บทที่ 8/1 : ตามกันมาทำไมเนี่ย!!
บทที่ 8/1 : ตามกันมาทำไมเนี่ย!!
หลังถวายคำนับรับพระมหากรุณาแล้ว ฉินเนี่ยนก็เดินกลับไปยังโต๊ะตระกูลฉินด้วยท่าทางหมดเรี่ยวหมดแรง ต่างจากตอนเดินขึ้นลานแสดงราวกับเป็นคนละคน
ฉินอี้ที่ยังไม่หายจากความประหลาดใจ ยกมือขึ้นลูบไหล่เล็กของบุตรสาวอย่างภูมิใจ “ลูกพ่อเก่งถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน พ่อจำได้ว่าแต่ก่อนเจ้าเล่นกู่เจิงได้เพียงทำนองพื้นฐานมิใช่หรือ”
“ลูกดีดไปเรื่อยเจ้าค่ะ” ฉินเนี่ยนกระซิบแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ทว่าในใจ
‘ท่านพ่อเจ้าขา... นั่นมันฉินเนี่ยนคนเดิมของท่าน แต่เซี่ยซินหรานคนนี้ ได้คุณพ่อสอนดีดกู่เจิงมาตั้งแต่จำความได้ ไม่อย่างนั้นจะคว้าบทซูชิงชิงที่ต้องเล่นเครื่องสายมาได้อย่างไรเจ้าคะ’
แต่พอนึกถึงผลลัพธ์ของการแสดงเมื่อครู่ ความภูมิใจก็หายวับไปอีกครั้ง ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว
“ท่านพ่อ เนี่ยนเอ๋อร์ออกไปสูดอากาศข้างนอกสักครู่นะเจ้าคะ”
ฉินอี้มองใบหน้าละห้อยของบุตรสาวแล้วเข้าใจไปอีกทาง “เหนื่อยหรือ? ไปเถอะ แต่อย่าไปไกลนัก”
“เจ้าค่ะ”
ฉินเนี่ยนส่งรอยยิ้มหวานให้บิดา ก่อนลุกขึ้น ค่อยๆ เลี่ยงออกจากท้องพระโรงไปทางประตูด้านข้าง
อีกด้านหนึ่ง จี้เซวียนซึ่งนั่งเงียบมาตลอดกลับมองตามแผ่นหลังสีม่วงนั้นไม่วางตา ครั้นเห็นหญิงสาวเดินออกไปตามลำพัง มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนวางจอกสุราในมือลง แล้วลุกขึ้นตามอีกฝ่ายออกไปเงียบๆ
ยามนี้ด้านนอกท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว ทว่าอุทยานหลวงกลับสว่างไสวด้วยโคมแก้วหลากสีที่แขวนประดับตามกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ แสงนวลตาสะท้อนกับสระบัวกว้าง บรรยากาศงดงามสงบแตกต่างจากความคึกคักภายในงานราวกับอยู่คนละโลก
ฉินเนี่ยนเดินเรื่อยเปื่อยให้สมองปลอดโปร่งสักครู่ ทว่ายังไม่ทันได้สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ความรู้สึกเย็นเยียบก็แล่นปราดขึ้นมาตามแนวสันหลัง สัญชาตญาณร้องเตือนว่ามีคนกำลังเดินตามนางมา!
หญิงสาวไม่รอช้า นางรีบจ้ำอ้าวเปลี่ยนเส้นทาง เดินซอกแซกเลี้ยวเข้าไปตามทางแคบข้างแนวเขาหินจำลอง เมื่อเห็นช่องว่างระหว่างโขดหินสูงกับพุ่มไม้หนาทึบ ก็รีบแทรกตัวเข้าไปซ่อน
เพียงครู่เดียว ร่างสูงในอาภรณ์สีครามก็ปรากฏขึ้นในสายตา
‘จี้เซวียน?’
บัดนี้องค์ชายรองหยุดยืนอยู่ไม่ไกลมาก เขากวาดสายตามองไปรอบด้านราวกับกำลังตามหาใครบางคนอยู่ ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วเดินไปตามทางอีกสองสามก้าว พลางพึมพำกับตนเองเบาๆ
“เมื่อครู่ฉินเนี่ยนยังอยู่ตรงนี้... หายไปที่ใดแล้ว?”
ฉินเนี่ยนที่หลบอยู่ด้านหลังโขดหินถึงกับเบิกตากว้าง
‘เขาตามฉันออกมาเหรอ?’
ความประหลาดใจผุดขึ้นมาในหัวของเซี่ยซินหรานทันที ตามบท ช่วงเวลานี้จี้เซวียนควรไปพบซูชิงชิงที่อีกด้านหนึ่งของอุทยานมิใช่หรือ แล้วเหตุใดตอนนี้ถึงเปลี่ยนมาตามหานางเสียได้?
ทว่ายังไม่ทันได้คำตอบ ร่างอรชรในอาภรณ์สีฟ้าอ่อนก็เดินออกมาจากทางอีกฝั่งพอดิบพอดี คราวนี้กลับเป็นซูชิงชิงที่ออกมาตามหาจี้เซวียน
“หม่อมฉันซูชิงชิง คารวะองค์ชายรองเพคะ” หญิงสาวเดินตรงเข้ามาหา ก่อนย่อกายคำนับอย่างงดงาม
จี้เซวียนละสายตาจากบริเวณโดยรอบ แล้วหันกลับไปมองผู้มาใหม่ “คุณหนูซู?”
“เพคะ หม่อมฉันตั้งใจออกมาขอบพระทัยองค์ชายรองเพคะ” ซูชิงชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ “หากหลายวันนี้มิได้พระองค์คอยช่วยหาหลักฐาน และมิได้พระองค์ทรงช่วยกราบทูลต่อฝ่าบาทแทนบิดาเมื่อวาน เกรงว่าเรื่องคงไม่คลี่คลายง่ายดายถึงเพียงนี้ พระคุณครั้งนี้ชิงชิงจะจดจำไว้ไม่ลืมเพคะ”
จี้เซวียนพยักหน้าเพียงเล็กน้อย สายตาไล่มองสตรีตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างพิจารณา
ในงานชมบุปผาคราวก่อน ซูชิงชิงนับว่าโดดเด่นนัก ทั้งที่เหล่าคุณหนูในเมืองหลวง ต่างรู้ดีว่าไม่ควรหาเรื่องล่วงเกินบุตรสาวเพียงคนเดียวของเจิ้งกั๋วกง ทว่านางกลับกล้าลงมือเต็มกำลังเพื่อสิ่งที่ตนต้องการ นับว่ามีความทะเยอทะยานไม่ต่างจากเขา
เพียงแต่น่าเสียดาย วันนี้เขากลับได้เห็นแล้วว่านางมีดีเพียงเท่านั้น เมื่อเทียบกับฉินเนี่ยนที่นอกจากมีความสามารถเกินคาด เบื้องหลังยังมีตระกูลฉินและอำนาจทางทหารของเจิ้งกั๋วกงค้ำจุนอยู่ ต่อให้ไม่ต้องคิดคำนวณให้มากความ เขาก็รู้ทันทีว่าผู้ใดสมควรคว้าเอาไว้ในมือมากกว่า
ทว่าความคิดเหล่านั้นกลับไม่ปรากฏออกมาบนใบหน้าอ่อนโยนแม้แต่น้อย จี้เซวียนเพียงคลี่ยิ้มอบอุ่น
“คุณหนูซูอย่าได้เกรงใจ ใต้เท้าซูเป็นขุนนางตงฉินผู้มีความสามารถโดดเด่น ข้าย่อมเห็นคุณค่าและมิอาจปล่อยให้คนดีต้องถูกรังแก”
ฉินเนี่ยนที่หลบอยู่ด้านหลังถึงกับเบะปาก กลอกตาขึ้นฟ้า
‘ถุย! ซูเหวินผู้นั้นน่ะหรือมีความสามารถโดดเด่น เก่งที่สุดก็คงเป็นเรื่องยักยอกเงินบรรเทาทุกข์อย่างไรให้แนบเนียนกระมัง! เนียนเสียจนบุตรสาวผู้รักความยุติธรรมอย่างแม่นางชิงชิง ยังปักใจเชื่อว่าบิดาของตนผุดผ่องเป็นยองใยอย่างไรเล่า!’
เพราะเหตุนี้ ในเนื้อเรื่องซูชิงชิงจึงเชื่อมาตลอดว่าฉินอี้จงใจเล่นงานบิดาของนาง เพียงเพราะนางริอ่านเอาชนะคุณหนูฉินถึงสองครั้งสองครา
เดิมหลังจากฉินเนี่ยนพ่ายแพ้ย่อยยับในงานฉลองชัยครั้งนี้ นางก็โกรธจัดจนกลับไปอาละวาดและจับไข้อยู่หลายวัน ฉินอี้เห็นบุตรสาวถูกหยามซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงลงมือสืบเรื่องซูเหวินอย่างจริงจัง กระทั่งขุดเจอหลักฐานทุจริตชนิดที่ดิ้นอย่างไรก็ดิ้นไม่หลุด และส่งซูเหวินเข้าคุกหลวงไปอีกครั้ง
ทว่าจี้เซวียนก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเต็มกำลัง ด้วยการหาแพะมารับบาปแทน มิหนำซ้ำยังปล่อยข่าวลือตลบหลัง ว่าเจิ้งกั๋วกงใช้อำนาจส่วนตัวเล่นงานขุนนางเพื่อแก้แค้นให้บุตรสาว จนความน่าเชื่อถือของตระกูลฉินลดลง ส่วนองค์ชายรองก็ได้ทั้งผลงาน ได้หมาก และได้หน้าว่าเป็นคนดีมีคุณธรรมที่สุด
ทางซูชิงชิงที่เชื่อมั่นว่าบิดาของตนบริสุทธิ์ จึงยิ่งฝังใจว่าตระกูลฉินเป็นฝ่ายรังแกครอบครัวของนางไม่เลิก และเมื่อต้องการเอาคืนฉินเนี่ยน นางย่อมเลือกเล่นงานในสิ่งที่อีกฝ่ายหวงแหนที่สุด ซึ่งก็คือคู่หมั้นที่ฉินเนี่ยนรักจนแทบถวายชีวิตให้อย่างจี้ไป๋
จากนั้นซูชิงชิงจึงค่อยๆ เข้าใกล้องค์ไท่จื่อ ด้วยทั้งบุญคุณที่เคยช่วยชีวิต ทั้งจี้ไป๋ที่เริ่มมีใจให้ นางจึงเข้าไปอยู่ข้างกายเขาและลอบคาบข่าวไปให้จี้เซวียน คนที่นางเชื่อว่าเป็นคนมีคุณธรรมและจริงใจ
จี้ไป๋ผู้แสนฉลาด เมื่ออยู่ต่อหน้าความรักก็เป็นเพียงคนโง่
ทว่าใครจะคาดคิดว่าเมื่ออยู่ใกล้กันนานวันเข้า ซูชิงชิงกลับหลงรักจี้ไป๋เข้าจริงๆ กระทั่งภายหลังค่อยๆ พบว่าตนถูกทั้งบิดาและจี้เซวียนหลอกใช้มาตลอด จึงหันมาอยู่ฝ่ายจี้ไป๋อย่างเต็มตัว และคอยช่วยเหลือเขาทุกทาง
คิดมาถึงตรงนี้ ฉินเนี่ยนก็เริ่มปวดขมับ
‘แต่ครั้งนี้ฉันไม่ได้แพ้นี่นา... แถมยังชนะเสียขาดลอยอีกต่างหาก เมื่อท่านพ่อไม่มีเหตุผลต้องโกรธจนไล่ขุดเรื่องซูเหวินอีก เหตุการณ์หลังจากนั้นก็ย่อมไม่เกิด แล้วแบบนี้ซูชิงชิงจะมีเหตุผลอะไรไปเข้าใกล้จี้ไป๋เล่า?’
‘โอ๊ย... ฉันทำเนื้อเรื่องพังไปหมดแล้วเนี่ย!’
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะคร่ำครวญจบ ก็ต้องเบิกตาโต เพราะจี้เซวียนกำลังลงมือต่อบทให้เสียเอง!
“เรื่องคราวก่อน แม้สุดท้ายใต้เท้าซูจะพ้นข้อครหา แต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้ายังอดสงสัยมิได้”
ซูชิงชิงเงยหน้าขึ้น “เรื่องใดหรือเพคะ”
เอาแล้วๆ เหมือนจะมีคนมาช่วย? ยัยน้องแล้ววววว

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย