บทที่ 10/2 : ในที่สุดก็กลับสักที...
บทที่ 10/2 : ในที่สุดก็กลับสักที...
‘หือ... นายรู้ได้อย่างไรว่าต้องตรวจเจ้ากรมหลี่ด้วย?’
จี้ไป๋ยังคงทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
คิดไปคิดมา ฉินเนี่ยนก็หาเหตุผลอื่นไม่พบ ‘ก็เขาคือจี้ไป๋ผู้แสนฉลาดนี่นา... จะจับจุดเรื่องต่างๆ ได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก’
‘ก็ดีแล้ว แต่รายนั้นหนีเก่งยิ่งกว่าปลาไหลอีก ถ้าจะจับให้ได้ต้องหาหลักฐานให้แน่นหนาหน่อยนะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็โยนความผิดให้คนอื่นอีก’
รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นตรงมุมปากของชายหนุ่ม ก่อนจะเอ่ยคำสั่งอีกครั้ง “ลั่วจ้าน ตรวจให้ละเอียด ทั้งเส้นทางเงิน คนใกล้ชิด และบัญชีในช่วงสองปีที่ผ่านมา อย่าให้มีช่องโหว่แม้แต่น้อย”
ลั่วจ้านประสานมือทันที “พ่ะย่ะค่ะ”
ฉินเนี่ยนฟังแล้วก็พยักหน้าหงึกๆ อย่างพอใจ ก่อนหยิบขนมชิ้นต่อไปเข้าปาก ‘แบบนี้สิ ค่อยสมกับเป็นจี้ไป๋หน่อย’
จี้ไป๋ปรายตามองคนกินขนมราวกับเด็กน้อย เขาเองก็อยากรู้เหลือเกินว่า หากวันหนึ่งสตรีผู้นี้รู้ว่าเขาได้ยินความลับทุกอย่างจากใจนางเอง นางจะมีสีหน้าเช่นไร... คงน่าดูไม่น้อย
ส่วนฉินเนี่ยนยังคงอ่านนิยายต่ออย่างสบายใจ โดยไม่รู้เลยว่า ความคิดไม่กี่ประโยคของตน เพิ่งทำให้ขุนนางผู้หนึ่งถูกสั่งตรวจสอบย้อนหลังเสียแทบทั้งตระกูล และกำลังทำให้อีกหลายคดีที่ควรใช้เวลานานหลายเดือนค่อยๆ ถูกเปิดปมเร็วขึ้นทีละเรื่อง
เวลาล่วงผ่านไปเช่นนั้น
จี้ไป๋อ่านฎีกา รับรายงาน และออกคำสั่งอยู่ในเรือนรับรอง
ส่วนฉินเนี่ยนก็กินขนม อ่านนิยาย และเผลอวิจารณ์เรื่องราชการในใจเป็นระยะโดยไม่รู้ตัว
กระทั่งตะวันเริ่มคล้อยต่ำ ฉินอี้จึงกลับมาจากค่ายนอกเมือง
เมื่อเห็นองค์ไท่จื่อยังคงนั่งอยู่กับบุตรสาวของตนตั้งแต่เช้าจรดเย็น สีหน้าของเจิ้งกั๋วกงก็ยิ่งเปี่ยมด้วยความพึงพอใจ ถึงขั้นสั่งให้ห้องครัวเตรียมอาหารมื้อค่ำเพิ่มขึ้นอีกหลายอย่าง
ฉินเนี่ยนมองบิดาที่เอาแต่คีบอาหารให้จี้ไป๋อย่างอารมณ์ดี แล้วเหลือบมองชายหนุ่มซึ่งนั่งรับประทานอาหารอยู่ตรงข้ามตน
‘นี่ท่านพ่อ... ท่านคงไม่ได้ลืมไปแล้วใช่ไหมว่าคนคนนี้เป็นแขก ส่วนฉันต่างหากที่เป็นลูกสาวท่าน’
จี้ไป๋ก้มหน้ากินอาหารอย่างสงบ แต่แววตากลับเจือรอยขบขันจางๆ
จนกระทั่งมื้อค่ำสิ้นสุดลง ชายหนุ่มจึงยอมลุกขึ้นจากไปเสียที
ฉินเนี่ยนยืนส่งอยู่หน้าประตูจวนด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน
“ท่านพี่ไท่จื่อเดินทางกลับดีๆ นะเพคะ”
“อืม” จี้ไป๋ก้าวผ่านนางไปได้สองก้าว ก่อนจะหยุดแล้วหันกลับมา “วันนี้ลำบากเจ้าแล้ว”
ฉินเนี่ยนรีบส่ายหน้า “ได้อยู่เป็นเพื่อนท่านพี่ทั้งวัน เนี่ยนเอ๋อร์มีความสุขจะตายไปเพคะ”
‘จะตายแล้วจริงๆ ในที่สุดก็กลับสักที...’
จี้ไป๋เม้มริมฝีปากกลั้นยิ้ม ก่อนหมุนตัวเดินขึ้นรถม้าตำหนักบูรพาที่จอดเทียบรออยู่หน้าจวน โดยไม่กล่าวอะไรอีก
ฉินเนี่ยนยังยืนส่งด้วยท่วงท่าสง่างาม จนกระทั่งรถม้าหายลับไป รอยยิ้มบนใบหน้าจึงหายวับในทันที หญิงสาวถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก วันนี้นางเสียเวลาไปทั้งวัน พรุ่งนี้จะต้องไปจัดการเรื่องซูชิงชิงให้ได้เสียที
โดยหารู้ไม่ว่า คนที่เพิ่งจากไปนั้น กลับกำลังคิดด้วยอารมณ์ดีว่า พรุ่งนี้จะหาเหตุผลใดมาจวนเจิ้งกั๋วกงอีก
ณ ตำหนักบูรพา หลังกลับมาจากจวนจิ้งกั๋วกง จี้ไป๋ก็ตรงไปยังห้องหนังสือ เขาเพิ่งถอดเสื้อคลุมชั้นนอกออก ลั่วจ้านก็นำฎีกาส่วนที่เหลือของวันนี้มาวางลงบนโต๊ะเบื้องหน้า
“วันนี้เหลือเพียงเท่านี้พ่ะย่ะค่ะ” ลั่วจ้านกล่าว ก่อนจะประสานมือรายงานต่อ
“ส่วนคดีของซูเหวินที่พระองค์รับสั่งให้คนของเราตามหาหลักฐาน กระหม่อมเพิ่งได้รับข่าวมาว่า หลักฐานชุดเดิมทั้งหมด ถูกคนขององค์ชายรองจัดการไปจนหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ ทั้งบัญชี รายชื่อผู้เกี่ยวข้อง กระทั่งพยานบางคนก็หายตัวไป คงต้องใช้เวลาอีกระยะจึงจะหาหลักฐานขึ้นมาใหม่ได้”
จี้ไป๋มิได้แปลกใจนัก คนอย่างจี้เซวียนย่อมไม่พลาดเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ แต่เมื่อเซี่ยซินหรานคิดว่าหลังงานฉลองชัย ฉินเนี่ยนพ่ายแพ้ซูชิงชิงจนล้มป่วย ฉินอี้จึงบันดาลโทสะและลงมือขุดคุ้ยเรื่องของซูเหวินอีกครั้ง กระทั่งพบหลักฐานสำคัญจนสามารถเอาผิดคนผู้นั้นได้
ในเมื่อฉินอี้ยังหาเจอ เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะหาไม่เจอ
และคราวนี้ เขาจะไม่หยุดอยู่เพียงซูเหวิน ในเมื่อจี้เซวียนยื่นมือเข้ามาทำลายหลักฐาน ช่วยปกปิดความผิดให้ขุนนางของตน
เช่นนั้นเขาก็จะสาวเส้นนี้ไปให้ถึงที่สุด ไม่เพียงลากซูเหวินลงมา แต่จะกระชากหน้ากากของจี้เซวียนออกให้ได้เช่นกัน
เขานั่งลงหลังโต๊ะ พลิกฎีกาม้วนหนึ่งในมือไปมา ก่อนตอบเสียงเรียบ “หาต่อไปให้ละเอียด”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ลั่วจ้านประสานมือคำนับ กำลังจะหมุนกายจากไป ทว่าเพิ่งก้าวได้เพียงสองก้าว เสียงของผู้เป็นนายก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“เดี๋ยวก่อน”
องครักษ์หนุ่มหยุดฝีเท้าทันที “ไท่จื่อยังมีรับสั่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“เรื่องเซี่ยซินหราน มีความคืบหน้าหรือไม่?”
ลั่วจ้านประสานมือรายงานอีกครั้ง “คนของเราตรวจทะเบียนราษฎรในเมืองหลวงไปได้บางส่วนแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ยังไม่พบผู้ที่มีชื่อนี้ ส่วนที่เหลือยังอยู่ระหว่างตรวจสอบพ่ะย่ะค่ะ”
จี้ไป๋นิ่งฟังอยู่ครู่หนึ่ง
ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางเอาแต่พูดถึงการกลับบ้านอยู่เสมอ ทว่าทั้งถ้อยคำและเรื่องราวหลายอย่างที่หลุดออกมาจากเสียงในใจก็แปลกประหลาด ไม่เหมือนคนของต้าจิ่งนัก บางทีบ้านของนางอาจไม่ได้อยู่ในแผ่นดินต้าจิ่งตั้งแต่แรก
“ขยายการค้นหาออกไป ส่งคนไปสืบตามแคว้นอื่นด้วย”
ลั่วจ้านชะงักไปเล็กน้อย ก่อนประสานมือรับคำ “พ่ะย่ะค่ะ”
เขายังไม่ลืมย้ำ “เรื่องนี้อย่าให้ผู้ใดล่วงรู้”
“กระหม่อมทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
คราวนี้ลั่วจ้านจึงหมุนกายจากไปจริงๆ ประตูห้องหนังสือปิดลงอีกครั้ง เหลือเพียงจี้ไป๋อยู่ตามลำพัง
ชายหนุ่มนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยังชั้นตำราด้านในสุด นิ้วเรียวยาวไล่ผ่านสันหนังสือหลายเล่ม กระทั่งหยุดอยู่ที่ตำราพิชัยสงครามปกสีดำเล่มหนึ่ง ซึ่งดูไม่ต่างจากเล่มอื่นแม้แต่น้อย
จี้ไป๋ดึงมันออกมาเบาๆ เสียงกลไกก็ดัง “กึก” ชั้นหนังสือทั้งแถบค่อยๆ แยกออกจากกัน เผยให้เห็นประตูลับซึ่งซ่อนอยู่ด้านหลัง ที่ค่อยๆ เปิดออก ตะเกียงน้ำมันตามผนังพลันติดขึ้นทีละดวง ไล่แสงทอดยาวเข้าไปจนสุดห้อง
จี้ไป๋เดินเข้าไปอย่างคุ้นเคย ภายในห้องลับมีชั้นเก็บเอกสารและหีบไม้หลายใบ วางเรียงเป็นระเบียบ บนผนังด้านในสุดแขวนภาพหมึกทิวสนท่ามกลางหิมะไว้ภาพหนึ่ง
ชายหนุ่มเดินไปหยุดตรงหน้าภาพนั้น ก่อนยกมือเลื่อนกรอบภาพออก เผยให้เห็นช่องลับที่ถูกเจาะลึกเข้าไปในผนังหิน ภายในช่องลับนั้น มีแผ่นป้ายวิญญาณไม้สลักขนาดเล็กตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว บนแผ่นป้ายสลักชื่อไว้อย่างชัดเจนว่า ‘ฉินเนี่ยน’
จี้ไป๋หยิบธูปหอมหนึ่งดอกจากกระบอกข้างๆ ขึ้นมาจุดกับเปลวไฟในตะเกียง ควันสีขาวขุ่นลอยกรุ่น กลิ่นหอมจางๆ ของไม้จันทน์ช่วยให้จิตใจสงบลง ชายหนุ่มถือธูปไว้ในมือ น้อมศีรษะลงคำนับอย่างเชื่องช้า ก่อนจะปักธูปลงในกระถางใบเล็กหน้าแผ่นป้าย
สายตาคมทอดมองชื่อบนแผ่นป้ายนั้น พลันนึกถึงเด็กหญิงตัวน้อยที่เคยวิ่งตามหลังเขาไม่ห่าง เสียงใสดังกังวานไปทุกแห่งหน
“ท่านพี่ไท่จื่อ รอเนี่ยนเอ๋อร์ด้วย!”
แม้เขาจะไม่ชอบนิสัยเอาแต่ใจของฉินเนี่ยนนัก หลายครั้งยังรำคาญที่นางคอยตามติดไม่ยอมปล่อย แต่อย่างไรเสียนางก็เป็นน้องสาวที่เติบโตมาด้วยกัน อีกทั้งยังเป็นคู่หมั้นของเขามาหลายปี และเป็นแก้วตาดวงใจของเสด็จแม่และท่านลุง
ยามนี้นางจากไปแล้ว จากไปอย่างโดดเดี่ยวโดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ และไม่มีผู้ใดสามารถร้องไห้ไว้อาลัยให้นางได้เลย เขาจึงต้องทำหน้าที่ดูแลดวงวิญญาณของนางอย่างเงียบๆ เท่าที่พี่ชายคนหนึ่งจะทำได้
จี้ไป๋รู้ดีว่าความตายของฉินเนี่ยนเกิดจากอุบัติเหตุที่นางก่อขึ้นเอง มิได้เกี่ยวข้องกับเซี่ยซินหรานที่เข้ามาอยู่ในร่างภายหลัง แต่เรื่องทั้งหมดนี้ยังมีสิ่งที่เขาต้องสืบให้กระจ่าง
จี้ไป๋มองแผ่นป้ายตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเบา “เนี่ยนเอ๋อร์... รอพี่สืบทุกอย่างจนกระจ่างก่อน พี่จะหาคำตอบให้เจ้าเอง”
สายลมเย็นเยียบพัดผ่านช่องระบายอากาศ คล้ายกับคำรับรู้และคำขอบคุณจากดวงวิญญาณที่ล่วงลับไปแล้ว
ทรงสืบหาน้องแล้วเพคะ แต่จะหาเจอมั้ยเน้อออ

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย