LNCrawler

บทที่ 13/2 : เจ้าใส่ร้ายข้า...

ข้านี่แหละนางร้ายชาเขียว — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 13/2 : เจ้าใส่ร้ายข้า...

 

เมื่อมาถึงรถม้าของตำหนักบูรพา จี้ไป๋กลับมิได้ขึ้นรถในทันที เขาหันกลับมามองนาง สีหน้าที่เมื่อครู่ยังเจือแววขบขันกลับจริงจังนัก

“จำที่ข้าบอกไว้ให้ดี พักนี้จงเป็นเด็กดี อยู่แต่ในจวนเสีย”

ฉินเนี่ยนทำปากยู่เล็กน้อย แต่ยังพยักหน้ารับ “เพคะ”

“อีกอย่างหนึ่ง” จี้ไป๋เว้นไปเล็กน้อย “อย่าเข้าใกล้จี้เซวียน”

ฉินเนี่ยนรีบตอบ “เนี่ยนเอ๋อร์ไม่ได้เข้าใกล้องค์ชายรองเลยนะเพคะ เป็นองค์ชายรองต่างหากที่มาเอง”

ดวงตาคมจับอยู่บนใบหน้านาง “เช่นนั้นเจ้าก็ลองคิดดูให้ดีเถิด เหตุใดวันนี้เขาจึงไปปรากฏตัวที่ร้านหนังสือได้เหมาะเจาะถึงเพียงนั้น”

ฉินเนี่ยนขมวดคิ้ว แต่จี้ไป๋มิได้อธิบายให้มากกว่านั้น เพียงทิ้งคำถามเอาไว้ให้นางคิด ก่อนหมุนตัวก้าวขึ้นรถม้าไป

หญิงสาวยืนมองจนรถม้าของตำหนักบูรพาเคลื่อนห่างออกไปจนลับหายตรงมุมถนน ทว่าคำพูดเมื่อครู่ยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่หาย

เหตุใดจี้เซวียนจึงไปถึงร้านหนังสือได้เหมาะเจาะเช่นนั้น...

แผนเรื่องหนังสือนางเพิ่งคิดขึ้นเมื่อคืน แม้จะจงใจปล่อยข่าวให้เล็ดลอดไปถึงซูชิงชิง แต่คนทั่วไปย่อมไม่มีทางรู้ว่าเบื้องหลังเป็นฝีมือของนาง เว้นเสียแต่ว่าจี้เซวียนจะจับตาดูความเคลื่อนไหวของจวนฉินอยู่ก่อนแล้ว

ยิ่งพิจารณาตามนิสัยของเขาในต้นฉบับ ฉินเนี่ยนก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้ คนผู้นี้รอบคอบ เจ้าเล่ห์ และชอบวางหมากล่วงหน้า เมื่อตัดสินใจใช้ผู้ใดเป็นหมากแล้ว มีหรือจะปล่อยให้คลาดสายตา

มิน่าเล่า... จี้ไป๋จึงกำชับให้นางอยู่แต่ในจวน

“คุณหนูเจ้าคะ?”

เสียงของจื่อเยว่ทำให้คนกำลังจมอยู่ในห้วงความคิดสะดุ้งเล็กน้อย หญิงสาวหันกลับไป ก็เห็นว่าสาวใช้ทั้งสองตามออกมายืนอยู่ด้านหลังแล้ว

จื่ออิง “คุณหนูเป็นอะไรหรือเจ้าคะ เหตุใดจึงยืนเหม่ออยู่ตรงนี้”

สีหน้าของฉินเนี่ยนพลันเปลี่ยนเป็นละห้อยดุจแมวป่วยทันที “ก็ท่านพี่ไท่จื่อยึดหนังสือไปแล้ว มิหนำซ้ำยังรู้แผนการของข้าหมดแล้วด้วย”

เพียงเท่านั้น สองบ่าวรับใช้ก็เบิกตากว้าง เข้าใจเรื่องราวหายนะทั้งหมดอย่างทะลุปรุโปร่ง

จื่ออิง “คุณหนู... กลับเรือนกันก่อนเถอะเจ้าค่ะ”

ฉินเนี่ยนพยักหน้า ปล่อยให้สาวใช้ทั้งสองประคองกลับเข้าไปในจวน ทั้งที่เมื่อเช้านางยังออกจากบ้านอย่างฮึกเหิม ตั้งใจจะไปเล่นงานนางเอกให้ราบคาบอยู่เลยแท้ๆ แต่ตอนนี้... ขอเรียกว่าพ่ายแพ้ย่อบยับ!

ทว่าแผนการของเซี่ยซินหรานก็มิได้นับว่าล้มเหลวเสียทั้งหมด

สามวันต่อมา ในขณะที่ฉินเนี่ยนนอนเอกเขนกอยู่บนตั่งในศาลาข้างเรือน มือหนึ่งถือหนังสือนิยายที่อ่านฆ่าเวลาไปแล้วไม่รู้กี่รอบแต่ไม่เข้าหัวเลยแม้แต่น้อย ส่วนจื่ออิงนั่งอยู่ไม่ไกล คอยรินชาและจัดขนมอย่างเงียบๆ

จู่ๆ จื่อเยว่ก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามา “คุณหนูเจ้าคะ! คุณหนู!”

ฉินเนี่ยนลดหนังสือในมือลง “อะไรของเจ้าอีกเล่า”

จื่อเยว่รีบเข้ามาถึงศาลา หอบหายใจอยู่สองครั้ง ก่อนรายงานด้วยสีหน้าร้อนใจ “สายข่าวของเรารายงานมาว่า... วันนี้คุณหนูซูผู้นั้น ไปดักรอพบองค์ไท่จื่อที่หน้าประตูวังหลวงเจ้าค่ะ!”

ฉินเนี่ยนผุดตัวลุกขึ้นจากตั่งทันที “จริงหรือ?!”

“จริงเจ้าค่ะ! มิหนำซ้ำบ่าวยังสืบมาได้อีกว่า ครั้งก่อนที่องค์ไท่จื่อไปพบคุณหนูซูที่หอเฟิงอวี่ ก็เพราะคุณหนูซูเคยมีบุญคุณช่วยชีวิตพระองค์ตอนอยู่เยี่ยนโจวเจ้าค่ะ”

ฉินเนี่ยนยิ่งฟัง ดวงตาก็ยิ่งสว่างขึ้น

จื่อเยว่กลับมีสีหน้าเป็นกังวลยิ่งกว่าเดิม “คุณหนู หากเป็นเช่นนี้ แล้วถ้าพวกเขา...” หญิงสาวเม้มริมฝีปาก ไม่กล้ากล่าวประโยคที่เหลือออกมา

แต่คนฟังแทบอยากลุกขึ้นปรบมือให้เสียเดี๋ยวนั้น

ถ้าพวกเขารักกันได้ก็ยิ่งดีน่ะสิ! ในที่สุดเรื่องจะได้กลับเข้าเส้นเดิมเสียที ต่อจากนี้นางก็ไม่ต้องมานั่งคิดบทกามเทพที่ไม่ใช่หน้าที่ให้ปวดหัวแล้ว แค่กลับไปสวมบทนางร้ายชาเขียว คอยไปขัดขวางคู่รักตามต้นฉบับก็พอ!

ยิ่งคิด รอยยิ้มบนใบหน้าฉินเนี่ยนก็ยิ่งกว้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“คุณหนู...” จื่อเยว่เรียกอีกครั้ง คราวนี้ถึงกับเอียงคอมอง

หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ายามนี้ตนควรเป็นฉินเนี่ยนผู้หลงรักจี้ไป๋ มิใช่แม่สื่อที่กำลังดีใจเมื่อเห็นพระนางเริ่มมีวี่แววรักกัน รอยยิ้มที่แทบฉีกถึงใบหูจึงหายวับไปในพริบตา ก่อนนางจะก้มหน้าลงเล็กน้อย เปลี่ยนเป็นสีหน้าเศร้าสร้อยได้อย่างแนบเนียนสมกับเป็นนักแสดงมืออาชีพ

“แล้วจะให้ข้าทำอย่างไรได้เล่า” นางถอนหายใจเบาๆ “หากท่านพี่ไท่จื่อชอบคุณหนูซู ข้าก็คงห้ามสิ่งใดไม่ได้”

จื่อเยว่กับจื่ออิงมองหน้ากัน สีหน้าพลันเต็มไปด้วยความสงสาร หลายวันมานี้องค์ไท่จื่อก็หายหน้าไปเลยจริงๆ

ฉินเนี่ยนเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งแสดงต่อ “ดูสิ... ครั้งก่อนข้าเพียงแกล้งนางนิดหน่อย ท่านพี่ไท่จื่อก็สั่งให้ข้าอยู่แต่ในจวนเสียแล้ว คงกลัวว่าข้าจะออกไปหาเรื่องคุณหนูซูอีกกระมัง”

“คุณหนู...” จื่อเยว่ตาแดงขึ้น รีบเข้าไปกอดแขนผู้เป็นนาย ส่วนจื่ออิงเองก็ขยับเข้ามาลูบหลังปลอบอีกด้าน

พริบตาเดียว สามสาวก็เกาะกลุ่มกอดปลอบกันอยู่กลางศาลา โดยที่คนตรงกลางต้องพยายามอย่างหนักมิให้หลุดหัวเราะออกมา

ทว่านางยังดีใจได้ไม่ทันเต็มที่ เสียงทุ้มต่ำของแขกผู้ไม่ได้รับเชิญก็ดังขึ้นจากทางเข้าศาลาเสียก่อน

“ข้าไม่ยักรู้ว่าตนเองเคยไปสั่งห้ามคุณหนูฉินออกจากจวน เพราะสตรีอื่นตั้งแต่เมื่อใด”

เสียงนั้นทำวงกอดของสามสาวแตกกระเจิงในพริบตา ต่างหันขวับไปมองตามเสียง ก็เห็นว่าองค์ไท่จื่อที่กำลังยืนอยู่ตรงทางเข้าศาลา ต่างไม่รู้ว่าคนผู้นี้มาถึงตั้งแต่เมื่อใด และยิ่งไม่รู้ว่าเขาได้ยินอะไรไปมากน้อยเพียงไหน

จื่ออิงกับจื่อเยว่รีบลุกขึ้นคำนับพร้อมกัน

“ถวายพระพรองค์ไท่จื่อเพคะ”

“ตามสบาย”

เมื่อได้รับอนุญาต สองสาวใช้จึงถอยออกไปยืนอยู่ไม่ไกลอย่างรู้มารยาท ทิ้งฉินเนี่ยนให้เผชิญหน้ากับคนที่นางเพิ่งกล่าวหาไปสดๆ ร้อนๆ เพียงลำพัง

ส่วนฉินเนี่ยนก็รีบปั้นยิ้มเบิกบานยิ่งนัก “ท่านพี่ไท่จื่อมาถึงจวน เหตุใดมิให้บ่าวมารายงานเล่าเพคะ เดี๋ยวเนี่ยนเอ๋อร์จะออกไปหาที่เรือนรับรอง”

‘คนบ้าอะไร ชอบโผล่มาทำให้ตกใจอยู่เรื่อย!’

“ทำไม ข้ามาหาเจ้าที่นี่มิได้หรือ?”

ฉินเนี่ยนยิ้มเจื่อนๆ “แต่เมื่อก่อนท่านพี่ไม่เคยมานี่เพคะ”

จี้ไป๋ได้ยินชัดเจน แต่สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย อีกทั้งการมาพบคู่หมั้นที่ศาลาข้างเรือนของนางเช่นนี้ ก็หาได้ผิดธรรมเนียมใดไม่ เพียงแต่ในอดีตเขาไม่เคยทำก็เท่านั้น

เขาค่อยๆ เดินเข้าไปหานาง ก่อนถามย้ำด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “เมื่อครู่เจ้าพูดว่า ข้าสั่งให้เจ้าอยู่แต่ในจวนเพราะกลัวเจ้าจะไปรังแกซูชิงชิง?”

ฉินเนี่ยนกะพริบตาปริบๆ แล้วตอบอย่างใสซื่อ “มิใช่หรือเพคะ”

‘ฉันรู้ว่าไม่ใช่หรอก แต่ว่าวันนี้นายก็เพิ่งไปเจอชิงชิงมานี่นา’

จี้ไป๋มิได้ตอบคำถามนั้น เขาเพียงเดินเข้าไปนั่งลงข้างนางอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องรอคำเชิญ ก่อนล้วงหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ

ทันทีที่เห็นปกคุ้นตา ฉินเนี่ยนก็ลืมเรื่องเมื่อครู่ไปเสียสิ้น ดวงตากลมโตสว่างวาบ “หนังสือ!”

จี้ไป๋เหลือบมองนางอย่างขบขัน “เดิมทีวันนี้ข้าตั้งใจเอามาคืนให้เจ้า”

เขาพลิกบันทึกยอดสตรีแห่งต้าจิ่งในมือช้าๆ ก่อนกล่าวต่อ “แต่ดูแล้ว สามวันที่ผ่านมา เจ้าคงไม่ได้เป็นเด็กดีอย่างที่ข้าคิด”

ว่าแล้วชายหนุ่มก็ทำท่าจะเก็บหนังสือกลับเข้าอกเสื้อ ฉินเนี่ยนจึงรีบคว้ามือเขาเอาไว้ทันที

“เดี๋ยวก่อนเพคะ!”

จี้ไป๋ก้มมองมือเล็กที่เกาะข้อมือตนแน่น ก่อนเลื่อนสายตาขึ้นมองใบหน้าของนาง ที่ยามนี้เงยขึ้นมามองเขาตาปริบๆ

“ท่านพี่ไท่จื่อ... สามวันมานี้เนี่ยนเอ๋อร์ไม่ได้ออกจากจวนแม้แต่ก้าวเดียวเลยนะเพคะ เนี่ยนเอ๋อร์เป็นเด็กดีมาก”

“แต่เมื่อครู่เจ้าใส่ร้ายข้า”

“เนี่ยนเอ๋อร์ไม่ได้ใส่ร้ายนะเพคะ!” นางรีบส่ายศีรษะเสียจนปิ่นบนมวยผมสั่นตามไปด้วย

จี้ไป๋เลิกคิ้ว “เช่นนั้นเมื่อครู่ผู้ใดพูดว่า ข้าสั่งให้เจ้าอยู่แต่ในจวนเพราะกลัวเจ้าไปรังแกซูชิงชิง”

ฉินเนี่ยน “...”

ใบหน้าเล็กค่อยๆ ยู่ลงอย่างจนคำพูด

นางพูดมาตั้งเป็นร้อยประโยค เหตุใดคนผู้นี้ถึงต้องมาได้ยินเฉพาะประโยคที่ใช้ย้อนนางได้ทุกครั้งด้วยนะ!

 


ปกติได้ยินแต่เสียงในใจทำอะไรไม่ได้ คราวนี้ได้ยินเต็มสองหู พี่จะทำยังไงกับยัยน้อนดีน๊าาา

9fa6f9fd4ddeb8c1c45eca1d8f7bfbd1.jpg

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย

https://dekd.co/w/e/49959