LNCrawler

บทที่ 9/2 : บังเอิญเสียจริงนะ...

ข้านี่แหละนางร้ายชาเขียว — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 9/2 : บังเอิญเสียจริงนะ...

 

ไม่นาน คนถูกจับอาบน้ำแต่งตัวก็เดินมาถึงเรือนรับรองด้านหน้า นางกลับยืนชะงักอยู่ตรงธรณีประตู มองฉินอี้ที่กำลังนั่งพูดคุยกับจี้ไป๋อย่างอารมณ์ดี ทั้งสองยังสวมชุดขุนนางที่ใช้เข้าเฝ้าประชุมราชสำนักยามเช้า เหมือนว่าพวกเขาเพิ่งออกจากวังก็พากันตรงมาที่นี่

ฉินเนี่ยนยืนมองบิดาซึ่งกำลังหัวเราะอยู่เงียบๆ

จู่ๆ นางก็นึกถึงเรื่องเมื่อคืนขึ้นมา หลังกลับเข้างานเลี้ยง ฉินอี้ก็เอาแต่ชมการแสดงของนางเสียแทบตลอด จนกระทั่งกลับมาถึงจวน ยังสั่งให้คนยกของมีค่ามามอบให้อีกมากมาย ราวกับลูกสาวเพียงเล่นกู่เจิงหนึ่งเพลง ก็สมควรได้รับรางวัลเท่ากับชนะศึกกลับมา

ภาพความรักความอบอุ่นนี้ ทำให้นางอดคิดถึงชีวิตอีกด้านของตนมิได้

ชีวิตของเซี่ยซินหรานในโลกเดิมก็ไม่ต่างจากฉินเนี่ยนนัก เธอเองก็มีคุณพ่อที่รักอยู่ข้างกายโดยที่คุณแม่เสียตั้งแต่เกิด แม้พวกเขาอาจไม่ร่ำรวยเท่าจวนฉิน แต่คุณพ่อก็รักและสนับสนุนความฝันอยากเป็นนักแสดงของเธอมาตั้งแต่เด็ก ทุกครั้งที่เธอทำสิ่งใดสำเร็จ ต่อให้เป็นแค่เรื่องเล็กๆ เขาก็มักชื่นชมไม่ขาดปากเช่นกัน

เช่นนั้นโลกทั้งใบของเธอจึงมีแต่คุณพ่อ

และโลกของคุณพ่อก็มีแค่เธอเท่านั้น

จวบจนเมื่อสองปีก่อน คุณพ่อเสียชีวิตเพราะโรคร้าย แม้เธอจะรู้ล่วงหน้าและมีเวลาทำใจ แต่เมื่อวันนั้นมาถึงจริงๆ เธอก็ยังเสียใจที่สุดอยู่ดี

ตอนนี้เมื่อเห็นฉินอี้ยังคงนั่งหัวเราะอย่างมีความสุขอยู่ตรงหน้า หากเซี่ยซินหรานทำภารกิจสำเร็จ ฉินเนี่ยนต้องตายจริงๆ เขาที่ไม่รู้อะไรเลยจะเสียใจแค่ไหน เพียงคิดนางก็รู้สึกอดสงสารไม่ได้...

นางรีบส่ายศีรษะแรงๆ เรียกสติ ตัดความคิดชั่ววูบเมื่อครู่

‘ไม่ได้สิ!! เซี่ยซินหราน เธอต้องรีบกลับบ้าน! ต้องกลับบ้าน!’

จี้ไป๋หันไปมองผู้มาใหม่ตรงประตูเงียบๆ แววตาที่เมื่อครู่ยังผ่อนคลายพลันลึกล้ำขึ้นหลายส่วน

ทางฉินอี้เมื่อหันมาเห็นบุตรสาวพอดี ก็รีบกวักมือเรียก “เนี่ยนเอ๋อร์ มายืนอยู่ตรงนั้นทำไม รีบเข้ามาเร็ว”

ฉินเนี่ยนได้สติครบถ้วน รีบเดินเข้าไปย่อกายคำนับ “คารวะท่านพ่อ คารวะท่านพี่ไท่จื่อเพคะ”

จี้ไป๋เพียงจ้องนางนิ่งๆ ขณะที่ฉินอี้กล่าวอย่างอารมณ์ดี

“วันนี้ไท่จื่ออุตส่าห์นำพ่อครัวจากห้องเครื่องหลวงมาส่งให้เจ้าด้วยพระองค์เอง เจ้าก็อยู่กินขนมเป็นเพื่อนไท่จื่อเสียหน่อย”

ฉินเนี่ยนยิ้มรับอย่างว่าง่าย “เจ้าค่ะ”

“ดี! พ่อเองต้องออกไปตรวจค่ายนอกเมือง คงกลับช่วงเย็น” ฉินอี้ลุกขึ้นพลางหันไปหาจี้ไป๋ “เช่นนั้นกระหม่อมฝากเนี่ยนเอ๋อร์ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

ฉินเนี่ยนหันมองบิดาทันที

‘เดี๋ยวสิท่านพ่อ! คนที่เป็นเจ้าของจวนคือท่านนะ เหตุใดถึงฝากลูกสาวไว้กับแขกแล้วหนีไปเสียเอง!’

จี้ไป๋หลุบตาลงกลั้นยิ้ม “ท่านลุงวางใจเถิดขอรับ”

ฉินอี้เห็นท่าทีนั้นแล้วยิ่งพอใจ จึงเดินจากไปโดยไม่เหลียวกลับ ทิ้งบุตรสาวให้อยู่กับคู่หมั้นตามลำพังอย่างไร้ความกังวลแม้แต่น้อย

เมื่อภายในห้องเหลือกันอยู่เพียงสองคน บรรยากาศก็เงียบลงทันตา

จนฉินเนี่ยนหันกลับมายิ้มหวานหยดในมาดนางร้ายชาเขียว เอ่ย “ขอบพระทัยท่านพี่ไท่จื่อที่นำพ่อครัวมาส่งให้เนี่ยนเอ๋อร์ถึงจวนนะเพคะ”

“ไม่ต้องขอบใจข้า” จี้ไป๋ยกถ้วยชาขึ้นจิบ “เพียงเสด็จแม่สั่งมา”

“เป็นเช่นนี้นี่เอง” ฉินเนี่ยนพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนถอนหายใจแผ่วเบาแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าเสียดาย “เนี่ยนเอ๋อร์หลงคิดเสียอีกว่าท่านพี่คิดถึง อยากมาเจอหน้าเนี่ยนเอ๋อร์ด้วยตนเอง”

จี้ไป๋แทบจะสำลักน้ำชาอีกครั้ง เขารีบวางถ้วยชาลงอย่างแรง พยายามข่มความรู้สึกแปลกประหลาดที่แล่นปราดขึ้นมาในอก

หญิงสาวทำสีหน้าตกใจ “ท่านพี่เป็นอะไรหรือไม่เพคะ?”

‘ฮิฮิ... สมน้ำหน้า!’

จี้ไป๋เงยหน้าจ้องนางเขม็ง สตรีผู้นี้คงจะทำให้เขาสำลักน้ำชาตายสักวัน

ส่วนฉินเนี่ยนนั้นกลับเพียงส่งรอยยิ้มอ่อนหวาน ราวกับเฝ้ารอสายตาดุดันเช่นนี้มานานแสนนาน

‘โกรธแล้วล่ะสิ! ฮิฮิ จะเล่นอะไรกับนายอีกดีนะ’

จี้ไป๋พลันได้สติ ว่าที่นางทำอยู่คือกำลังจะยั่วให้เขาโมโห ชายหนุ่มจึงทิ้งตัวเอนพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย โบกมือเรียกให้นางเข้ามาใกล้ๆ

ทว่าฉินเนี่ยนกลับยืนนิ่งราวกับไม่รับรู้ ก่อนจะเฉไฉเปลี่ยนไปเรื่องอื่นอย่างลื่นไหล “จริงสิ เมื่อคืนเนี่ยนเอ๋อร์ถามท่านพี่ไท่จื่อยังไม่ตอบเลย เหตุใดท่านพี่ถึงไปอยู่แถวนั้นได้เพคะ?”

เขาเองก็แสร้งไม่ได้ยิน ตบมือที่เก้าอี้ข้างๆ “มานั่งนี่”

“ท่านพี่ตอบก่อนเพคะ” นางส่งสายตาปริบๆ ออดอ้อน

“ไปเดินสูดอากาศ”

คำตอบเลื่อนลอยนั้นทำฉินเนี่ยนแทบอยากเบ้ปาก

‘บังเอิญเสียจริงนะ... อุทยานตั้งกว้าง ดันมาสูดอากาศตรงซอกหินเดียวกับฉัน พูดให้เด็กสามขวบฟังเด็กยังไม่เชื่อเลย!’

นางหรี่ตาเล็กน้อย ก่อนถามต่อ “เช่นนั้น... เมื่อคืนท่านพี่ไท่จื่อได้ยินสิ่งใดบ้างหรือไม่เพคะ?”

จี้ไป๋เลิกคิ้ว “ข้าควรได้ยินสิ่งใด?”

ฉินเนี่ยนจ้องหน้าเขาอย่างจับพิรุธ ทว่าอีกฝ่ายยังคงสงบนิ่งราวกับทุกสิ่งที่ตนพูดคือความจริง ก่อนจี้ไป๋จะเปลี่ยนเป็นฝ่ายถามบ้าง

“แล้วเจ้าไปทำอะไรตรงนั้น”

ฉินเนี่ยนรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มสดใสไร้เดียงสา ตอบเสียงอ่อนหวาน

“ไปสูดอากาศเพคะ”

เขาหัวเราะหึในลำคอ มองคนพูดความจริงไม่หมด

“ข้าก็คิดว่าเจ้ามีความชอบลอบมองผู้อื่นพลอดรักกันในที่ลับเสียอีก”

‘หา... ใส่ร้าย! มองคนพลอดรักในที่ลับอะไรกันเล่า เป็นพวกเขาที่วิ่งมาให้ฉันมองเองต่างหาก อีกอย่างพวกเขามิใช่คู่รักกันเสียหน่อย!’

ทว่ายังไม่ทันที่ฉินเนี่ยนจะได้แก้ต่าง จี้ไป๋ก็ชิงสั่งสอนนางก่อนแล้ว

“วันหลังก็อย่าทำอีก หากปล่อยให้คนพบว่าคู่หมั้นของไท่จื่อแอบซ่อนตัวลอบมองคนพลอดรักกัน จะเสียหน้าตำหนักบูรพาของข้าไปด้วย เข้าใจหรือไม่”

“นี่ท่าน!” นางเผลอขึ้นเสียงสูง จนลืมเสียแล้วว่ายามนี้ตนคือฉินเนี่ยนผู้คลั่งรักบุรุษตรงหน้า

“มานี่...” เขาตบมือเบาๆ ที่เก้าอี้ด้านข้างอีกครั้ง

นางฮึกฮักแต่ก็ยอมเดินเข้าไปกระแทกตัวนั่งลงข้างเขาอย่างขัดใจ

ชายหนุ่มยกถ้วยชาขึ้นปิดรอยยิ้ม ที่ยามนี้เขาเองก็สามารถทำให้นางโมโหได้เช่นกัน อีกทั้งยังสามารถหยุดคำถามต่อจากนี้ของนางได้ทั้งหมด

ความจริงเมื่อคืนนี้จี้ไป๋ย่อมได้ยินทุกอย่าง

ทั้งสิ่งที่จี้เซวียนพูดชี้นำให้ซูชิงชิงเข้าหาเขา และที่มากกว่านั้นคือเสียงในใจของคนตรงหน้า ซึ่งเล่าต่อเสียจนแทบครบถ้วนว่า ในอนาคตซูชิงชิงจะเข้าใกล้เขาด้วยเหตุใด จะนำข่าวไปให้จี้เซวียนอย่างไร และสุดท้ายจะเปลี่ยนมาอยู่ฝ่ายเขาเช่นไร

ที่สำคัญ หากเมื่อคืนเขาไม่ได้ยินเสียงในใจเจื้อยแจ้วอยู่หลังเขาหิน เขาก็คงไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่านางแอบซ่อนอยู่ตรงนั้น

นึกถึงตรงนี้ จี้ไป๋ก็อดเหลือบมองคนโมโหจนยอมมานั่งข้างๆ ไม่ได้ คนผู้นี้ ช่างมีพรสวรรค์ในการเปิดเผยความลับของตนเองโดยไม่รู้ตัวจริงๆ

 


ในหัวของน้อง : จะไล่ยังไงดี

ในหัวของพี่ : จะแกล้งอะไรดี

b26238a6057bc3ed49243b7f727ca9e5.jpg

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย

https://dekd.co/w/e/49959