บทที่ 14/2 : มีรางวัลด้วยหรือ...
บทที่ 14/2 : มีรางวัลด้วยหรือ...
จื่อเยว่ที่กำลังรินชาสะดุ้งจนเกือบทำน้ำชาหก “ผู้ใดได้ยินอะไรหรือเจ้าคะ?”
ฉินเนี่ยนชะงัก ก่อนรีบหุบปากฉับ ยกถ้วยชาขึ้นดื่มรวดเดียวเพื่อกลบเกลื่อนความโมโห
‘ตาจี้ไป๋ต้องได้ยินจี้เซวียนคุยกับชิงชิงในคืนนั้นแน่ๆ ไม่อย่างนั้นเขาจะตัดทุกทาง หลบเลี่ยงนางเสียแม่นยำถึงเพียงนี้ได้อย่างไร!’
หญิงสาววางถ้วยชาลง แล้วเท้าคางอย่างหมดเรี่ยวแรง ดวงตากลมโตทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเลื่อนลอย
‘จี้ไป๋เอ๋ยจี้ไป๋ นายเป็นพระเอกของเรื่องนะ! ช่วยให้ความร่วมมือกับบทของตัวเองสักหน่อยไม่ได้หรือไง!’
ยิ่งคิด ก็ยิ่งกลุ้ม
หากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป อย่าว่าแต่จะทำให้จี้ไป๋รักซูชิงชิงแล้วหันมาฆ่าฉินเนี่ยนตามเนื้อเรื่องเดิมเลย เกรงว่านางคงต้องแก่ตายอยู่ในจวนเจิ้งกั๋วกงเสียก่อนจะได้กลับบ้านจริงๆ แล้ว
ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียงความคิด บ่าวจากเรือนหน้าก็รีบวิ่งเข้ามารายงานว่า
“คุณหนู องค์ไท่จื่อมาถึงจวนแล้วเจ้าค่ะ”
เซี่ยซินหรานฟังแล้ว นางก็แทบอยากเอาศีรษะโขกโต๊ะตรงหน้าเสียให้รู้แล้วรู้รอด ครึ่งเดือนมานี้นางต้องคอยปรนนิบัติเอาอกเอาใจ ยิ้มหวาน พูดจาไพเราะ และออดอ้อนเขาอย่างที่ฉินเนี่ยนคนเดิมเคยทำ นางแทบจะถูกบทชาเขียวที่ต้องเล่นต่อหน้าจี้ไป๋ทุกวันทรมานจนตายอยู่แล้ว!
จื่ออิงที่ไม่รู้ความทุกข์ในใจของผู้เป็นนายกลับรีบเตือน “คุณหนู... องค์ไท่จื่อรออยู่นะเจ้าคะ”
จื่อเยว่เองก็รีบเสริม “รีบไปทำคะแนนเถิดเจ้าค่ะคุณหนู ช่วงนี้องค์ไท่จื่อมาหาท่านทุกวันเช่นนี้ คุณหนูซูผู้นั้นคงหมดหวังแล้ว”
ฉินเนี่ยนหัวเราะขื่นๆ เมื่อได้ฟัง ก่อนหยัดกายลุกขึ้นแล้วเดินออกจากเรือนมุ่งหน้าไปยังเรือนรับรอง เพราะหากช้ากว่านี้ มีหวังจี้ไป๋จะเป็นฝ่ายเดินมาถึงเรือนของนางก่อนแน่
อย่างไรวันนี้ก็ครบกำหนดที่เขาสั่งให้นางเป็นเด็กดีแล้ว นางต้องเอาหนังสือของบิดาคืนมาให้จงได้!!
และแล้วเมื่อฉินเนี่ยนเดินมาได้เพียงครึ่งทาง นางก็เห็นร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีดำสนิทกำลังเดินตรงมาตามทางหินจริงดังที่คิด หญิงสาวจึงรีบสาวเท้าเข้าไปหา ก่อนยอบกายคำนับอย่างเรียบร้อย
“คารวะท่านพี่ไท่จื่อเพคะ”
จี้ไป๋หยุดฝีเท้า พลางมองหญิงสาวในอาภรณ์สีม่วงอ่อนตรงหน้า ก่อนเอ่ยหยอกด้วยน้ำเสียงสบายๆ
“วันนี้เจ้ามาช้าไปหนึ่งเค่อ”
ฉินเนี่ยนเงยหน้าขึ้นไปมองคนตรงต่อเวลา ก่อนรีบเอ่ยอย่างว่าง่าย “ขออภัยเพคะท่านพี่ คราวหน้าเนี่ยนเอ๋อร์จะไม่ให้ท่านต้องรออีก”
จี้ไป๋มองท่าทางพยายามเจี๋ยมเจี้ยมของคนตรงหน้าด้วยแววตาเอ็นดู แต่มิได้เอ่ยแกล้งนางอันใดอีก เพียงเดินนำไปยังศาลาข้างสระซึ่งอยู่ไม่ไกลอย่างคุ้นเคย ราวกับจวนเจิ้งกั๋วกงแห่งนี้เป็นตำหนักบูรพาอีกแห่งของตนไปเสียแล้ว
ฉินเนี่ยนเห็นดังนั้นก็สาวเท้าตามไปนั่งอีกฝั่ง ทันทีที่สาวใช้นำกาน้ำชาเข้ามาวาง นางก็รีบรับหน้าที่รินชาให้เขาด้วยตนเอง ก่อนเลื่อนถ้วยไปตรงหน้าอย่างรู้ความเป็นที่สุด
“น้ำชาเพคะท่านพี่ อุ่นกำลังดีตามที่ท่านพี่ชอบเลย”
จี้ไป๋รับถ้วยชามา “เนี่ยนเอ๋อร์ช่างเป็นเด็กดีเสียจริง”
คำชมนั้นฟังดูเลื่อนลอยเสียจนฉินเนี่ยนรู้สึกว่า ตัวเองเหมือนเป็นลูกสุนัขที่เพิ่งถูกลูบศีรษะเสียมากกว่าจะเป็นคู่หมั้นของเขาเสียอีก กระนั้นนางยังยิ้มอ่อนหวาน
“ขอบพระทัยเพคะ”
จากนั้นก็เงียบสนิท ไม่พูด ไม่ถาม และที่สำคัญที่สุด ไม่ทวงหนังสือ
หลายวันมานี้ฉินเนี่ยนค้นพบสัจธรรมประการหนึ่งแล้ว ยิ่งนางแสดงออกว่าอยากได้หนังสือคืนมากเท่าใด คนตรงหน้าก็ยิ่งดูสนุกกับการยึดมันไว้นานขึ้นเท่านั้น เช่นนั้นวันนี้นางจะไม่หลงกลอีกแล้ว
เขาอยากคืนก็คืน ไม่คืนก็... ‘...คืนเถอะนะ ขอร้องละ’
โชคดีที่แผนทำเป็นไม่สนใจของนางดูเหมือนจะได้ผล
หลังจากจี้ไป๋จิบชาไปเพียงอึกเดียวก็วางถ้วยลง จากนั้นล้วงหนังสือเล่มบางออกมาจากอกเสื้อ แล้วเลื่อนไปตรงหน้าหญิงสาว
“พี่คืนให้”
ดวงตากลมโตของฉินเนี่ยนเป็นประกายขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนเจ้าตัวจะรีบกดมันลงอย่างรวดเร็ว
“ขอบพระทัยเพคะ”
นางยิ้มอย่างสำรวม ไม่แสดงออกแม้แต่น้อยว่าดีใจเพียงใด เพียงค่อยๆ ยื่นมือไปรับหนังสือมา ทว่าเมื่อหนังสือแตะมือนางเท่านั้น ก็รีบคว้ามายัดเข้าอกเสื้อตนเองในชั่วพริบตา
เมื่อได้หนังสือคืนมาแล้ว ฉินเนี่ยนก็ยืดหลังขึ้นทันที รู้สึกปลอดภัยขึ้นมาหลายส่วน อย่างไรเสียเขาก็คงไม่กล้ายื่นมือมาค้นในอกเสื้อนางหรอก!
ขณะที่จี้ไป๋มองคนพูดน้อยลงตรงหน้าด้วยแววตาขบขัน ระยะนี้ยามเขามาหา นางสงบเสงี่ยมขึ้นมาก กระทั่งชื่อซูชิงชิงที่เมื่อก่อนมักหลุดออกมาจากปากหรือไม่ก็เสียงในใจอยู่เสมอ ระยะนี้ก็กลับแทบไม่ได้ยินเลย
โดยหารู้ไม่ว่า ทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้าเขา เซี่ยซินหรานต้องระวังตัวแทบทุกฝีก้าวราวกับเดินอยู่บนธารน้ำแข็ง แม้แต่จะคิดถึงซูชิงชิงยังต้องรีบหักห้ามใจเอาไว้ เพราะกลัวว่าเพียงเผลอคิดเพลินไปแล้วจะหลุดปากพูดออกมาอีก เช่นนั้นจากเด็กดีครึ่งเดือน ก็อาจกลายเป็นเด็กดีครึ่งปีได้โดยไม่รู้ตัว
“เป็นเด็กดีถึงเพียงนี้ เจ้าอยากได้รางวัลหรือไม่”
ฉินเนี่ยนกะพริบตา “มีรางวัลด้วยหรือเพคะ?”
“ว่ามา หากพี่ให้ได้ พี่จะให้”
อย่างน้อยก็ถือเสียว่าเป็นการตอบแทนเบาะแสที่นางเผลอมอบให้เขามาตลอดครึ่งเดือนนี้ เพราะหากมิได้เสียงในใจของนางช่วยชี้ทาง งานหลายเรื่องคงไม่อาจคืบหน้าได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
“อืม...” ฉินเนี่ยนทำทีครุ่นคิด ก่อนตอบว่า “เนี่ยนเอ๋อร์อยากไปชมดอกเบญจมาศป่าที่หุบเขาจิ่นหลันเพคะ ได้ยินจื่อเยว่เล่าว่าระยะนี้คุณหนูในเมืองหลวงมักไปเที่ยวชมกัน ยามนี้ก็ใกล้หมดฤดูกาลแล้ว หากช้ากว่านี้เกรงว่าดอกไม้คงโรยเสียก่อน”
จี้ไป๋ได้ยินก็ยิ้มอย่างอารมณ์ดี อย่างไรนางก็ยังเป็นเพียงดรุณีตัวน้อย อีกทั้งนับตั้งแต่เกิดเรื่องที่ร้านหนังสือ นางก็แทบไม่ได้ก้าวพ้นจวนเจิ้งกั๋วกงมานานแล้ว ย่อมอึดอัดอยากออกไปเที่ยวเล่นบ้างเป็นธรรมดา
“ได้”
คำตอบของเขาง่ายดายเสียจนฉินเนี่ยนแทบไม่อยากเชื่อหู
“จริงหรือเพคะ?”
“พี่พูดคำไหนคำนั้น”
รอยยิ้มบนใบหน้าเล็กพลันกว้างขึ้นอย่างปิดไม่มิด “เช่นนั้น... พรุ่งนี้เลยได้หรือไม่เพคะ?”
จี้ไป๋มองสีหน้าคาดหวังของนางแล้วหัวเราะเบาๆ “เหตุใดจึงรีบร้อนถึงเพียงนั้น”
“ก็ใกล้หมดฤดูกาลแล้วนี่เพคะ” ฉินเนี่ยนตอบหน้าซื่อ
‘ยิ่งเร็วก็ยิ่งดีสิ ฉันอยู่แต่ในจวนมาตั้งครึ่งเดือนแล้วนะ!’
จี้ไป๋ได้ยินแล้วเพียงยกคิ้ว หากมิได้เปิดโปงนาง
“ตกลง พรุ่งนี้เช้าพี่จะมารับ”
“เพคะ!” คราวนี้น้ำเสียงตอบรับสดใสเสียจนต่างจากเด็กดีผู้สงบเสงี่ยมเมื่อครู่ราวกับคนละคน
จี้ไป๋หัวเราะเบาๆ ก่อนหยัดกายลุกขึ้น ในเมื่อพรุ่งนี้ตั้งใจจะพานางออกนอกเมืองทั้งวัน เขาก็ต้องกลับไปสะสางราชกิจที่ยังคั่งค้างให้เรียบร้อยเสียก่อน
“พี่จะกลับแล้ว”
ฉินเนี่ยนรีบลุกตาม “เนี่ยนเอ๋อร์ไปส่งเพคะ”
“ไม่ต้อง เจ้าพักเถิด”
นางยอบกายอย่างว่าง่าย “เช่นนั้นเดินทางดีๆ นะเพคะท่านพี่”
จี้ไป๋พยักหน้า ก่อนหมุนกายจากไป
ครั้นแผ่นหลังสูงลับพ้นศาลา ฉินเนี่ยนก็รีบล้วงหนังสือที่ซ่อนอยู่ในอกเสื้อออกมากอดแน่น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
ในที่สุดหนังสือก็กลับมาอยู่ในมือนางเสียที
คราวนี้... นางจะได้เริ่มแผนใหม่อย่างจริงจังแล้ว!!!
เป็นไทยแล้วล่ะ... พี่เกียมปวดหัวรอบใหม่เลย!!

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย