บทที่ 10/1 : จี้ไป๋ฉลาดจริงๆ
บทที่ 10/1 : จี้ไป๋ฉลาดจริงๆ
หลังจากนั่งลง ฉินเนี่ยนก็พยายามสงบสติอารมณ์ เพียงครู่เดียว สีหน้าขัดใจก็เลือนหายไปจากใบหน้าเล็ก นางปั้นรอยยิ้มไร้เดียงสาขึ้นมาใหม่ แล้วหันไปหาคู่หมั้นแสนรักด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“วันนี้ท่านพี่ไท่จื่อยังมีธุระที่ใดต่อหรือเพคะ?”
‘จะไปไหนก็รีบๆ ไปเถอะ ฉันจะไปหาชิงชิงของนายแล้ว’
จี้ไป๋ลอบกำหมัด ‘ชิงชิงของนาย’ อีกแล้ว นอกเสียจากวันนั้นที่เขาไปเจอซูชิงชิงที่หอเฟิงอวี่เพียงครั้งเดียว เขายังมิได้ไปข้องเกี่ยวอันใดกับนางเลย ไม่รู้ว่าสตรีตรงหน้าจะยัดเยียดอีกฝ่ายให้เขาไปถึงเมื่อใด
“ไม่มี” เขาตอบเสียงเรียบ ก่อนจะจงใจโน้มกายเข้าไปใกล้นางอีกนิด จ้องดวงตากลมโตคู่นั้นอย่างหยอกเย้า แล้วลดเสียงลงต่ำ
“วันนี้เสด็จแม่บังคับให้ข้ามาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าที่จวนเจิ้งกั๋วกง… ทั้งวัน”
ฉินเนี่ยนชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าของเขาอยู่ใกล้จนเกินไป นางจึงเผลอเอนหนีตามสัญชาตญาณ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตนกำลังรับบทคุณหนูฉินผู้หลงใหลคู่หมั้นจนโงหัวไม่ขึ้น จึงรีบฝืนฉีกยิ้มกว้างเสียจนสองแก้มแทบแข็ง
“จริงหรือเพคะ? เช่นนั้นพวกเราก็จะได้อยู่ด้วยกันทั้งวันเลยสิเพคะ”
‘ทั้งวันมารดานายสิ ฉันต้องไปทำอย่างอื่นนะ!’
จี้ไป๋แทบหลุดหัวเราะออกมาตรงนั้น เมื่อครู่ยังทำหน้าราวกับได้รับพระราชทานรางวัลใหญ่ พริบตาเดียวกลับด่ามารดาเขาในใจเสียแล้ว ทั้งที่ความจริงฉินฮองเฮาหาได้มีรับสั่งให้เขามาอยู่เป็นเพื่อนนางไม่ หลังออกจากท้องพระโรง เขาต่างหากที่เป็นฝ่ายตามฉินอี้กลับมายังจวนเจิ้งกั๋วกงด้วยตนเอง เพียงอยากแวะมาเจอนางเสียหน่อย
แต่ในเมื่อนางว่างเสียเหลือเกิน ถึงขั้นคิดจะออกไปหาเรื่องซูชิงชิงเพื่อเร่งให้อีกฝ่ายเข้าหาเขา เช่นนั้นเขาก็จะช่วยหาอะไรให้นางทำเอง
“เห็นเจ้าดีใจถึงเพียงนี้...” จี้ไป๋พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ก็ดีแล้ว”
ฉินเนี่ยนมองรอยยิ้มบางบนใบหน้าหล่อเหลาอย่างไม่ไว้ใจนัก เหตุใดนางจึงรู้สึกว่าคำว่า ‘ก็ดีแล้ว’ ของเขาฟังดูมีพิรุธชอบกล
แต่ยังไม่ทันให้นางได้คิดต่อ จี้ไป๋ก็หันไปทางประตู
“ลั่วเฉิง ลั่วจ้าน นำของของข้าเข้ามา”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ไม่นานนัก สององครักษ์ก็เดินเข้ามาพร้อมกล่องไม้ใบใหญ่คนละด้าน ก่อนจะวางมันลงบนพื้นอย่างระมัดระวัง เมื่อเปิดฝากล่องออก ภายในกลับเต็มไปด้วยฎีกาและเอกสารราชการหลายม้วนจนแทบไม่มีช่องว่าง
ฉินเนี่ยนกะพริบตาปริบๆ มองกล่องใบนั้น แล้วหันกลับไปมองจี้ไป๋
“นี่คือ...”
“ฎีกาที่เสด็จพ่อให้ข้านำกลับมาพิจารณา”
เขาตอบหน้าตาเฉยเสียจนราวกับการขนงานราชการกองโตมาทำที่จวนคู่หมั้น เป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้คนกระทำกันทุกวัน
“เพคะ?” ฉินเนี่ยนกะพริบตาปริบๆ
‘อย่าบอกนะ... ว่านายถึงขั้นหอบงานมาทำที่บ้านฉัน?!’
จี้ไป๋ไม่อธิบายต่อ เพียงหันไปออกคำสั่งอย่างคล่องแคล่ว ลั่วเฉิงนำโต๊ะข้างเข้ามาต่อ ลั่วจ้านจัดวางหมึก พู่กันและเอกสารตามลำดับ ข้ารับใช้ในจวนที่ยืนอยู่รอบๆ ต่างรีบเข้ามาช่วยยกน้ำชาและสิ่งของตามที่ไท่จื่อต้องการ
เพียงชั่วครู่ เรือนรับรองของจวนเจิ้งกั๋วกงก็แทบไม่เหลือเค้าเดิม กลับดูคล้ายห้องทรงงานย่อมๆ ของตำหนักบูรพาเสียมากกว่า
ฉินเนี่ยนมองภาพตรงหน้าตาค้าง
‘โอ๊ย... จริงจังปานนี้ วันนี้ไม่คิดจะกลับตำหนักบูรพาเลยสินะ!’
จี้ไป๋ซ่อนรอยยิ้มไว้ใต้สีหน้าเรียบเฉย หยิบฎีกาม้วนหนึ่งขึ้นมาเปิด ก่อนจะหันมาทางนาง “ฎีกานี้มาจากหวยอัน ทางนั้นรายงานเรื่องเตรียมรับมือภัยแล้งในปีหน้า เนี่ยนเอ๋อร์ก็นั่งอยู่ข้างพี่ดีๆ อย่าได้ซุกซน”
ฉินเนี่ยนยิ้มเจื่อนเสียจนมุมปากแทบกระตุก “เพคะ... ท่านพี่ไท่จื่อ”
‘จี้ไป๋คนบ้า ไอ้คนขี้เก๊ก ไอ้...’ นางเจ็บใจจนไม่รู้จะสรรหาคำใดมาด่า
ทว่าคนถูกด่ากลับก้มหน้าเปิดฎีกาม้วนแรกอย่างอารมณ์ดี ราวกับเสียงนั้นเป็นเสียงดนตรีขับกล่อมชั้นเลิศ เขายังมีแก่ใจโบกมือเรียกให้คนในจวน นำขนมที่พ่อครัวพระราชทานทำ มาวางตรงหน้าฉินเนี่ยนอีกหลายจาน
“กินเสีย จะได้ไม่เบื่อ”
ฉินเนี่ยนเหลือบตามองเขา ใบหน้ายังประดับรอยยิ้ม “ท่านพี่ช่างเอาใจใส่เนี่ยนเอ๋อร์เหลือเกินเพคะ”
‘ถ้ารู้ว่าเบื่อก็กลับไปสิ!’
จี้ไป๋ก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิมเพื่อซ่อนรอยยิ้ม
จื่อเยว่ซึ่งไม่รู้เรื่องราวแม้แต่น้อยกลับยิ้มจนตาหยี รีบนำหนังสือนิยายที่คุณหนูอ่านค้างไว้มาส่งให้ ฉินเนี่ยนจึงทำได้เพียงรับมาถือไว้ แล้วหยิบขนมเข้าปากอย่างยอมจำนน
เช่นนั้น ภาพในเรือนรับรองจึงกลายเป็นองค์ไท่จื่อนั่งตรวจฎีกาอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนว่าที่ไท่จื่อเฟยนั่งกินขนมพลางอ่านนิยายอยู่ข้างๆ อย่างเจี๋ยมเจี้ยม จนผู้ใดเดินผ่านล้วนอดยิ้มมิได้ ต่างกระซิบกระซาบว่าช่างเป็นคู่หมั้นที่รักใคร่กลมเกลียวกันเสียจริง
มีเพียงฉินเนี่ยนเท่านั้นที่รู้ว่า นางกำลังถูกกักบริเวณโดยบุรุษหน้าหล่อที่นั่งอ่านฎีกาอยู่ข้างกายต่างหาก!
แต่ครั้นสายตาของนางเหลือบไปเห็นตัวอักษรบนฎีกาในมือจี้ไป๋ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาตามความเคยชิน
‘หวยอันแม้จะแล้งติดต่อกันมาหลายปี แต่ปีหน้าก็ไม่ได้แล้งแล้วนะ ฝนจะตกต่อเนื่องจนน้ำหลากเข้าท่วมบ้านเรือนต่างหาก เพราะราชสำนักมัวแต่เตรียมรับมือภัยแล้ง ไม่ได้วางแผนป้องกันน้ำหลากเอาไว้ ผู้คนถึงได้เดือดร้อนกันตั้งมากมาย’
มือที่กำลังพลิกฎีกาของจี้ไป๋หยุดลง
เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ฉินเนี่ยนที่กำลังเคี้ยวขนมอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมามองเขาเช่นกัน สายตาของคนทั้งสองจึงสบกันโดยไม่ได้นัดหมาย
หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย รีบยกหนังสือนิยายขึ้นมาบังใบหน้า แสร้งทำเป็นอ่านอย่างขะมักเขม้น
ส่วนจี้ไป๋เมื่อเห็นดังนั้น เขาก็ยิ้มเบาๆ ก่อนก้มหน้าลงไปตรวจฎีกาต่อ ทว่ามือหนากลับหยิบพู่กันขึ้นมา จรดเขียนคำสั่งเพิ่มเติมไว้ด้านข้างอย่างเงียบเชียบว่า ‘เพิ่มแผนรับมืออุทกภัย’
จนกระทั่งลั่วเฉิงก้าวเข้ามารายงานเรื่องราชการ
“ทางคลังเมืองหวยอันยืนยันว่าจำนวนเสบียงตรงกับบัญชีพ่ะย่ะค่ะ หลังตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบสิ่งผิดปกติ”
ฉินเนี่ยนซึ่งกำลังเปิดหน้าหนังสืออยู่ชะงักมือ เดิมตั้งใจจะไม่สนใจ กลับเผลอปะติดปะต่อเรื่องที่ได้ยินเข้ากับเนื้อหาในบทตามความเคยชิน
‘ตรงที่ไหนกัน ปีหน้าพอน้ำหลากถึงได้เปิดคลังเอาเสบียงออกมาช่วยชาวบ้าน แล้วถึงรู้ว่าเสบียงหายไปตั้งสามส่วน ขุนนางดูแลคลังกับพ่อค้าแถวนั้นรวมหัวกันยักยอกมาหลายปีแล้วต่างหาก’
ปลายพู่กันในมือจี้ไป๋หยุดลงเล็กน้อย ก่อนเสียงเรียบจะดังขึ้น “ให้คนไปตรวจบัญชีย้อนหลังสามปี”
ลั่วเฉิงชะงักเล็กน้อย “สามปีหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“อืม” จี้ไป๋พยักหน้า
“ส่งคนของเราไปเอง อย่าแจ้งทางหวยอันล่วงหน้า และอย่าให้ผู้ใดรู้ว่าข้าสั่งตรวจ”
“พ่ะย่ะค่ะ” ลั่วเฉิงรับคำแล้วหมุนกายจากไป
ฉินเนี่ยนลอบมองตาม ก่อนยกนิ้วโป้งขึ้นเล็กๆ หลังหนังสือ
‘จี้ไป๋ฉลาดจริงๆ เยี่ยมมาก!’
มุมปากของคนถูกชมกระตุกขึ้นเล็กน้อย ทั้งที่นางเป็นผู้เปิดโปงเรื่องนี้ให้เขาแท้ๆ กลับยังมีหน้ามาชื่นชมว่าเขาฉลาดอีก
ผ่านไปอีกพักใหญ่...
ลั่วจ้านก็เข้ามารายงานคดีค้างเก่าคดีหนึ่งจากกรมขุนนาง “ใต้เท้าหลิวยังคงยืนยันว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นของตนเอง และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับสินบนพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่หลักฐานบางส่วนกลับชี้มาที่เขา ทำให้คดียังไม่อาจสรุปได้”
ฉินเนี่ยนที่กำลังเคี้ยวขนมชิ้นใหม่ชะงักไปกลางคัน
‘อันนี้อีกแล้วเหรอ? คนที่รับสินบนไม่ใช่ใต้เท้าหลิวสักหน่อย เป็นเจ้ากรมหลี่ต่างหากที่ใช้ชื่อของลูกน้องบังหน้า พอเรื่องแดงขึ้นมาก็โยนทุกอย่างให้คนอื่นรับเคราะห์แทน...’
จี้ไป๋เงยหน้าจากฎีกา “ลั่วจ้าน ไปสืบเจ้ากรมหลี่ด้วย”
ลั่วจ้านเลิกคิ้วเพียงเล็กน้อย แต่หาได้ถามเหตุผล “พ่ะย่ะค่ะ”
ฉินเนี่ยนกลับค่อยๆ ลดขนมในมือลง ดวงตากลมโตหรี่ลงอย่างสงสัย
‘หือ... นายรู้ได้อย่างไรว่าต้องตรวจเจ้ากรมหลี่ด้วย?’
พี่รู้ได้ไงน๊าาาา น้องพอจะรู้ตัวหรือยัง...

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย