บทที่ 8/2 : ตานี่จะขี้ระแวงเกินไปแล้ว!
บทที่ 8/2 : ตานี่จะขี้ระแวงเกินไปแล้ว!
จี้เซวียนทอดสายตามองนางอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังชั่งใจว่าควรพูดหรือไม่ สุดท้ายก็เอ่ยออกมา “เจิ้งกั๋วกงมีอำนาจมากก็จริง แต่ราชสำนักหาใช่สถานที่ที่คนผู้เดียวจะทำสิ่งใดได้ตามใจไม่”
ซูชิงชิงนิ่งไปชั่วครู่ แววตาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด “องค์ชายหมายความว่า เรื่องของบิดาคราวก่อนอาจไม่ได้มีเพียงเจิ้งกั๋วกงหรือเพคะ”
“ข้ามิได้กล่าวเช่นนั้น อาจเป็นข้าที่คิดมากไปเองก็ได้” จี้เซวียนยิ้มบาง เขาปรายตามองกลับเข้าไปยังท้องพระโรง “เพียงแต่คืนนี้เจ้าเองก็คงเห็นแล้วว่า เสด็จพี่ให้ความสำคัญกับคุณหนูฉินเพียงใด”
ซูชิงชิงเงียบลงทันที ภาพเมื่อครู่ผุดขึ้นในใจอย่างไม่อาจห้าม องค์ไท่จื่อใช้รางวัลจากผลงานที่ชายแดนขอพ่อครัวให้อีกฝ่ายต่อหน้าผู้คนทั้งงาน หากจะกล่าวว่าไท่จื่อไม่ใส่ใจคู่หมั้นดังข่าวลือ เห็นทีคงไม่มีผู้ใดเชื่ออีกแล้ว
จี้เซวียนปล่อยให้ความเงียบนั้นทำหน้าที่ของมันอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยเพียงว่า “ฮองเฮา เจิ้งกั๋วกง ว่าที่ไท่จื่อเฟย... ตระกูลฉินช่างมีวาสนานัก”
เพียงเท่านั้นซูชิงชิงก็เม้มริมฝีปากแน่นขึ้น หากเรื่องของบิดาคราวก่อนมิได้มีเพียงเจิ้งกั๋วกงที่ลงมือ แล้วองค์ไท่จื่อเองก็มีส่วนด้วยเล่า?
ด้วยฐานะของครอบครัวซู ต่อให้บิดาบริสุทธิ์เพียงใด จะเอาอะไรไปต่อกรกับตระกูลที่มีทั้งฮองเฮา เจิ้งกั๋วกง และไท่จื่ออยู่ฝ่ายเดียวกัน
จี้เซวียนเห็นแววตานางเปลี่ยนไปก็รู้ว่าคำพูดเพียงเท่านี้มากพอแล้ว เขาจึงคลี่ยิ้มอ่อนโยนดังเดิม
“แต่อย่าเก็บคำของข้าไปคิดมากนัก เสด็จพี่แม้จะเย็นชาอยู่บ้าง ทว่าหาใช่คนไม่ฟังเหตุผล หากพระองค์ได้รู้จักคนผู้หนึ่งด้วยตนเอง ย่อมไม่ตัดสินผู้นั้นเพราะคำพูดของผู้อื่นฝ่ายเดียว”
ซูชิงชิงชะงัก ก่อนค่อยๆ เงยหน้ามองเขา
จี้เซวียนกลับไม่พูดสิ่งใดอีก ราวกับเมื่อครู่เป็นเพียงคำปลอบใจธรรมดาเท่านั้น
ทว่าฉินเนี่ยนซึ่งแอบฟังอยู่กลับหรี่ตาลงทันที ‘โอ้โฮ... นายพูดไม่กี่คำ แต่ปูทางให้อีกฝ่ายไปถึงตำหนักบูรพาให้เสร็จเลยนี่นา!!’
จี้เซวียนไม่เคยบอกให้ซูชิงชิงเข้าหาจี้ไป๋ด้วยซ้ำ เพียงทำให้นางเห็นว่าอำนาจของตระกูลฉินนั้น แข็งแกร่งเพราะมีองค์ไท่จื่ออยู่ข้างเดียวกัน แล้วค่อยทิ้งท้ายว่าจี้ไป๋เป็นคนที่ยอมฟังผู้ที่เขาได้รู้จักด้วยตนเอง คนอย่างซูชิงชิงย่อมคิดต่อเองได้ว่า... หากไม่อยากให้ชะตาของบิดาขึ้นอยู่กับคำพูดของตระกูลฉินเพียงฝ่ายเดียว นางก็ควรทำให้จี้ไป๋ได้รู้จักและเชื่อถือนางเช่นกัน
‘จิ้งจอกจริงๆ ... แบบนี้ต่อให้วันหน้าซูชิงชิงเข้าหาจี้ไป๋แล้วเกิดสิ่งใดขึ้น นางก็ยังคิดว่าเป็นความคิดของตัวเองอีกต่างหาก!’
แต่พอคิดถึงตรงนี้ ดวงตาของฉินเนี่ยนก็พลันเป็นประกายขึ้นมา
‘เดี๋ยวนะ... เช่นนี้ต่อให้ฉันทำเหตุการณ์คืนนี้ผิดไปจากบทเดิม ซูชิงชิงก็ยังมีเหตุผลเข้าใกล้จี้ไป๋อยู่ดีไม่ใช่เหรอ?’
‘เยี่ยม! เชิญเลยแม่นางชิงชิง เข้าไปให้ใกล้ๆ เลยนะ ยิ่งใกล้ยิ่งดี ฮิฮิ...’
เพราะมัวแต่หูผึ่งแอบฟัง ทั้งยังดีใจที่เนื้อเรื่องเหมือนจะหาทางวกกลับเข้าร่องได้เอง ฉินเนี่ยนจึงลืมไปเสียสนิทว่าตนกำลังยืนเบียดอยู่หลังเขาหินจำลอง เท้าข้างหนึ่งจึงเผลอขยับโดยไม่ทันระวัง เหยียบลงบนก้อนกรวดที่วางหมิ่นอยู่ใต้ฝ่าเท้า ก้อนหินเล็กนั้นกลิ้งลงไปด้านล่าง ร่างของฉินเนี่ยนเสียหลักถลาไปข้างหลังทันที
“อ๊ะ!...”
นางเกือบหลุดเสียงกรีดร้อง ทว่าก่อนจะทันส่งเสียง แขนแข็งแรงข้างหนึ่งกลับคว้าเอวบางจากด้านหลังไว้ทัน พร้อมกับมืออีกข้างที่ยกขึ้นปิดปากนางอย่างรวดเร็ว
“อื้อ!”
หญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนค่อยๆ เหลือบตามองคนด้านหลัง แล้วชะงักเมื่อพบใบหน้าคมคายซึ่งอยู่ใกล้เสียจนแทบชนขมับ
‘จี้ไป๋!’
ชายหนุ่มส่ายหน้าเบาๆ เป็นนัยไม่ให้นางส่งเสียงหรือขยับ มือหนึ่งยังคงโอบเอวนางไว้ไม่ให้ล้ม ส่วนอีกมือปิดริมฝีปากนางแน่นพอประมาณ
ฉินเนี่ยนกะพริบตาปริบๆ ‘นายมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย?!’
ด้านนอก จี้เซวียนหันขวับมายังแนวเขาหินทันที
“ใครอยู่ตรงนั้น!”
ฉินเนี่ยนตัวแข็งทื่อ หัวใจเต้นตึกตักราวกับจะหลุดออกมานอกอก ทว่าจี้ไป๋กลับนิ่งกว่านางมาก ก่อนเสียงหนึ่งจะดังออกมาจากลำคอเขาอย่างแนบเนียน
“เมี้ยว...”
“...” ดวงตากลมโตของฉินเนี่ยนแทบถลนออกมา นางแหงนหน้ามองอีกฝ่ายทั้งที่ปากยังถูกปิดอยู่ สีหน้าราวกับเพิ่งเห็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดในชีวิต
‘หา?! ไท่จื่อผู้เย็นชานี่เลียนเสียงแมวเป็นด้วย?!’
มุมปากของจี้ไป๋ยกขึ้นบางๆ แต่ยังคงตีหน้าสงบนิ่งราวกับเสียงเมื่อครู่หาได้ออกมาจากตนไม่
ด้านนอก จี้เซวียนยังคงจ้องแนวเขาหินอยู่อีกครู่ ก่อนซูชิงชิงจะเอ่ยขึ้น “คงเป็นแมวในสวนกระมังเพคะ”
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบ เพียงเก็บสายตากลับมา “เจ้าออกมานานแล้ว กลับเข้าไปในงานเถอะ หากมีเรื่องใดค่อยส่งคนมาหาข้า”
“เพคะ ขอบพระทัยองค์ชายรอง”
ซูชิงชิงย่อกายคำนับแล้วหมุนตัวเดินจากไป ส่วนจี้เซวียนยืนอยู่ตรงนั้นอีกอึดใจจึงค่อยเดินออกไปอีกทาง
ฉินเนี่ยนรอจนเสียงฝีเท้าหายลับ จึงยกมือขึ้นตีหลังมือที่ยังปิดปากตนอยู่เบาๆ เป็นนัยให้ปล่อย จี้ไป๋จึงยอมปล่อยแต่โดยดี
หญิงสาวสูดอากาศเข้าปอดเต็มแรง ก่อนหันกลับไปหาเขาทันที “ท่านพี่ไท่จื่อ ท่าน...”
ยังไม่ทันที่นางจะได้ถาม จี้ไป๋ก็พลันคว้าข้อมือนางแล้วดึงร่างเล็กเข้าไปหลบในซอกหินอีกด้านอย่างรวดเร็ว
ฉินเนี่ยนถลาเข้าไปชนอกเขาจนแทบร้องออกมาอีกครั้ง แต่พอเห็นชายหนุ่มขยับคางเป็นสัญญาณให้มองออกไปด้านนอก นางก็รีบเงียบเสียง
เพียงไม่นาน เสียงฝีเท้าที่ควรหายไปแล้วก็ดังย้อนกลับมา
จี้เซวียนมิได้เชื่อเสียงแมวเมื่อครู่เสียทีเดียว เขาจึงเดินตรวจตามแนวเขาหินอย่างระมัดระวัง สายตากวาดสำรวจทุกซอกทุกมุมที่พอให้คนหลบซ่อนได้
‘โอ๊ยยยย ตานี่จะขี้ระแวงเกินไปแล้ว!’
ทว่าความขี้ระแวงของจี้เซวียนดูจะมากกว่าที่นางคิดอีก ยิ่งอีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ จี้ไป๋ก็ยิ่งจำต้องพานางถอยลึกเข้าไปในช่องว่างระหว่างโขดหินที่แคบกว่าเดิม ระยะห่างของคนทั้งคู่จึงค่อยๆ ลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง
แผ่นหลังของฉินเนี่ยนแนบอยู่กับผิวหินเย็น ขณะที่เบื้องหน้ากลับเป็นอกกว้างของชายหนุ่มที่บดบังร่างนางไว้จนมิด จนคนตัวเล็กต้องเงยหน้าขึ้นอย่างเผลอตัว เป็นจังหวะเดียวกับที่ร่างสูงก้มลงมองพอดี ปลายจมูกของทั้งคู่จึงแทบแตะกัน ใกล้เสียจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากลมหายใจของกันและกัน
‘ใกล้ไปแล้วมั้ง...’
ตึกตัก... ตักตัก...
จู่ๆ หัวใจของฉินเนี่ยนก็เต้นแรงขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว
จี้ไป๋เองก็นิ่งไปชั่วขณะ นัยน์ตาคมไล่มองใบหน้าเล็กที่อยู่ห่างเพียงคืบในแสงสลัว ก่อนสายตาจะเผลอหยุดตรงริมฝีปากแดงระเรื่อ ภาพวันที่เขาเผลอยกมือแตะริมฝีปากนางพลันผุดขึ้นมาในหัวอย่างไม่ถูกเวลา ชายหนุ่มจึงรีบเลื่อนสายตาหนี
ทว่าหัวใจของเขากลับเต้นเร็วกว่าปกติอย่างไม่คุ้นเคย
ที่มันแคบ สถานการณ์บังคับทั้งนั้น ไม่ได้รู้สึกอะไรหรอก...

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย