LNCrawler

บทที่ 1/2 : พ่อตั๋วกลับบ้านของฉัน...

ข้านี่แหละนางร้ายชาเขียว — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 1/2 : พ่อตั๋วกลับบ้านของฉัน...

 

หลังจากล้างของพอกหน้าออกจนหมด ฉินเนี่ยนก็ปล่อยให้จื่ออิงกับจื่อเยว่ช่วยผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ เมื่อแต่งองค์ทรงเครื่องเรียบร้อย ร่างเล็กบอบบางก็ก้าวฉับๆ นำทางสองบ่าวข้างกายออกจากเรือนตรงไปยังประตูจวนเจิ้งกั๋วกงทันที ก่อนจะหันไปสั่งสารถีประจำรถม้าด้วยน้ำเสียงฉะฉาน

“ไปวังหลวง”

“คุณหนู ไม่ใช่ว่าเราต้องไปที่หน้าประตูเมืองหรือเจ้าคะ”

จื่อเยว่ผู้ขี้สงสัยรีบเอ่ยท้วง ในเมื่อคุณหนูของนางเฝ้าคะนึงหาองค์ไท่จื่อมาตั้งหลายปี วันนี้อีกฝ่ายกลับเมืองหลวงเสียที ก็ควรจะรีบไปยืนรอต้อนรับให้พระองค์เห็นที่หน้าประตูเมืองมิใช่หรือ

“เอาน่ะ” ฉินเนี่ยนยิ้มหวานตอบเพียงเท่านั้นมิได้อธิบายอีก ก่อนจะก้าวขึ้นรถม้าไปอย่างอารมณ์ดี

จะให้นางไปยืนรอเขาที่หน้าประตูเมืองทำไมเล่า? ที่นั่นมีแต่ผู้คนที่ออกไปรอต้อนรับแน่นขนัด

ตามบทฉินเนี่ยนผู้คลั่งรักจี้ไป๋จนรีบไปเบียดถึงแถวหน้าได้ สุดท้ายก็ได้แต่มองจี้ไป๋ควบม้าผ่านไปจากที่ไกลๆ โดยที่เขาไม่เห็นนางอยู่ในสายตาแม้แต่น้อยด้วยซ้ำ แล้วนางยังจะไปทำไมให้เหนื่อยเสียเปล่า...

อีกอย่าง หากเดินตามบทเดิมของฉินเนี่ยนทุกประการ เซี่ยซินหรานจะได้กลับบ้านเมื่อใดกัน ยามนี้นางต้องทำทุกวิถีทางให้ได้กลับบ้านไวที่สุด

เช่นนั้นเจ็ดวันที่ผ่านมาเซี่ยซินหรานไม่ได้อู้งานแม้แต่น้อย นางขยันเขียน ‘จดหมายรัก’ ถึงคู่หมั้นวันละสองฉบับ ให้องครักษ์ควบม้าเร็วไล่ส่งไปตามเส้นทางกลับเมืองหลวงทุกเช้าค่ำ ทั้งบรรยายความคะนึงหาอย่างสุดหัวใจ ทั้งคิดถึงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ทั้งเฝ้ามองจันทร์แล้วนึกถึงใบหน้าของเขา กระทั่งถ้อยคำอย่าง ‘หนึ่งวันไม่พบประหนึ่งสามสารท’ ที่ชวนอ้วกนั้น ยังถูกนางหยิบมาใช้เสียจนคนเขียนเองอ่านทวนแล้วแทบขนลุก

เจ็ดวัน สิบสี่ฉบับ

ป่านนี้พ่อตั๋วกลับบ้านคงกระอักความคิดถึงจนจุกอกแทบตายแล้วกระมัง ไม่เช่นนั้นจะมาถึงเมืองหลวงก่อนกำหนดสองวันได้อย่างไร ฮิฮิ

คิดแล้วริมฝีปากของฉินเนี่ยนก็ยิ่งโค้งขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำตอนนี้ไม่ใช่ไปยืนโบกมืออยู่หน้าประตูเมือง แต่ต้องรีบเข้าไปประจบเสด็จอาต่างหาก ยิ่งเขาไม่ชอบสิ่งใด นางก็ยิ่งต้องทำสิ่งนั้น!

อีกอย่างเมื่อจี้ไป๋เข้าเฝ้าฮ่องเต้แล้ว ก็ย่อมต้องไปคารวะพระมารดาที่ตำหนักคุนหนิงต่ออยู่ดี ที่นี่ต่างหากที่นางร้ายจะได้พบพระเอก สู้ไปนั่งสบายๆ กินขนมอร่อยๆ รอตั๋วกลับบ้านเดินมาหาเองดีกว่า

จื่อเยว่กับจื่ออิงมองรอยยิ้มสุขใจของผู้เป็นนายแล้วสบตากันเงียบๆ ทั้งคู่ต่างเข้าใจไปในทางเดียวกันว่า คุณหนูคงดีใจเหลือเกินที่คู่หมั้นกลับมา จึงไม่ได้ซักถามสิ่งใดอีก

เมื่อรถม้าหยุดลงบริเวณหน้าประตูพระราชวัง จื่ออิงก็ลงไปก่อน แล้วหันกลับมายื่นมือประคองผู้เป็นนายอย่างระมัดระวัง

“คุณหนู ค่อยๆ เจ้าค่ะ”

คำว่า ‘ค่อยๆ’ ถูกเน้นเสียจนฉินเนี่ยนรู้สึกเหมือนถูกดูแคลนความสามารถในการเดินอย่างไรชอบกล คงเพราะช่วงนี้นางล้มบ่อยไปแล้ว

นางจับมือสาวใช้ก้าวลงจากรถม้า คราวนี้ปลายเท้าแตะพื้นอย่างมั่นคงดี ไม่มีสะดุด ไม่มีล้ม ฉินเนี่ยนจึงยืดหลังขึ้นด้วยความพอใจ ก่อนเงยหน้ามองพระราชวังเบื้องหน้า แล้วดวงตาก็ค่อยๆ เบิกกว้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ยามนี้เบื้องหน้าเป็นกำแพงวังสูงตระหง่านทอดยาวสุดสายตา ประตูสีชาดบานใหญ่ตั้งเด่นอยู่ใต้หลังคากระเบื้องเคลือบซ้อนชั้น สิ่งปลูกสร้างแต่ละแห่งโอ่อ่าและละเอียดประณีตเกินพรรณนา

แม้ในหัวจะมีความทรงจำของฉินเนี่ยนอยู่ครบถ้วน ทั้งเส้นทาง ประตู ตำหนัก และอุทยานภายในวัง แต่พอได้มาเห็นด้วยตาตนเอง เซี่ยซินหรานก็ยังตื่นตาตื่นใจอยู่ดี เพราะมันช่างงดงามและยิ่งใหญ่อลังการกว่าฉากพระราชวังทุกเรื่องที่ตนเคยไปถ่ายละครมาเป็นไหนๆ

“คุณหนูเจ้าคะ”

เสียงของจื่ออิงทำให้นางละสายตากลับมา

“คุณหนูรักษาตัวด้วยนะเจ้าคะ หากรู้สึกปวดศีรษะหรือไม่สบายแม้เพียงนิด ต้องรีบบอกคนของตำหนักคุนหนิงทันที” จื่ออิงกำชับด้วยความเป็นห่วง เพราะสาวใช้ทั้งสองติดตามเข้าไปในเขตพระราชฐานชั้นในไม่ได้

“ข้ารู้แล้ว” นางรับด้วยรอยยิ้มหวาน

จื่ออิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ “แล้วหากพบองค์ไท่จื่อ...”

“อย่ากังวลเลย...” ฉินเนี่ยนขัดขึ้นมิได้ให้คนเป็นห่วงได้พูดจนจบ นางเข้าใจความหมายนั้นดี แม้ภายในวังจะไม่มีผู้ใดกล้ารังแกคุณหนูฉิน ทว่านั่นมิใช่สำหรับไท่จื่อจี้ไป๋ ที่แต่ไหนแต่ไรก็ชังน้ำหน้าคู่หมั้นผู้นี้เข้าไส้

แต่ที่จื่ออิงไม่รู้ คือฉินเนี่ยนแทบอยากจะรีบๆ เข้าไปให้ตั๋วกลับบ้านของนางฟันคอฉับ ไม่ต้องเดินกลับออกมาอีกเลยยิ่งดี!

คิดแล้วนางก็โบกมือให้สาวใช้ทั้งสอง ก่อนหมุนตัวเดินเข้าไปในพระราชวังตามความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม

เพียงไม่นาน ฉินเนี่ยนก็มาถึงตำหนักคุนหนิงที่ประทับของฮองเฮา นางกำนัลรีบออกมาต้อนรับ ทว่าทุกคนล้วนเบิกตากว้าง ลอบมองคุณหนูฉินด้วยความแปลกใจ ก่อนจะรีบนำทางนางเข้าไปพบเจ้าของตำหนัก

แน่นอนละ ใครจะอดไม่มองคุณหนูฉินในวันนี้ได้

เพราะฉินเนี่ยนในวันนี้แต่งกายผิดแปลกไปจากเดิมมาก เมื่อก่อนนางมักชอบประโคมเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดและเครื่องประดับเต็มศีรษะ ทว่าบัดนี้กลับเลือกสวมเพียงชุดสีม่วงอ่อนปักลายดอกไห่ถังสีขาว เรือนผมดำขลับเกล้าขึ้นอย่างเรียบง่าย ประดับเพียงปิ่นหยกขาวกับไข่มุกเม็ดเล็กไม่กี่ชิ้น แต่มันกลับยิ่งขับเน้นให้นางดูสง่างามและฉายความน่าเอ็นดูออกมาจนจับตา

ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในร่างนี้ เซี่ยซินหรานก็ลงมือปรับการแต่งกายของคุณหนูฉินเสียใหม่ แม้รู้ดีว่าตนอาจอยู่ในร่างนี้ไม่นาน แต่ดาราสาวที่รักสวยรักงามเช่นนางจะปล่อยไปได้อย่างไร

เช่นนั้นเพียงลดสีสันลงและใช้เครื่องประดับให้น้อยลง ความน่ารักน่าเอ็นดูของฉินเนี่ยนก็ยิ่งเด่นขึ้นทันตาแล้ว

เมื่อฉินเนี่ยนปรากฏตัวต่อหน้าพระพักตร์ฉินฮองเฮา ที่ยามนี้กำลังประทับอยู่บนตั่งไม้จันทร์หอมภายในห้องโถงรับรองของตำหนัก พระนางก็ทอดพระเนตรหลานสาวแสนรักที่ก้าวเข้ามาจนตาค้างไปชั่วขณะไม่ต่างจากคนอื่น

“เนี่ยนเอ๋อร์?”

ฉินเนี่ยนฉีกยิ้มหวานก่อนย่อกายลงอย่างงดงาม “เนี่ยนเอ๋อร์ถวายพระพรเสด็จอาเพคะ”

“ลุกขึ้นเถิด มาใกล้ๆ ให้อาดูหน่อย”

น้ำเสียงของฉินฮองเฮาเต็มไปด้วยความเอ็นดู ฉินเนี่ยนจึงลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย พอถึงข้างตั่ง พระนางก็จับมือนางดึงเข้ามานั่งใกล้ๆ ก่อนทอดพระเนตรตั้งแต่ใบหน้าไปจนถึงอาภรณ์อย่างละเอียด

“วันนี้เนี่ยนเอ๋อร์ของอางามแปลกตานัก”

ฉินเนี่ยนกะพริบตา “แปลว่าเมื่อก่อนเนี่ยนเอ๋อร์ไม่งามหรือเพคะ”

“ผู้ใดพูดเช่นนั้น” ฉินฮองเฮาตรัสทันที “เมื่อก่อนก็งามอยู่แล้ว วันนี้เพียงแต่งได้เหมาะกับเจ้ามากขึ้น จึงยิ่งงามกว่าเดิมต่างหาก”

ริมฝีปากของฉินเนี่ยนโค้งขึ้นทันที “เพราะเสด็จอาของเนี่ยนเอ๋อร์งดงามอย่างไรเล่าเพคะ เนี่ยนเอ๋อร์จึงได้งดงามตามไปด้วย”

“เจ้านี่นะ ปากหวานขึ้นอีกแล้ว” ฉินฮองเฮาหัวเราะเบาๆ บรรยากาศในตำหนักเต็มไปด้วยความอบอุ่นผ่อนคลาย

“เนี่ยนเอ๋อร์พูดแต่ความจริงทั้งนั้นเพคะ” ฉินเนี่ยนตอบหน้าตาใสซื่อ ก่อนขยับเข้าไปคล้องพระกรของอีกฝ่ายอย่างสนิทสนม “เสด็จอาสบายดีหรือไม่เพคะ ไม่เจอกันหลายวัน หลานคิดถึงเสด็จอาเหลือเกิน”

“อาสบายดี ว่าแต่อาการศีรษะเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”

“หายดีแล้วเพคะ” ฉินเนี่ยนรีบตอบ

“แน่หรือ”

“แน่เพคะ เนี่ยนเอ๋อร์แข็งแรงจะตาย”

ฉินฮองเฮามองรูปร่างบอบบางตรงหน้า แล้วเงียบไปครู่หนึ่งราวกับยังไม่แน่พระทัย ฉินเนี่ยนจึงรีบเปลี่ยนคำ

“เอ่อ... แข็งแรงกว่าที่เห็นอยู่สักหน่อยเพคะ”

“เช่นนั้นก็ดี” พระนางลูบหลังมือหลานรักเบาๆ “คราวหน้าจะโกรธอะไรผู้ใดก็อย่าเอาร่างกายตัวเองไปลง เจ้าเป็นอะไรขึ้นมา บิดาเจ้าคงพลิกเมืองหลวงหาคนมารับผิดจนวุ่นวาย และข้าจะอยู่อย่างไรเล่า”

ฉินเนี่ยนหัวเราะแห้งๆ “เนี่ยนเอ๋อร์ทราบแล้วเพคะ”

จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ฉินเนี่ยนเกิดในช่วงบ้านเมืองไม่สงบ ขณะที่ฉินอี้กำลังออกรบอยู่แนวหน้า มารดาต้องคลอดนางเพียงลำพังก่อนเสียเลือดมากจนสิ้นใจ

ด้วยเหตุนี้ ฉินฮองเฮาจึงยิ่งสงสารหลานสาวนัก พระนางรับฉินเนี่ยนเข้ามาเลี้ยงด้วยพระองค์เองตั้งแต่เกิด แม้ยามฉินอี้กลับจากศึกแล้ว พระนางก็มักให้คนไปรับฉินเนี่ยนเข้าวังมาอยู่ด้วยครั้งละหลายวัน

บ้างก็นอนที่ตำหนักคุนหนิง บ้างก็วิ่งเล่นอยู่ในอุทยานหลังตำหนักกับจี้ไป๋ เช่นนั้นสำหรับฉินฮองเฮา ฉินเนี่ยนจึงไม่ใช่เพียงบุตรสาวของพี่ชาย แต่แทบไม่ต่างจากพระธิดาอีกคนหนึ่ง

ส่วนตัวฉินอี้เอง นับตั้งแต่สูญเสียภรรยาอันเป็นที่รัก เขาก็ไม่เคยรับอนุหรือแต่งภรรยาใหม่ และเลี้ยงดูบุตรสาวเพียงคนเดียวที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจมาตลอด ทั้งสองคนจึงนับว่าเป็นคนที่รักฉินเนี่ยนอย่างสุดหัวใจ

สองอาหลานพูดคุยกันอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งขันทีคนสนิทเข้ามาคำนับ

“ทูลฮองเฮา องค์ไท่จื่อเสด็จมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”

ทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น มือของฉินเนี่ยนที่กำลังหยิบขนมอยู่พลันหยุดค้าง หัวใจดวงน้อยก็เต้นรัวเร็วขึ้นมาทันที ตึกตัก! ตึกตัก!

มาแล้ว... ในที่สุดตั๋วกลับบ้านของฉันก็มาถึงแล้ว!

ฉินฮองเฮาไม่ได้ทันสังเกตความผิดปกติของหลานสาว เพียงพยักพระพักตร์

“ให้เขาเข้ามา”

ฉินเนี่ยนเผลอนั่งตัวตรงขึ้น ดวงตากลมโตจับจ้องไปยังประตูตำหนัก

เพียงอึดใจเดียว ร่างสูงใหญ่สง่างามก็ก้าวเข้ามา หญิงสาวก็ถึงกับชะงัก ลืมหายใจไปโดยไม่รู้ตัว

 


มาแล้ววววว พ่อตั๋วกลับบ้านของน้อง

มาลุ้นกันค่ะ ว่าคนที่กำลังกระอักความคิดถึงจนจุกอกอยู่ จะลงมือส่งน้องกลับบ้านเลยมั้ยน๊าาาา

b26238a6057bc3ed49243b7f727ca9e5.jpg