LNCrawler

บทที่ 14/1 : เป็นเด็กดีที่สุด...

ข้านี่แหละนางร้ายชาเขียว — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 14/1 : เป็นเด็กดีที่สุด...

 

สุดท้ายหญิงสาวก็ถอนหายใจ ยอมลดทิฐิลงแล้วเอ่ยอย่างน่ารัก ทั้งยังพยายามทำสีหน้าให้จริงใจที่สุด “เนี่ยนเอ๋อร์ผิดไปแล้วเพคะ เนี่ยนเอ๋อร์ไม่ควรกล่าวหาท่านพี่โดยไม่มีหลักฐาน ท่านพี่อย่าโกรธเลยนะเพคะ”

จี้ไป๋มองใบหน้าของคนที่ไม่ได้เห็นมาสามวันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรอยยิ้มบางๆ จะปรากฏขึ้นตรงมุมปาก

“ข้ารับคำขอโทษ”

ฉินเนี่ยนยิ้มกว้าง รีบยื่นมือออกไป “เช่นนั้นหนังสือ...”

“แต่ข้ายังไม่ให้อภัย” จี้ไป๋เก็บหนังสือกลับเข้าอกเสื้อทันที

รอยยิ้มของนางแข็งค้าง “...เพคะ?”

“จากนี้ไถ่โทษด้วยการอยู่ในจวนต่ออีกครึ่งเดือน”

“หา... ครึ่งเดือน?!”

จี้ไป๋ปรายตามอง “หรือเจ้าไม่อยากได้หนังสือคืนแล้ว”

คำคัดค้านที่กำลังจะพรั่งพรูออกมาถูกฉินเนี่ยนกลืนกลับลงคอทันที นางเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนพยักหน้ารับอย่างจำใจเชื่อฟังเป็นที่สุด

“...ครึ่งเดือนก็ครึ่งเดือนเพคะ”

จี้ไป๋มองใบหน้ายอมจำนนนั้นแล้วรู้สึกเบิกบานขึ้นมา หากมิใช่เพราะเสียงในใจของนางยังดังต่อไปว่า

‘อยู่จวนก็อยู่จวนสิ ระยะนี้พวกนายเริ่มสานสัมพันธ์กันแล้วนี่ อย่างไรฉันก็ยังไม่ออกไปขวางตอนนี้หรอก’

จี้ไป๋ที่เมื่อครู่ยังอารมณ์ดีอยู่พลันนิ่งไป มุมปากที่เพิ่งยกขึ้นค่อยๆ ลดลง ก่อนเขาจะลุกขึ้นจากที่นั่งด้วยความหงุดหงิด

“จากนี้ไป ข้าจะมาดูความประพฤติของเจ้าทุกวัน!”

กล่าวจบเขาก็สะบัดชายแขนเสื้อหมุนกายเดินออกไปจากศาลา ทิ้งให้ฉินเนี่ยนมองตามแผ่นหลังของคนหัวเสียตาปริบๆ อย่างงุนงง

‘อะไรของเขาอีกเนี่ย!’

นางยกมือฟาดอากาศดังฉับด้วยความหงุดหงิด เมื่อครู่ยังอารมณ์ดีอยู่แท้ๆ เหตุใดจู่ๆ ถึงปรี๊ดแตกขึ้นมาเสียอย่างนั้น คนสมควรโมโหคือนางต่างหาก นางถูกขังต่อตั้งอีกครึ่งเดือนเลยนะ...

ทันทีที่องค์ไท่จื่อเดินห่างออกไป จื่ออิงกับจื่อเยว่ก็รีบกลับเข้ามาหาผู้เป็นนาย จื่อเยว่ผู้ขี้สงสัยรีบถามเป็นคนแรก

“คุณหนู เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ”

ฉินเนี่ยนหันกลับมาด้วยใบหน้าบึ้งตึง “จะมีอะไรอีก ก็เขาสั่งขังข้าเพิ่มอีกครึ่งเดือนน่ะสิ! ยังมีหน้ามาโมโหใส่ข้าอีก”

จื่อเยว่เบิกตากว้าง ก่อนความคิดหนึ่งจะแล่นขึ้นมา นางจึงหลุดปากถามทันที “เป็นเพราะคุณหนูซูหรือเจ้าค... อื้อ!”

“ชู่วววว!” ยังไม่ทันที่จื่อเยว่จะพูดจบ ฉินเนี่ยนก็เบิกตากว้าง รีบกระโจนเอามือตะครุบปิดปากสาวใช้ไว้แน่นสนิท ก่อนหันซ้ายหันขวา มองไปตามทางที่จี้ไป๋เพิ่งเดินจากไป ครั้นแน่ใจว่าไม่เห็นเงาของเขาแล้ว จึงค่อยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

“ต่อไปห้ามพูดเรื่องนี้เสียงดังอีก เข้าใจหรือไม่!”

หากเขาได้ยินคำว่า ‘ซูชิงชิง’ อีก บทลงโทษจากครึ่งเดือน อาจจะบานปลายกลายเป็นกักบริเวณครึ่งปี หรือตลอดชีวิตเลยก็ได้

จื่อเยว่พยักหน้าหงึกๆ ทั้งที่ยังถูกปิดปากอยู่

ฉินเนี่ยนจึงยอมปล่อยมือ

สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้... คือนางต้องหาทางเอาหนังสือสุดหวงของท่านพ่อคืนมาก่อน ส่วนแผนการอื่นค่อยว่ากันอีกที

 

ตลอดครึ่งเดือนนับจากวันนั้น ชีวิตอันสงบสุขของฉินเนี่ยนก็เหมือนจะสิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ เพราะแม้นางจะอยู่แต่ในจวนเจิ้งกั๋วกงอย่างเจี๋ยมเจี้ยม ทำตัวเป็นเด็กดีตามคำสั่งคนยึดหนังสือทุกประการ

แต่คนที่ประกาศว่าจะมาคุมความประพฤติ ก็ขยันมาปรากฏตัวต่อหน้านางทุกวันไม่เคยขาด ราวกับเกรงว่าหากคลาดสายตาไปเพียงวันเดียว นางจะก่อเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้อีก

บางวันจี้ไป๋มาหลังเลิกประชุมราชสำนักตั้งแต่ยามสาย แล้วอยู่ที่จวนเจิ้งกั๋วกงต่อจนฟ้ามืด บางวันมีราชกิจติดพันก็มาช่วงบ่าย ส่วนบางครั้งก็หายเงียบไปเกือบทั้งวันให้ฉินเนี่ยนได้ดีใจ ที่ไหนได้พอตกเย็น ร่างสูงสง่าในอาภรณ์ไท่จื่อ ก็ยังมาปรากฏตัวร่วมโต๊ะอาหารกับนางและบิดาเสียอย่างนั้น และไม่ว่าเขาจะมาเวลาใด ฉินเนี่ยนก็จำต้องออกไปอยู่เป็นเพื่อนคู่หมั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มราวกับยินดีเสียเต็มประดา

สิ่งที่น่าประหลาดยิ่งกว่านั้นคือ นับตั้งแต่องค์ไท่จื่อเริ่มไปมาหาสู่จวนเจิ้งกั๋วกงบ่อยครั้ง งานราชการในมือของเขาก็ดูเหมือนจะราบรื่นขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ผู้คนต่างคิดว่าพระองค์คงได้คำปรึกษาดีๆ จากเจิ้งกั๋วกงเป็นแน่

แต่สิ่งที่ผู้อื่นไม่รู้ และแม้แต่ต้นเหตุสำคัญก็ไม่รู้ตัวเช่นกัน

นั่นคือ ทุกครั้งที่ฉินเนี่ยนนั่งกินขนม อ่านนิยาย หรือทำหน้ายิ้มแฉ่งอยู่ข้างกายจี้ไป๋เพื่อพิสูจน์ว่าตนเป็นเด็กดีเพียงใด เสียงในใจของนางก็มักเผลอพาดพิงถึงเรื่องราชการในมือของเขาอยู่บ่อยครั้ง เช่นนั้นเขาจึงจดจำเอาไว้ไม่ตกหล่นแม้แต่น้อย

แน่นอนว่าเขาไม่เคยเชื่อสิ่งที่ได้ยินจากนางทั้งหมดโดยไร้ข้อกังขา หากแต่ใช้มันเป็นเบาะแส แล้วส่งคนไปสืบต่ออีกชั้น และเบาะแสเหล่านั้น กลับพาเขาไปพบสิ่งที่ถูกซุกซ่อนอยู่จริงเสมอ

บางคดีนำไปสู่บัญชีลับที่ถูกซ่อนไว้นานหลายปี บางเรื่องทำให้พบพยานซึ่งเคยถูกข่มขู่จนต้องหลบหนี กระทั่งขุนนางที่คิดว่าตนลบร่องรอยหมดสิ้นแล้วก็ยังถูกสาวไปถึงตัว ผู้ร่วมขบวนการถูกจับกุมทีละคน หลักฐานถูกนำขึ้นทูลต่อหน้าพระพักตร์ และคดีที่เคยไร้หนทางสืบต่อก็ถูกคลี่คลายลงอย่างต่อเนื่อง

เพียงเวลาไม่นาน ผลงานขององค์ไท่จื่อก็โดดเด่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

จนบรรดาขุนนางในราชสำนักต่างเริ่มจับตามองพระโอรสองค์นี้ของฝ่าบาทมากกว่าเดิม ขณะที่ผู้มีชนักติดหลังกลับพากันอยู่ไม่สุข บางคนเริ่มหลบหน้า ด้วยเกรงว่าคดีถัดไปที่ถูกขุดขึ้นมาตรวจสอบจะเป็นเรื่องของตน

ส่วนเรื่องที่ชาวเมืองหลวงให้ความสนใจไม่แพ้กัน ย่อมเป็นเรื่องขององค์ไท่จื่อกับคู่หมั้น

เดิมทีผู้คนต่างเล่ากันว่า องค์ไท่จื่อรังเกียจคู่หมั้นวัยเยาว์ถึงขั้นสมัครใจไปประจำชายแดนนานหลายปีเพื่อหลีกหนีการแต่งงาน ทว่ายามนี้เรื่องเล่ากลับกลายเป็นคนละเรื่อง

บ้างว่าองค์ไท่จื่อรักมั่นต่อคุณหนูฉินอย่างสุดหัวใจ

บ้างก็ว่า แม้องค์ไท่จื่อมีราชกิจรัดตัวเพียงใด ก็ยังต้องหาเวลาไปอยู่เป็นเพื่อนคู่หมั้นที่จวนเจิ้งกั๋วกงทุกวัน

กระทั่งมีผู้กล่าวอย่างซาบซึ้งว่า ทั้งสองช่างเป็นคู่สร้างคู่สมที่สวรรค์ประทานมาโดยแท้ ไม่นานวังหลวงคงมีข่าวมงคลเป็นแน่

ฉินเนี่ยนได้ยินข่าวลือนั้นแล้วแทบตกเก้าอี้

การถูกคู่หมั้นมานั่งคุมประพฤติทุกวี่ทุกวันน่ะหรือคือคู่สร้างคู่สม? นี่เรียกว่าสวรรค์กลั่นแกล้งชัดๆ!

มิหนำซ้ำ หลายวันนี้สายข่าวของนางยังรายงานมาว่า แม้ซูชิงชิงจะเริ่มหาทางเข้าหาจี้ไป๋แล้วดังที่นางหวัง ทว่าหลังจากองค์ไท่จื่อให้คนนำเงินทองไปตอบแทนบุญคุณที่อีกฝ่ายเคยช่วยชีวิตเขาไว้ที่เยี่ยนโจวจนสมควรแล้ว เขากลับไม่มีท่าทีว่าจะเปิดโอกาสให้นางเข้าใกล้อีกแม้แต่น้อย ราวกับตั้งใจขีดเส้นเรื่องบุญคุณกับเรื่องอื่นออกจากกันเสียให้ชัดเจน

ครั้งหนึ่งซูชิงชิงไปดักรออยู่ใกล้ตำหนักบูรพา จี้ไป๋กลับออกจากตำหนักทางประตูอีกด้าน อีกครั้งนางส่งคนมาขอเข้าเฝ้า เขาก็อ้างว่ามีราชการสำคัญต้องสะสาง แม้แต่โอกาสที่จะบังเอิญพบกัน ก็ยังถูกเขาหลีกเลี่ยงเสียแม่นยำ ราวกับรู้ล่วงหน้าว่านางจะไปปรากฏตัวอยู่ที่ใด

ฉินเนี่ยนฟังรายงานจบก็นั่งนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตบโต๊ะดังป้าบ!

“เขาได้ยินแน่!”

จื่อเยว่ที่กำลังรินชาสะดุ้งจนเกือบทำน้ำชาหก “ผู้ใดได้ยินอะไรหรือเจ้าคะ?”

 


หรือว่าน้องจะรู้ตัวแล้ว...

655276a3185bf4817749b602955f392c.jpg

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย

https://dekd.co/w/e/49959