บทที่ 15/1 : เริ่มแผนการใหม่
บทที่ 15/1 : เริ่มแผนการใหม่
รุ่งสางวันถัดมา ฉินเนี่ยนก็ตื่นขึ้นแต่เช้า หลังล้างหน้าล้างตาเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวจึงนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ปล่อยให้จื่ออิงช่วยเกล้าผม ส่วนจื่อเยว่คอยหยิบเครื่องประดับส่งให้อยู่ข้างๆ
วันนี้ผู้เป็นนายดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ จื่อเยว่ลอบมองอยู่หลายครั้ง ในที่สุดก็อดขยับเข้าไปกระซิบกับจื่ออิงไม่ได้ “วันนี้คุณหนูดูอารมณ์ดีนัก”
จื่ออิงเหลือบมองเงาร่างเล็กในกระจก ก่อนรอยยิ้มจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า “ได้ออกไปเที่ยวกับองค์ไท่จื่อทั้งที จะไม่ให้อารมณ์ดีได้อย่างไร”
จื่อเยว่ได้ฟังก็พยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วยที่สุด
โดยทั้งสองคนหารู้ไม่ว่า เหตุผลที่ฉินเนี่ยนอารมณ์ดีตั้งแต่เช้า หาใช่เพราะจะได้ออกไปเที่ยวกับจี้ไป๋ไม่ แต่เป็นเพราะแผนการที่นางวางเอาไว้เมื่อวานต่างหาก
เมื่อวานหลังจากจี้ไป๋จากไป นางให้จื่อเยว่ลอบนำข่าวออกไปปล่อยให้ซูชิงชิงได้ยินว่า วันนี้องค์ไท่จื่อจะเสด็จไปชมดอกเบญจมาศป่าที่หุบเขาจิ่นหลัน ส่วนเหตุผลที่ใช้เกลี้ยกล่อมสาวใช้ทั้งสองก็ง่ายดายยิ่งนัก นางเพียงบอกว่าอยากให้ซูชิงชิงตามไปเห็นกับตาเสียทีว่าองค์ไท่จื่อรักผู้ใดกันแน่
ทั้งสองได้ฟังก็ไม่เพียงไม่ห้าม ยังพร้อมใจกันช่วยผู้เป็นนายอย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะจื่อเยว่ที่รับหน้าที่ปล่อยข่าวด้วยตนเองอย่างกระตือรือร้น
แต่ความจริงแล้ว ฉินเนี่ยนมิได้คิดจะพาจี้ไป๋ไปอวดผู้ใดเลยแม้แต่น้อย นางกำลังกลับไปทำหน้าที่แม่สื่อจำเป็นอีกครั้งต่างหาก
จากข่าวที่ได้รับรายงานมาในระยะนี้ ในเมื่อพระเอกไม่ยอมเปิดโอกาสให้นางเอกได้ทำคะแนน นางก็จะเป็นคนสร้างโอกาสให้เอง!
ซูชิงชิงที่กำลังพยายามเข้าหาจี้ไป๋อยู่แล้ว ขอเพียงได้ยินว่าวันนี้เขาจะไปหุบเขาจิ่นหลัน นางย่อมต้องหาโอกาสตามไปพบอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นก็เพียงให้ทั้งสองพบกันโดยบังเอิญ ท่ามกลางหุบเขาที่ดอกเบญจมาศป่ากำลังบานสะพรั่ง บรรยากาศดีถึงเพียงนั้น หากได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ความสัมพันธ์ที่หยุดชะงักอยู่ ก็น่าจะขยับไปข้างหน้าได้บ้าง
ส่วนตัวนางก็เพียงหาเหตุผลปลีกตัวออกมา เปิดทางให้พระเอกกับนางเอกได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง เท่านี้เส้นทางกลับบ้านของเซี่ยซินหรานก็กลับมาสดใสอีกครั้งแล้ว!
กระทั่งจื่ออิงแต่งกายให้ผู้เป็นนายเรียบร้อยแล้ว จึงถอยออกไปหนึ่งก้าว มองสำรวจผลงานของตน ก่อนจะยิ้มอย่างพึงพอใจ
“คุณหนู ชุดนี้งามมากเจ้าค่ะ เข้ากับคุณหนูเหลือเกิน”
ฉินเนี่ยนพลันได้สติ นางเงยหน้ามองเงาของตนเองในกระจกทองเหลือง ก่อนจะยิ้มอย่างพอใจเช่นกัน
วันนี้หญิงสาวเลือกสวมอาภรณ์สีฟ้าอ่อน ผ้าเนื้อนุ่มพลิ้วไหวรับกับรูปร่างเล็กบอบบาง เส้นผมดำขลับถูกเกล้าอย่างประณีต ประดับด้วยปิ่นหยกเพียงไม่กี่ชิ้น ทำให้ดูอ่อนหวานแต่สดใสกว่าทุกวัน
จื่อเยว่ที่กำลังจัดชายแขนเสื้อให้นางอยู่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้ามองผู้เป็นนายอีกครั้งอย่างครุ่นคิด
“เหตุใดบ่าวจึงรู้สึกว่าชุดนี้คุ้นตาชอบกลนะเจ้าคะ...”
ฉินเนี่ยนปรายตามองคนพูด อยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยว่าอย่างไรต่อ
จื่อเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พลันนึกออก “จริงด้วย! สีคล้ายชุดที่คุณหนูซูชอบสวมเลยเจ้าค่ะ”
ฉินเนี่ยนแทบอยากยกนิ้วโป้งให้ ในขณะที่จื่ออิงที่ยืนอยู่ข้างกันหันขวับไปมองทันที
“เหมือนตรงไหนกัน!”
“ก็สี...”
“ถึงสีจะคล้ายกัน แต่คุณหนูของเรางามกว่าตั้งมาก”
จื่อเยว่ชะงัก ก่อนจะพยักหน้าอย่างเห็นด้วยทันที “จริงด้วยเจ้าค่ะ”
คนถูกชมมองสองสาวใช้ที่เข้าข้างตนอย่างไม่ลืมหูลืมตาแล้วอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ฉินเนี่ยนหรือจะงามสู้ซูชิงชิงผู้มีใบหน้าของกู้ซือหนิงได้ แต่หากพูดถึงความน่ารัก ฉินเนี่ยนย่อมชนะแน่นอน
ทว่านางมิได้คิดแก้ต่างเรื่องชุดอีก เพียงหยัดกายลุกขึ้นแล้วเอ่ยเร่ง “เอาละ ไปกันเถิด ประเดี๋ยวท่านพี่ไท่จื่อจะมาถึงเสียก่อน”
จากนั้นหญิงสาวจึงเดินนำสาวใช้ทั้งสองออกจากเรือนไปยังเรือนหน้า
พวกนางรออยู่ได้ไม่นาน ขบวนของตำหนักบูรพาก็มาถึงตรงตามเวลานัดหมาย จี้ไป๋ก้าวเข้ามาในจวนด้วยอาภรณ์สีดำสนิท รูปร่างสูงสง่าของเขาโดดเด่นเหนือผู้ติดตามตั้งแต่ไกล ทว่าเมื่อสายตามองเห็นร่างเล็กที่ยืนรออยู่เบื้องหน้า ฝีเท้าของชายหนุ่มก็ชะลอลงเล็กน้อย
ตั้งแต่เขากลับเมืองหลวงมา สีที่เห็นนางสวมบ่อยที่สุดคือม่วงอ่อน บางวันก็เป็นชมพูหรือสีเขียว ทว่าสีฟ้าเช่นวันนี้กลับเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก จึงรู้สึกว่าใบหน้าหวานละมุนของนางดูแปลกตาไปอีกแบบ
ฉินเนี่ยนเห็นเขามองอยู่ก็ยิ้มหวาน ก่อนเดินเข้าไปหา “ท่านพี่ไท่จื่อ”
จี้ไป๋มองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอีกครั้ง ก่อนเอ่ยถามอย่างอดไม่ได้ “เหตุใดวันนี้จึงสวมสีนี้เล่า”
ฉินเนี่ยนก้มมองตนเองแวบหนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นด้วยดวงตากลมโต “ทำไมหรือเพคะ มิงามหรือ?”
“งาม”
คำตอบของเขามาเร็วเสียจนเจ้าตัวเล็กตรงหน้าพลันยิ้มกว้างขึ้น “เนี่ยนเอ๋อร์ก็คิดเช่นนั้นเพคะ”
‘ต้องงามอยู่แล้วสิ ก็ชิงชิงชอบใส่สีนี้นี่นา ดูไว้ให้คุ้นตานะ เดี๋ยวพอไปเจอชิงชิงที่หุบเขาจิ่นหลัน นายจะได้ไม่ตกใจแล้วรีบหนีอีก ฮิฮิ’
เพียงคำว่า ‘ไปเจอชิงชิง’ ลอยเข้าหู รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าของจี้ไป๋ก็หายวับ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันที
เมื่อคืนเขาอุตส่าห์เร่งสะสางราชกิจจนดึกดื่น เพื่อให้วันนี้สามารถเว้นเวลาทั้งวันออกมาพานางไปเที่ยวได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องงาน เดิมยังนึกว่าวันนี้จะได้ไปเที่ยวด้วยกันอย่างสบายใจเสียหน่อย
ผู้ใดจะคิดว่า... นางเพิ่งได้หนังสือคืนไปไม่ทันข้ามคืน ก็กลับมาคิดเรื่องผลักเขาไปให้สตรีอื่นอีกแล้ว!
มิน่าเล่า เมื่อวานถึงได้เอ่ยขอไปหุบเขาจิ่นหลันด้วยสีหน้ากระตือรือร้นถึงเพียงนั้น ที่แท้ในหัวมิได้มีเขาอยู่เลยสักนิด!
ยิ่งคิด ความขุ่นเคืองในใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้นทีละส่วน
ฉินเนี่ยนเห็นอีกฝ่ายนิ่งไป นางก็ถามเบาๆ ว่า “ท่านพี่ไท่จื่อ เป็นอะไรไปเพคะ?”
จี้ไป๋เหลือบมองอาภรณ์สีฟ้าบนตัวนางอีกครั้ง ก่อนจะกดความหงุดหงิดลงไป ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยดังเดิม
“ไม่มีอะไร ในเมื่อพร้อมแล้วก็ไปกันเถิด”
“เพคะ”
ฉินเนี่ยนพยักหน้าหงึกหงักอย่างอารมณ์ดี ก่อนเดินตามเขาออกจากจวนโดยไม่รู้เลยว่า แผนการอันแยบยลที่ตนภาคภูมิใจนักหนานั้น เพิ่งถูกคนข้างกายได้ยินเสียตั้งแต่ยังไม่ทันพ้นประตูใหญ่
เมื่อมาถึงรถม้า จี้ไป๋ยื่นมือให้นางตามความเคยชิน ฉินเนี่ยนจึงวางมือลงบนฝ่ามือใหญ่ ปล่อยให้เขาประคองขึ้นรถอย่างว่าง่าย
ทว่าหลังจากส่งนางขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มกลับมิได้ขึ้นตามไปในทันที เขาหันไปมององครักษ์ที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนยกมือเรียกให้เข้ามาใกล้ๆ
ลั่วจ้านรีบก้าวเข้ามา “องค์ไท่จื่อ มีรับสั่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
จี้ไป๋ก้มลงเล็กน้อย กระซิบบางอย่างข้างหูลั่วจ้านเพียงไม่กี่ประโยค
องครักษ์หนุ่มเงยหน้ามองเจ้านายราวกับต้องการยืนยันว่าตนได้ยินไม่ผิด ทว่าเมื่อสบเข้ากับสายตาเรียบนิ่งคู่นั้น เขาก็รีบก้มศีรษะรับคำ
“พ่ะย่ะค่ะ”
จากนั้นลั่วจ้านก็ผละออกไปทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว
จี้ไป๋มองตามแผ่นหลังของคนสนิท ก่อนมุมปากจะค่อยๆ ยกขึ้นเล็กน้อย แล้วจึงหมุนกายก้าวขึ้นรถม้า ไปหาเจ้าตัวต้นเรื่องที่ยังคงนั่งอารมณ์ดีอยู่ด้านใน โดยไม่รู้เลยว่าองค์ไท่จื่อผู้แสนใจกว้างของนางเพิ่งจัดการบางอย่างเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
ใครจะอยู่ในแผนใครก็ยังไม่รู้...

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย