LNCrawler

บทที่ 15/2 : เหตุใดท่านพี่ถึง...

ข้านี่แหละนางร้ายชาเขียว — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 15/2 : เหตุใดท่านพี่ถึง...

 

ไม่นาน รถม้าของตำหนักบูรพาก็เคลื่อนออกจากประตูเมืองหลวง มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกตามถนนสายใหญ่ เพื่อไปยังหุบเขาจิ่นหลันที่อยู่ห่างออกไปราวห้าสิบลี้ (ยี่สิบห้ากิโล)

ฉินเนี่ยนนั่งอยู่ภายในรถม้าได้ไม่นานก็อดรนทนไม่ไหว มือเล็กเลิกม่านหน้าต่างขึ้น มองทิวทัศน์ด้านนอกด้วยความสนใจ

ยามนี้ต้าจิ่งเข้าสู่ช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ท้องฟ้าสูงกระจ่าง แสงแดดยามเช้าอ่อนละมุนไม่ร้อนแรง ลมสารทพัดเย็นสบาย สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ที่เริ่มผลัดเปลี่ยนสี บ้างเหลืองอร่าม บ้างแดงเรื่อสลับกับสีเขียวที่ยังหลงเหลืออยู่ ไกลออกไปเป็นท้องทุ่งที่รวงข้าวกำลังแก่จัดเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองพลิ้วไหวเป็นระลอกตามแรงลม ดูกว้างไกลสงบนิ่ง

อีกด้านหนึ่ง จี้ไป๋ซึ่งเอนกายพิงผนังรถม้าและหลับตาอยู่ตั้งแต่ขึ้นรถ ทว่าครั้นได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้นในใจของนาง เขาก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองคนตรงข้ามที่กำลังชะเง้อดูนั่นดูนี่

เดี๋ยวนางก็ชมว่าท้องฟ้าของที่นี่กว้างเสียจนมองอย่างไรก็ไม่เบื่อ เดี๋ยวก็ชมทิวเขาและท้องทุ่งสองข้างทางว่างดงาม ครู่ต่อมายังนึกเปรียบเทียบกับโลกเดิมของตนว่า ที่นั่นเต็มไปด้วยตึกสูง ถนน และผู้คนมากมายจนแทบไม่มีทิวทัศน์กว้างไกลเช่นนี้ให้เห็นอีกแล้ว แม้เขาจะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ก็พอรู้ว่าทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในสายตาล้วนชวนให้นางตื่นตาไปเสียหมด

จี้ไป๋ฟังอยู่เงียบๆ พลางมองใบหน้าด้านข้างที่เต็มไปด้วยความสดใส ดวงตากลมโตเป็นประกายราวกับเด็กที่เพิ่งได้ออกจากบ้านเป็นครั้งแรก มุมปากของเขาก็ค่อยๆ ยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว

คนที่กำลังมองเพลิน จู่ๆ ก็รู้สึกว่าถูกมอง นางจึงหันขวับไปทางจี้ไป๋

ชายหนุ่มแทบเก็บซ่อนรอยยิ้มไม่ทัน เขารีบคว้าตำราที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมาเปิดอ่านกลบเกลื่อน ทำราวกับเมื่อครู่นี้ไม่ได้ลอบมองผู้ใดทั้งสิ้น

ฉินเนี่ยนหรี่ตามองอย่างสงสัย

‘เมื่อกี้... นายแอบมองฉันเหรอ?’

คนถือหนังสือยังคงก้มหน้าอ่านอย่างแนบเนียน เพียงแต่สายตาที่กวาดผ่านตัวอักษรกลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอ่านมาถึงบรรทัดใดแล้ว

‘ไม่น่าใช่หรอก ตาขี้เก๊กนี่จะมองฉันทำไม’

คิดได้ดังนั้น นางก็เลิกสนใจแล้วหันกลับไปเปิดม่านชมทิวทัศน์ต่ออย่างมีความสุข หารู้ไม่ว่าเพียงนางหันไป ตำราในมือของอีกฝ่ายก็ค่อยๆ ลดต่ำลง และสายตาคมก็กลับมาหยุดอยู่บนใบหน้าของนางอีกครั้งเช่นเดิม

เพียงแต่คราวนี้มุมปากไม่ได้ยกขึ้นอีกแล้ว เพราะเกรงว่าคนตาไวบางคนจะหันมาจับได้อีก

จวบจนรถม้าแล่นไปอย่างราบรื่นอยู่เกือบครึ่งชั่วยาม ทว่าแทนที่จะมุ่งตรงไปตามเส้นทางสู่หุบเขาจิ่นหลัน กลับค่อยๆ ชะลอความเร็วลง ก่อนหยุดสนิทบริเวณริมทะเลสาบขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง

ฉินเนี่ยนที่กำลังเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ถึงกับกะพริบตาปริบๆ นางชะโงกหน้าออกไปมองทางด้านหน้าอีกครั้ง ก่อนหันกลับมามองคนที่กำลังขยันอ่านตำราราวกับจะสอบจอหงวนในวันพรุ่งนี้

“ท่านพี่ไท่จื่อเพคะ”

“หืม?”

“เหตุใดรถม้าจึงหยุดเล่าเพคะ”

จี้ไป๋ปิดตำราในมือลงอย่างไม่รีบร้อน “เช้านี้พี่ยังไม่ได้กินอะไร”

ฉินเนี่ยนชะงัก “ยังไม่ได้เสวยมื้อเช้าหรือเพคะ?”

“อืม” เขาตอบหน้าตาเฉย “จึงให้สารถีแวะที่นี่ก่อน”

กล่าวจบก็ลุกขึ้นทันที ไม่เปิดโอกาสให้นางได้ถามต่อ มือใหญ่คว้าข้อมือเล็กแล้วดึงคนออกจากรถม้าไปพร้อมกัน

ฉินเนี่ยนได้แต่เดินตามอย่างงุนงง ‘แปลกๆ แฮะ... เมื่อวานนายยังบอกเองว่าจะมารับฉันแต่เช้า คนรอบคอบอย่างจี้ไป๋จะไม่รู้จักกินข้าวก่อนออกจากตำหนักเชียวหรือ?’

ทว่าความสงสัยนั้นอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะทันทีที่ก้าวลงจากรถม้า ภาพเบื้องหน้าก็ดึงความสนใจของนางไปเสียหมด

ยามนี้ภาพเบื้องหน้าเป็นทะเลสาบกว้างใหญ่ทอดตัวอยู่ใต้ท้องฟ้าสีคราม ผิวน้ำใสราวกระจกสะท้อนเงาภูเขาและหมู่เมฆอยู่ไกลๆ รอบฝั่งมีแนวไม้สีเขียวสลับเหลืองทอดยาว แนวต้นอ้อที่ขึ้นอยู่ตามริมฝั่งไหวเอนตามสายลม บรรยากาศเงียบสงบเสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงน้ำกระทบฝั่งแผ่วเบา

ลมเย็นพัดมากระทบใบหน้า ฉินเนี่ยนถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างสดชื่น เมื่อครู่ยังสงสัยอยู่เลยว่าเหตุใดต้องแวะ ยามนี้กลับลืมเสียหมดแล้ว

‘โห... สวยมาก!’

จี้ไป๋ที่เดินอยู่ข้างกายเห็นนางชอบก็ไม่ได้เอ่ยเร่ง เพียงหยุดยืนรออยู่เงียบๆ ปล่อยให้นางชมทิวทัศน์เสียให้พอใจ

ผ่านไปพักหนึ่ง ฉินเนี่ยนจึงถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพวกเขาแวะมาที่นี่ด้วยเหตุใด นางจึงหันกลับมาเอ่ย “ท่านพี่มิใช่ว่าหิวหรือเพคะ รีบไปกันเถิด”

จี้ไป๋เลิกคิ้ว “ผู้ใดกันแน่ที่หยุดจนไม่ยอมเดิน”

หญิงสาวหัวเราะเบาๆ กลบเกลื่อน ขณะที่มือใหญ่เลื่อนจากข้อมือนางลงไปกุมมือเล็กเอาไว้อย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนพาเดินไปยังศาลากลางน้ำหลังหนึ่ง ซึ่งเชื่อมกับริมฝั่งด้วยสะพานไม้ทอดยาว

ฉินเนี่ยนมัวแต่กลับไปมองทิวทัศน์รอบด้าน จึงไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่ามือของตนยังอยู่ในมือเขาตลอดทาง

เมื่อมาถึงศาลา ทั้งสองก็นั่งลงตรงโต๊ะหินกลางศาลา ที่นี่เป็นหนึ่งในเรือนพักระหว่างทางของราชสำนักซึ่งมีคนคอยดูแลอยู่แล้ว เพียงครู่เดียวอาหารเช้าที่จัดเตรียมไว้ก็ถูกทยอยนำมาวางจนเต็มโต๊ะ ทั้งโจ๊กเนื้อปู หมั่นโถวเนื้อนุ่ม เกี๊ยวนึ่ง ไข่ม้วน และของกินเล่นอีกหลายอย่าง

ฉินเนี่ยนเห็นแล้วก็รีบรับหน้าที่ตามความเคยชินจากการเป็นเด็กดีมาตลอดครึ่งเดือน นางหยิบตะเกียบขึ้นคีบอาหารวางลงในถ้วยของเขาทันที

“ท่านพี่ลองชิมเกี๊ยวนี้เพคะ กลิ่นหอมมาก”

จากนั้นก็รีบตักโจ๊กให้อีกถ้วย “แล้วก็โจ๊กนี่ด้วยนะเพคะ”

จี้ไป๋มองมือเล็กที่วุ่นอยู่ตรงหน้า ก่อนเอ่ยอย่างขบขัน “วันนี้พี่พาเจ้ามาเที่ยว มิได้พามาปรนนิบัติ นั่งกินเสียเถิด”

ดวงตากลมโตพลันเป็นประกาย “ท่านพี่เป็นคนบอกเองนะเพคะ”

“อืม”

เมื่อเขาเป็นฝ่ายเอ่ยปากเอง มีหรือนางจะปฏิเสธ

ฉินเนี่ยนจึงกลับไปนั่งอย่างว่าง่าย ก่อนเริ่มชิมอาหารตรงหน้าอย่างอารมณ์ดี เพียงไม่นานแก้มเล็กก็ขยับตุ้ยๆ อาหารที่นี่อร่อยจนแทบลืมเรื่องเร่งเดินทางไปชั่วขณะ

กระทั่งสาวใช้ของเรือนพักผู้หนึ่งเดินเข้ามาพร้อมถ้วยน้ำแกง นางมาหยุดข้างกายฉินเนี่ยน ก่อนก้มตัวลงเตรียมวางถ้วยให้ ทว่าจังหวะที่เงยหน้าขึ้น สายตากลับสบเข้ากับจี้ไป๋พอดี ร่างนั้นสะดุ้งจนมือที่ถือถ้วยอยู่พลันเอียงวูบทันที

“ว้าย!”

น้ำแกงทั้งถ้วยหกลงบนอาภรณ์สีฟ้าของฉินเนี่ยนทั้งหมด หญิงสาวที่กำลังเคี้ยวเกี๊ยวอยู่ถึงกับสะดุ้งสุดตัว รีบลุกพรวดขึ้นยืน

“คุณหนู!”

จื่ออิงกับจื่อเยว่ถลาเข้ามาแทบจะพร้อมกัน คนหนึ่งรีบดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาซับคราบน้ำแกง อีกคนช่วยปัดเศษอาหารที่ติดอยู่ตามชายเสื้อออกอย่างร้อนรน

“ถูกลวกที่ใดหรือไม่เจ้าคะ” จื่ออิงเงยหน้าขึ้นมาถาม พลางจับแขนผู้เป็นนายพลิกดูด้วยความกังวล

“ไม่เป็นไร น้ำแกงไม่ร้อน” ฉินเนี่ยนตอบ โชคดีที่น้ำแกงถูกยกออกมาพักอยู่ครู่หนึ่งแล้ว จึงเหลือเพียงความอุ่น มิได้ร้อนจนลวกผิว

แต่...

ดวงตากลมโตก้มมองอาภรณ์สีฟ้าที่ตนตั้งใจเลือกมาตั้งแต่เช้า คราบน้ำแกงเป็นดวงใหญ่แผ่ตั้งแต่ช่วงอกลงไปถึงชายกระโปรง ยังมีเศษต้นหอมติดอยู่ตรงเอวอีกสองชิ้น

‘ชุดของฉัน! ชุดสีเดียวกับชิงชิงที่อุตส่าห์ตั้งใจเลือกมาเชียวนะ!’

สาวใช้ผู้ก่อเรื่องรีบคุกเข่าลงกับพื้น “บ่าวเลินเล่อ ขอคุณหนูโปรดลงโทษเจ้าค่ะ”

จี้ไป๋วางถ้วยชาลง ก่อนเอ่ยเสียงไม่หนักไม่เบา “เหตุใดจึงสะเพร่าถึงเพียงนี้ พานางออกไปก่อน”

“พ่ะย่ะค่ะ” ลั่วเฉิงเข้ามาพาตัวสาวใช้ออกไปอย่างรวดเร็ว

จี้ไป๋จึงหันกลับมาหาคนที่ยืนมองชุดตัวเองด้วยสีหน้าแทบจะร้องไห้ น้ำเสียงเย็นชาเมื่อครู่พลันอ่อนลง

“เจ็บตรงไหนหรือไม่?”

ฉินเนี่ยนส่ายหน้าเบาๆ “ไม่เพคะ”

จี้ไป๋พยักหน้า ก่อนยกมือขึ้นเพียงเล็กน้อย ลั่วจ้านที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ก้าวเข้ามาทันที ทว่าในมือขององครักษ์หนุ่มกลับมีกล่องไม้ใบใหญ่ติดมาด้วย ก่อนเขาจะยื่นมันให้จื่ออิง

“พาเจ้านายของพวกเจ้าไปเปลี่ยนอาภรณ์เสีย” จี้ไป๋เอ่ยกับสองบ่าว

ฉินเนี่ยนเงยหน้าขึ้นทันที สายตาไล่จากจี้ไป๋ไปยังกล่องไม้ และจากกล่องไม้กลับมาหาจี้ไป๋อีกครั้ง นางหรี่ตาลงอย่างสงสัย

“เหตุใดท่านพี่ถึงมีอาภรณ์ของสตรีติดมาด้วยเล่าเพคะ”

 


โถๆๆๆ ชุดสีฟ้าของน้อง

9fa6f9fd4ddeb8c1c45eca1d8f7bfbd1.jpg

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย

https://dekd.co/w/e/49959