
พระองค์หันกลับไปหาฉินเนี่ยน “เอาละเนี่ยนเอ๋อร์ อยากได้อะไร บอกเรามา วันนี้หากไม่เกินกำลัง เราจะให้เจ้า”
ทันใดนั้น หลายสายตาในงานก็หันมองไปทางจี้ไป๋แทบพร้อมกัน ใครในเมืองหลวงไม่รู้บ้างว่า คุณหนูฉินรักองค์ไท่จื่อจนแทบจะเอาชีวิตไปผูกไว้กับเขา วันนี้มีโอกาสขอพระราชทานรางวัลต่อหน้าฝ่าบาทเช่นนี้ สิ่งที่นางต้องขอย่อมหนีไม่พ้นเรื่องงานมงคลเป็นแน่
แต่คนที่ทุกคนกำลังรอฟังคำตอบกลับยืนนิ่ง
‘...รางวัล?’ ฉินเนี่ยนกะพริบตาปริบๆ ราวกับคนเพิ่งได้สติ
‘เดี๋ยวนะ!!!! เมื่อกี้ฉันไม่ได้ขึ้นมาเพื่อแพ้หรอกหรือ?!’
สมองที่มัวแต่เดือดดาลเพราะเห็นใบหน้าของกู้ซือหนิง กับหัวใจที่เอาแต่ท้อแท้กับชีวิตอันน่าอนาถพลันกลับมาทำงานเต็มที่ ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ไหลย้อนกลับเข้ามาทีละฉาก จนเจ้าตัวแทบอยากตบหน้าตัวเองเต็มแรง
‘เซี่ยซินหรานเอ๋ยเซี่ยซินหราน... ทำอะไรลงไปเนี่ย!!’
ดวงตาของจี้ไป๋พลันนิ่งค้าง
เซี่ยซินหราน... นี่คือชื่อของนางหรือ?
ว๊ายยย ยินดีกับคนเก่งด้วยนะคะ แต่เหมือนจะหลุดอะไรออกมาอีกอย่างละนะ

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย