LNCrawler

บทที่ 12/2 : เวรกรรมตามสนอง!

ข้านี่แหละนางร้ายชาเขียว — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 12/2 : เวรกรรมตามสนอง!

 

“ท่านพี่ไท่จื่อ!” ฉินเนี่ยนเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างกระเง้ากระงอด

“หืม...” เขาจ้องคนไม่ยอมอย่างคนเหนือกว่า ทว่าครั้นสบดวงตากลมโตคู่นั้นในระยะประชิดเช่นนี้ เขากลับเป็นฝ่ายเริ่มประหม่าขึ้นมาเสียเอง

“หากอยากได้คืนก็จงเป็นเด็กดีเสีย” จี้ไป๋ตัดบทเสียงเข้ม

“ท่านพี่ไท่จื่อเพคะ...” นางลดเสียงลงให้ออดอ้อนเสียยิ่งกว่าเดิม

เขารีบหลบสายตาในชั่วอึดใจ “พักนี้จงอยู่แต่ในจวน ห้ามแอบออกมาก่อเรื่องที่ใดอีก หากเจ้าทำตัวดี ข้าถึงจะคืนให้”

ฉินเนี่ยนกำหมัดแน่น ‘นายเป็นโจรหรือไง นั่นหนังสือพ่อฉันนะ!’

มุมปากจี้ไป๋ยกขึ้นเล็กน้อย “ตกลงตามนี้”

“เดี๋ยวก่อนเพคะ เนี่ยนเอ๋อร์ยังไม่ได้...” แต่นางยังไม่ทันพูดคำว่า รับปาก จบ เขาก็คลายกอดออกแล้วคว้าข้อมือเล็กไว้อีกครั้ง

“กลับจวน”

“เดี๋ยว! ท่านพี่!”

จี้ไป๋หาได้สนใจเสียงประท้วงไม่ เขาลากนางตรงไปยังรถม้าของตำหนักบูรพาที่จอดรออยู่ไม่ไกลนัก

จื่ออิงกับจื่อเยว่ที่เพิ่งวิ่งตามออกมาทันเห็นคุณหนูของตนถูกองค์ไท่จื่อพาขึ้นรถม้าไปพอดี สองสาวใช้หันมองหน้ากัน ก่อนจื่อเยว่จะก้มลงมองถุงแป้งทอดที่ยังเหลืออยู่ในมือ

“จื่ออิง...”

“อะไร”

“พวกเราตื่นตั้งแต่เช้ามาทำอะไรกันหรือ”

จื่ออิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจยาว “มาซื้อแป้งทอดกระมัง”

แล้วสองสาวใช้ก็มองรถม้าตำหนักบูรพาเคลื่อนจากไปด้วยสีหน้าหมดคำจะกล่าว โดยที่แผนการอันยิ่งใหญ่ที่วางมาตลอดทั้งคืน พังครืนลงภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามเท่านั้น

 

ครึ่งชั่วยามต่อมา รถม้าของตำหนักบูรพาก็เคลื่อนมาหยุดเทียบหน้าจวนเจิ้งกั๋วกง ทันทีที่ม่านรถถูกเลิกขึ้น ฉินเนี่ยนก็รีบก้าวลงมาโดยไม่คิดจะรอให้คู่หมั้นยื่นมือประคองแม้แต่น้อย ครั้นสองเท้าแตะพื้นอย่างมั่นคง นางก็หมุนกายกลับไปค้อมกายให้อย่างรวดเร็ว

“ขอบพระทัยท่านพี่ไท่จื่อที่ทรงมาส่งเพคะ”

กล่าวจบนางก็เตรียมชิ่งหนีให้พ้นจากพ่อยมทูตผู้นี้โดยเร็วที่สุด ทว่านางเพิ่งเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เสียงอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากอีกด้านของลานหน้าจวนพอดิบพอดี

“เนี่ยนเอ๋อร์ เจ้าไปที่ใดมา”

คนถูกเรียกสะดุ้งโหยง ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปมองบิดาด้วยรอยยิ้มแฉ่งที่พยายามซุกซ่อนความผิดเอาไว้จนมิดชิด ครั้นเห็นบิดายังสวมชุดขุนนางอยู่ ก็รู้ทันทีว่าเขาเพิ่งกลับจากท้องพระโรงเช่นกัน นางจึงรีบสาวเท้าเข้าไปหา แล้วคล้องแขนชายวัยกลางคนอย่างออดอ้อน

“ท่านพ่อ! ลูกไปเที่ยวตลาดเช้ามาเจ้าค่ะ” ตอบเสร็จก็ไม่เปิดโอกาสให้บิดาถามต่อ รีบเงยหน้าขึ้นถามด้วยสีหน้าพินอบพิเทา “วันนี้ท่านพ่อเหนื่อยหรือไม่เจ้าคะ เข้าเฝ้าตั้งแต่เช้ามืดเช่นนี้คงเหนื่อยไม่น้อย”

ฉินอี้ก้มมองใบหน้ากลมที่เงยขึ้นมาประจบเอาใจเสียเต็มที่ ใจของบุรุษนักรบที่ผ่านสมรภูมิมานับครั้งกลับอ่อนยวบลงอย่างง่ายดาย เขายกมือลูบศีรษะบุตรสาวเบาๆ

“ไม่เหนื่อย”

ฉินเนี่ยนพยักหน้าหงึกๆ กอดแขนบิดาแน่นขึ้นอีกนิด ราวกับเพียงเกาะเอาไว้เช่นนี้ ความผิดทั้งหมดที่ก่อมาก็จะถูกปิดบังได้อย่างแนบเนียน

“แล้วจื่ออิงกับจื่อเยว่เล่า” ฉินอี้กวาดสายตามองไปรอบๆ ครั้นเห็นว่าข้างกายบุตรสาวไร้เงาสาวใช้คอยปรนนิบัติ คิ้วเข้มก็เริ่มขมวดเข้าหากัน

ฉินเนี่ยนกำลังจะอ้าปากหาข้ออ้าง

“ท่านลุง” องค์ไท่จื่อก้าวลงมาจากรถม้าอย่างสง่างาม ครั้นเดินมาถึงก็ประสานมือค้อมกายให้ผู้อาวุโสตามธรรมเนียม

ฉินอี้พยักหน้ารับ ก่อนจี้ไป๋จะเอ่ยต่อ

“หลานถือวิสาสะพาเนี่ยนเอ๋อร์กลับมาก่อนเองขอรับ รถม้าของนางยังอยู่ที่ตลาด ประเดี๋ยวจื่ออิงกับจื่อเยว่ก็คงกลับมาถึง”

“หืม...” ฉินอี้ก้มมองเจ้าตัวเล็กที่ยังเกาะแขนตนไม่ยอมปล่อยอีกครั้ง คราวนี้สายตาที่มองมามีความสงสัยเพิ่มขึ้นหลายส่วน บุตรสาวออกไปเที่ยวตลาดกับสาวใช้สองคน แต่กลับถูกองค์ไท่จื่อพาตัวกลับมาก่อนเช่นนี้ ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะเป็นเพียงการออกไปเที่ยวเล่นธรรมดา

ฉินเนี่ยนรับรู้สายตาของบิดาได้เป็นอย่างดี จึงทำเพียงมองฟ้าที มองพื้นที ราวกับเรื่องตรงหน้าไม่เกี่ยวข้องกับตนแม้แต่น้อย

จี้ไป๋เห็นท่าทางของคนมีชนักติดหลังก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนจงใจเอ่ยช้าๆ “วันนี้เนี่ยนเอ๋อร์นำ...”

“นำจื่อเยว่กับจื่ออิงไปเที่ยวตลาดมาเจ้าค่ะ!”

ฉินเนี่ยนรีบชิงพูดแทรกทันควัน พลางหันไปส่งสายตาเตือนคนด้านหลังอย่างชัดเจนว่า ห้ามพูดต่อ! แล้วหันกลับมาหาบิดาอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มหวาน รีบเปลี่ยนเรื่องราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ท่านพ่อหิวหรือไม่เจ้าคะ...”

ฉินอี้มองบุตรสาวทีหนึ่ง แล้วหันไปทางจี้ไป๋อีกที เดิมเขาตั้งใจจะถามต่อให้รู้ว่านางไปก่อเรื่องใดมา ทว่าเมื่อเห็นหลานชายเพียงก้มหน้าหัวเราะ มิได้มีท่าทีขุ่นเคืองหรือไม่พอใจแม้แต่น้อย ใจที่เพิ่งเริ่มกังวลจึงผ่อนคลายลงอย่างรวดเร็ว เพราะดูท่าไม่ว่าเรื่องใด ไท่จื่อก็คงจัดการเรียบร้อยแล้ว

เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉินอี้จึงเลิกซักบุตรสาวต่อ ก่อนหันไปถามชายหนุ่มแทน “ไท่จื่อ หิวหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

“ท่านพี่ไท่จื่อไม่หิวเจ้าค่ะ เนี่ยนเอ๋อร์ถามบนรถม้า...”

“หิวมากขอรับ” เสียงทุ้มดังแทรกขึ้นก่อนฉินเนี่ยนจะพูดจบ

นางชะงัก แล้วค่อยๆ หันไปมองเจ้าของเสียงด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

จี้ไป๋กลับทำราวกับไม่เห็นสายตานั้น เขายังคงมองฉินอี้ด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ก่อนกล่าวย้ำอย่างจริงจัง “ท่านลุง หลานหิวจนเกรงว่าจะกลับถึงตำหนักบูรพาไม่ไหวแล้วขอรับ”

ฉินเนี่ยน “...”

‘นายเพิ่งนั่งรถมาแค่ครึ่งชั่วยาม จะหิวจนกลับตำหนักไม่ไหวได้อย่างไร!’

ฉินอี้กลับไม่รู้เลยว่าหลานชายกำลังพูดประชดผู้ใด ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี

“เช่นนั้นจะกลับไปทั้งที่ท้องว่างได้อย่างไรกัน เข้าไปกินมื้อเช้าด้วยกันก่อนเถิด แม้ยามนี้จะสายไปสักหน่อย แต่ให้ห้องครัวจัดสำรับเพิ่มอีกชุดก็มิใช่เรื่องยาก”

“เช่นนั้นหลานคงต้องรบกวนท่านลุงแล้วขอรับ”

“รบกวนอะไรกัน คนกันเองทั้งนั้น เข้าไปเถิด” ฉินอี้ผายมือเชิญอย่างยินดี

“ขอรับ”

จี้ไป๋ก็มิปฏิเสธแม้แต่น้อย ก่อนก้าวเดินเคียงคู่ไปกับเจิ้งกั๋วกงอย่างกลมเกลียว ทิ้งให้ฉินเนี่ยนที่ได้แต่ยืนมองบุรุษทั้งสองพากันเข้าจวนอยู่เบื้องหลัง

เมื่อครู่นางยังคิดว่าพอกลับถึงจวนก็จะหลุดพ้นจากพ่อยมทูตเสียที ผู้ใดจะคิดว่าไม่เพียงเขาไม่ยอมกลับตำหนักบูรพา ยังหน้าด้านหน้าทนหาเหตุผลอยู่กินมื้อเช้าที่นี่ต่ออีก

ที่สำคัญที่สุด หนังสือของท่านพ่อยังอยู่กับเขา!

เช่นนั้นฉินเนี่ยนจึงต้องรีบสาวเท้าตามไปติดๆ ก่อนคว้าแขนบิดากลับมาเกาะไว้อีกครั้ง พลางเหลือบมองจี้ไป๋อย่างระแวดระวัง มื้อเช้านี้นางจะต้องนั่งเฝ้าพวกเขาเอาไว้ทุกฝีก้าว จะปล่อยให้เขาเอาเรื่องของนางไปฟ้องท่านพ่อไม่ได้เป็นอันขาด!

เพียงจินตนาการถึงตรงนั้น ฉินเนี่ยนก็รู้สึกว่ามื้อเช้าที่กำลังจะได้กินคงไม่อร่อยเสียแล้ว

 


ยัยน้องเกียมรับเวรกรรมในรูปแบบคู่หมั้นได้เลย...

3395fded7c1b7f14f6f151c369f96e78.jpg

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย

https://dekd.co/w/e/49959