บทที่ 9/1 : อย่าเพิ่งฉลาดเกินบทตอนนี้เลย!
บทที่ 9/1 : อย่าเพิ่งฉลาดเกินบทตอนนี้เลย!
ด้านนอก จี้เซวียนยังเดินวนตรวจอยู่อีกครู่ใหญ่ กระทั่งไม่พบความผิดปกติใดจึงยอมจากไปในที่สุด
“เฮ้อ...”
คนสองคนที่กลั้นลมหายใจอยู่หลังแนวหินแทบผ่อนลมหายใจออกมาพร้อมกัน แล้วก็ชะงักพร้อมกันอีกครั้ง เมื่อเพิ่งรู้ตัวว่ายามนี้พวกเขายังยืนแนบชิดกันอยู่เกินควร
ฉินเนี่ยนรีบขยับออกห่าง ส่วนจี้ไป๋ก็ถอยออกในเวลาแทบจะพร้อมกัน ต่างฝ่ายต่างเบือนหน้าไปคนละทางชั่วขณะ อย่างไม่มีผู้ใดยอมกล่าวถึงจังหวะหัวใจของตนเอง
สุดท้ายฉินเนี่ยนเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน “ท่านพี่ไท่จื่อ เหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้เพคะ?”
จี้ไป๋ปรายตามองนาง แต่กลับไม่ตอบคำถามนั้น เพียงกล่าวสั้นๆ “ออกจากที่นี่ก่อน”
สิ้นคำ มือใหญ่ก็คว้ามือเล็กแล้วดึงออกจากแนวเขาหิน ตรงกลับไปตามทางเดิม
ฉินเนี่ยนก้มมองมือของตนที่ถูกอีกฝ่ายจับไว้มั่น พลางขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ ‘นายยังไม่ตอบฉันเลยนะ!’
จี้ไป๋กลับทำเหมือนไม่ได้ยิน เขาเดินนำพานางกลับเข้าไปในท้องพระโรง และไปส่งจนถึงโต๊ะของตระกูลฉิน ก่อนจะปล่อยมือนางแล้วหมุนตัวกลับไปยังที่นั่งของตน
จี้เซวียนที่กลับมาถึงก่อนแล้วเห็นภาพนั้นเต็มสองตา เมื่อพระเชษฐานั่งลง เขาจึงยกจอกสุราขึ้นจิบพลางถามคล้ายไม่ใส่ใจ
“เมื่อครู่เสด็จพี่เสด็จไปที่ใดมาหรือพ่ะย่ะค่ะ”
จี้ไป๋ปรายตามองคนข้างกาย คนผู้นี้เดินตามคู่หมั้นของเขาออกไปจนเขาต้องออกตามไปดูด้วยตนเอง ยามนี้ยังกล้าถามอีกหรือว่าเขาไปที่ใดมา
ริมฝีปากหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม “ไปให้รางวัลคู่หมั้นของข้ามา”
มือที่ถือจอกสุราของจี้เซวียนชะงักเล็กน้อย ก่อนกลับมาสงบปกติ
แต่มีหรือจี้ไป๋จะไม่ทันเห็น เขาเอนหลังพิงผนังเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ “น้องรองคงไม่คิดจะถามอีกกระมัง ว่าข้าให้รางวัลนางเป็นสิ่งใด”
พูดจบ นิ้วเรียวยาวก็ยกขึ้นลูบริมฝีปากของตนช้าๆ ราวกับเป็นเพียงการกระทำโดยไม่ตั้งใจ ทว่าจี้เซวียนที่มองการกระทำนั้นอยู่ชั่วอึดใจมีหรือจะไม่เข้าใจความหมาย ก่อนเขาจะหัวเราะออกมาเบาๆ
“เสด็จพี่กับเนี่ยนเอ๋อร์รักใคร่กันดี กระหม่อมย่อมยินดีด้วย”
น้ำเสียงนั้นยังคงอ่อนโยน รอยยิ้มก็ยังสุภาพไม่ต่างจากเดิม มีเพียงมือใต้โต๊ะของจี้เซวียนที่ค่อยๆ กำแน่นขึ้นจนข้อนิ้วซีดขาว สายตาของเขาเคลื่อนไปยังร่างเล็กในอาภรณ์สีม่วงอ่อนฝั่งตรงข้าม ความอยากครอบครองที่ก่อนหน้านี้ยังซ่อนอยู่ลึก บัดนี้กลับเข้มข้นขึ้นจนแทบปิดไม่มิด
ส่วนคนที่กำลังถูกมองกลับก้มหน้างุด ไม่ได้รับรู้คลื่นใต้น้ำระหว่างสองพี่น้องฝั่งตรงข้ามแม้แต่น้อย ฉินเนี่ยนกำลังครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ในอุทยานจนคิ้วแทบผูกเป็นปม
‘เมื่อกี้จี้ไป๋มาถึงตั้งแต่ตอนไหนกันนะ...’
หากเขาได้ยินบทสนทนาระหว่างจี้เซวียนกับซูชิงชิงทั้งหมด แล้วรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังหลอกให้นางเข้าใกล้ตนเอง เขายังจะยอมปล่อยให้ซูชิงชิงมาอยู่ข้างกายตามเนื้อเรื่องเดิมอีกหรือ?
ยิ่งคิด ฉินเนี่ยนก็ยิ่งกลุ้ม
‘จี้ไป๋จ๋า... นายอย่าเพิ่งฉลาดเกินบทตอนนี้เลย ไม่อย่างนั้นชิงชิงของนายจะเข้าหานายได้อย่างไร แล้วฉันจะกลับบ้านยังไงเล่า!’
คนถูกเรียก ‘จี้ไป๋จ๋า’ ซึ่งกำลังยกจอกสุราขึ้นดื่มชะงักไปเล็กน้อย ก่อนปรายตามองคนที่กำลังทำหน้ายับย่นอยู่ฝั่งตรงข้าม มุมปากของเขาค่อยๆ ยกขึ้นอย่างมีเลศนัย
เช้าวันถัดมา
ฉินเนี่ยนตื่นตั้งแต่เช้าดังเช่นทุกวัน เมื่อคืนนางแทบนอนไม่หลับ พลิกตัวไปมาจนเกือบรุ่งสาง ทั้งกังวลว่าแผนของจี้เซวียนจะหลอกซูชิงชิงสำเร็จหรือไม่ ไหนจะเรื่องจี้ไป๋ที่โผล่มาในอุทยานได้ถูกจังหวะเสียเหลือเกิน จนนางอดระแวงไม่ได้ว่า เขาอาจได้ยินบทสนทนาของสองคนนั้นเข้าแล้วจริงๆ
ยิ่งคิด ก็ยิ่งปวดหัว
ฉินเนี่ยนจึงตัดสินใจเลิกคิดชั่วคราวแล้วหันมาจัดการกับร่างกายแทน นางปูผ้าผืนบางลงบนพื้นข้างหน้าต่าง ก่อนเริ่มยืดเหยียดร่างกายตามท่าที่ทำจนเคยชิน ทั้งก้มตัว บิดเอว เหยียดแขนขา สลับกับท่าที่หากคนในยุคนี้มาเห็นเข้า เกรงว่าคงคิดว่าคุณหนูฉินกำลังฝึกวิชาประหลาดอะไรสักอย่างอยู่
จวบจนตะวันด้านนอกลอยสูงขึ้นจนเข้าสู่ยามสาย หญิงสาวนอนแผ่หลาไปกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง เหงื่อบางๆ ชื้นไปทั่วแผ่นหลังและไรผม
ในที่สุดเซี่ยซินหรานก็คิดออกแล้ว ว่าประเดี๋ยวจะออกไปรังควานแม่นางเอกคนหน้าเหมือนกู้ซือหนิงเสียหน่อย เพื่อเติมความเกลียดชังให้นางอีกเล็กน้อย นางจะได้มีกะจิตกะใจรีบอยากเข้าหาจี้ไป๋โดยเร็ว
ทว่าคนคิดจะทำชั่วยังไม่ทันได้ลุกขึ้นจากพื้น บ่าวจากเรือนหน้าก็วิ่งมาหยุดตรงประตู ประสานมือรายงาน
“คุณหนูขอรับ องค์ไท่จื่อเสด็จมาขอรับ”
‘หา... มาอีกแล้วเหรอ...’
สีหน้าของฉินเนี่ยนที่เพิ่งผ่อนคลายพลันห่อเหี่ยวลงทันตา
ตามบท หลังกลับเมืองหลวงจี้ไป๋ควรทุ่มเทกับงานราชการเต็มกำลัง ทั้งเข้าเฝ้าประชุมราชสำนัก อ่านฎีกา รับรายงานจากขุนนางตำหนักบูรพา ไหนจะต้องรีบสร้างผลงาน เพื่อถ่วงดุลอำนาจของจี้เซวียนที่สะสมฐานในราชสำนักมาตลอดหลายปี ยามนี้เพิ่งออกจากท้องพระโรงได้ไม่นาน ไม่กลับไปจัดการงานราชการต่อ กลับมีเวลามาหานางถึงจวนเสียได้
“คุณหนูไม่ดีใจหรือเจ้าคะ?”
จื่ออิงที่ยืนถือผ้ารอซับเหงื่ออยู่ข้างๆ เห็นสีหน้าคนนอนบนพื้นก็อดถามไม่ได้ แม้เมื่อคืนพวกนางจะไม่ได้ติดตามเข้าไปในงานเลี้ยงฉลองชัยด้วย แต่เช้านี้ก็พอได้ยินข่าวจากผู้คนในจวนที่พูดถึงเรื่องเมื่อคืนของคุณหนูกับองค์ไท่จื่อ มิหนำซ้ำวันนี้องค์ไท่จื่อยังมาหาคุณหนูถึงจวนอีก มีแต่เรื่องน่ายินดีต่อเนื่องกันเช่นนี้ ไฉนเจ้าตัวกลับทำหน้าห่อเหี่ยวเสียได้
เซี่ยซินหรานมองดวงตาเป็นประกายของสาวใช้ทั้งสอง ก่อนจะผุดตัวลุกขึ้นนั่ง นางกลับมายิ้มสดใสราวกับคนสิ้นหวังเมื่อครู่ไม่เคยมีอยู่จริง
“ข้าย่อมดีใจอยู่แล้ว เพียงแต่ข้าเป็นห่วงท่านพี่ไท่จื่อเท่านั้น เมื่อคืนงานเลี้ยงเลิกดึก วันนี้ยังต้องเข้าเฝ้าแต่เช้า ไม่รู้ว่าได้นอนเต็มอิ่มหรือไม่”
จื่อเยว่ยิ้มแฉ่ง “นั่นก็เพราะองค์ไท่จื่อคิดถึงคุณหนูอย่างไรเจ้าคะ!”
‘คิดถึงกับผีน่ะสิ!’ ฉินเนี่ยนหัวเราะเจื่อนๆ คล้ายจะเขินอาย
“ไปเจ้าค่ะ รีบอาบน้ำแต่งตัวกันเถอะ อย่าให้องค์ไท่จื่อต้องรอนาน”
สิ้นเสียงของจื่อเยว่ ทั้งสองคนก็ช่วยกันพยุงผู้เป็นนายลุกขึ้นจากพื้นแล้วพาไปอาบน้ำ คนหนึ่งช่วยคุณหนูขัดผิว อีกคนหนึ่งก็เปิดหีบเลือกอาภรณ์ชุดงาม ช่างกระตือรือร้นเสียยิ่งกว่าคนที่จะไปพบชายในดวงใจเสียอีก
จะได้มีเวลาไปหาเรื่องนางเอกคนงามมั้ยน๊าาา

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย