บทที่ 16/1 : คำว่า “ได้” ไม่เท่ากัน
บทที่ 16/1 : คำว่า “ได้” ไม่เท่ากัน
จี้ไป๋ตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน “เดิมทีพี่ก็ตั้งใจนำมาให้เจ้าเป็นของขวัญอยู่แล้ว เพียงแต่ยังมิได้บอกเท่านั้น”
ฉินเนี่ยนกะพริบตา “ของขวัญ?”
“อืม” ชายหนุ่มพยักหน้า พลางเหลือบมองคราบน้ำแกงบนตัวนาง “ในเมื่อบังเอิญได้ใช้วันนี้ก็รีบไปเปลี่ยนเสียเถิด อย่าให้พี่ต้องเสียน้ำใจ หรือเจ้าคิดจะมีกลิ่นน้ำแกงติดตัวไปถึงหุบเขาจิ่นหลัน”
ฉินเนี่ยนก้มลงดมชายแขนเสื้อของตน สีหน้าเล็กๆ พลันย่นลงทันที ต่อให้ชุดสีฟ้านี้มีภารกิจสำคัญเพียงใด นางก็คงทนกลิ่นน้ำแกงไปตลอดทั้งวันไม่ไหวจริงๆ
“เช่นนั้น... ขอบพระทัยท่านพี่เพคะ”
จื่ออิงรับกล่องไม้จากลั่วจ้าน ก่อนพาผู้เป็นนายออกไปเปลี่ยนอาภรณ์ที่เรือนพักด้านหลัง โดยมีจื่อเยว่เดินตามไปติดๆ
กระทั่งเงาร่างของสามนายบ่าวลับพ้นสายตา จี้ไป๋จึงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ จากนั้นจึงกวักมือเรียกลั่วจ้าน
องครักษ์หนุ่มก้าวเข้ามาใกล้ องค์ไท่จื่อจึงลดเสียงลง
“สาวใช้เมื่อครู่ทำงานได้ดี มอบรางวัลให้นางเสีย”
“พ่ะย่ะค่ะ” ลั่วจ้านประสานมือรับคำทันที สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ราวกับเหตุการณ์น้ำแกงหกใส่คุณหนูฉินเมื่อครู่เป็นเพียงอุบัติเหตุจริงๆ
เมื่อองครักษ์จากไปแล้ว จี้ไป๋จึงวางถ้วยชาลง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เสียงทุ้มเอ่ยออกมาแผ่วเบาราวกับพูดกับตัวเอง
“เซี่ยซินหราน... เมื่อเจ้ากล้าใช้แผนการกับข้า วันนี้ข้าจะให้เจ้ารู้เสียบ้างว่า คิดจะเล่นกับข้าต้องเจอสิ่งใด”
อีกด้านหนึ่ง หลังเปลี่ยนอาภรณ์เรียบร้อยแล้ว ฉินเนี่ยนกลับยืนอยู่หน้ากระจกทองเหลืองด้วยสีหน้าฉงนยิ่งกว่าเดิม
จื่ออิงจัดชายแขนเสื้อให้อย่างเบามือ ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พอดีตัวเสียจริงเจ้าค่ะ”
“แล้วยังเป็นสีที่คุณหนูชอบด้วย” จื่อเยว่ยิ้มกว้างจนดวงตาโค้ง “องค์ไท่จื่อช่างใส่พระทัยคุณหนูเหลือเกินเจ้าค่ะ”
ฉินเนี่ยนมองเงาตนเองในกระจกทองเหลือง นางเองก็อดสงสัยไม่ได้ว่าจี้ไป๋ไปรู้ขนาดตัวของนางมาจากที่ใด กระทั่งสีที่เลือกมายังเป็นสีม่วงซึ่งนางชอบสวมอยู่บ่อยครั้ง แต่ยามนี้มิใช่เวลามาขบคิดเรื่องอาภรณ์ นางจึงจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนพาสองสาวใช้กลับไปยังศาลากลางน้ำ
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้ากลับเข้ามา จี้ไป๋ที่กำลังนั่งดื่มชาอยู่ก็เงยหน้าขึ้น ครั้นเห็นร่างเล็กในอาภรณ์สีม่วงอ่อนซึ่งพอดีตัวเดินเข้ามา แววตาคมก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
ความจริงอาภรณ์ชุดนี้มิใช่สิ่งที่เขาเพิ่งสั่งให้ลั่วจ้านไปหาเมื่อเช้า แต่หลายวันก่อนหลังคดีเจ้ากรมหลี่คลี่คลายลงได้อย่างราบรื่น ด้วยเบาะแสที่เขาได้ยินจากเสียงในใจของนาง จี้ไป๋ก็ตั้งใจจะมอบสิ่งใดให้นางเป็นการตอบแทนอยู่แล้ว แม้เจ้าตัวจะไม่รู้เลยว่าตนมีส่วนช่วยเขาไว้มากเพียงใดก็ตาม
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสั่งให้ช่างเย็บปักของตำหนักบูรพาตัดอาภรณ์ชุดหนึ่งขึ้นมา ส่วนขนาดตัวของฉินเนี่ยนนั้น เพียงไปสอบถามจากร้านอวิ๋นซิ่วเก๋อ ซึ่งรับตัดเย็บอาภรณ์ให้จวนฉินเป็นประจำ ก็ได้รายละเอียดกลับมาโดยง่าย
เพียงแต่เขาเองก็ไม่คิดว่าจะได้หยิบชุดนี้ออกมาให้นางเร็วถึงเพียงนี้
ยังดีที่ช่างของตำหนักบูรพาเพิ่งตัดเย็บเสร็จเมื่อวันก่อน พอเช้านี้ได้ยินแผนการของนาง เขาจึงให้ลั่วจ้านวกกลับไปนำมาด้วย
สายตาของจี้ไป๋ไล่มองอาภรณ์สีม่วงตรงหน้าอีกครั้งอย่างพอใจ เช่นนี้ค่อยสบายตาขึ้นมาก อย่างน้อยตลอดวันนี้ เขาก็ไม่ต้องทนเห็นอาภรณ์สีฟ้าที่นางจงใจสวมเพราะสตรีอื่นมาขัดหูขัดตาอีกแล้ว
ฉินเนี่ยนเดินมาหยุดตรงหน้า ก่อนยอบกายคำนับอย่างงดงาม “ขอบพระทัยสำหรับอาภรณ์เพคะท่านพี่ เนี่ยนเอ๋อร์ชอบมาก”
จี้ไป๋มองรอยยิ้มสดใสตรงหน้า ตอบเพียง “เจ้าชอบก็ดีแล้ว”
“เช่นนั้น...” นางปรายตามองสำรับอาหารที่พร่องไปมาก ก่อนถามอย่างมีความหวัง “ท่านพี่อิ่มหรือยังเพคะ พวกเราออกเดินทางต่อกันเลยดีหรือไม่”
จี้ไป๋เหลือบมองนาง “พี่อิ่มแล้ว แต่เมื่อครู่เจ้ากินไปเพียงไม่กี่คำ นั่งลงกินอีกหน่อยเถิด”
“เนี่ยนเอ๋อร์อิ่มแล้วเพคะ” นางตอบทันควัน
‘ไม่เอาแล้ว รีบออกเดินทางเถอะ ป่านนี้ชิงชิงน่าจะไปถึงแล้วนะ!’
ชิงชิงอีกแล้ว... จี้ไป๋ที่กำลังจะยกถ้วยชาขึ้นพลันหยุดมือ เขาวางถ้วยลงดังเดิม ก่อนเอ่ยอย่างใจเย็น “ในเมื่อเจ้าไม่อยากกิน เช่นนั้นออกไปเดินย่อยเสียหน่อย เพิ่งกินอาหารเสร็จแล้วนั่งรถม้าต่อทันทีไม่ดีนัก”
“แต่เนี่ยนเอ๋อร์...”
มือใหญ่คว้ามือเล็กเอาไว้ทันที “ไปเถิด”
ฉินเนี่ยนไม่ทันปฏิเสธ ก็ถูกเขาจูงออกจากศาลามาเดินเล่นริมทะเลสาบอีกครั้ง
ยามนี้แสงตะวันยามสายส่องลงบนผืนน้ำกว้างจนเป็นประกาย ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดเอื่อย เสียงน้ำกระทบฝั่งดังแผ่วเป็นจังหวะ ใบเฟิงสีแดงปลิวร่วงลงมาตามทางเป็นระยะ ไกลออกไปมีเรือประมงลำเล็กเคลื่อนผ่านผิวน้ำอย่างเชื่องช้า สองร่างเดินเคียงกันไปตามทางหิน มือใหญ่ยังคงกุมมือเล็กเอาไว้อย่างไม่คิดปล่อย
ฉินเนี่ยนมองทิวทัศน์รอบตัวแล้วก็ยอมรับว่าที่นี่งดงามยิ่งนัก อีกทั้งฝ่ามือของจี้ไป๋ที่ไม่ยอมปล่อยก็ยังอบอุ่นเสียจนลมสารทรอบกายแทบไม่รู้สึกเย็น ทว่าต่อให้สถานที่ดีเพียงใด นางก็ยังไม่ลืมจุดหมายของวันนี้อยู่ดี
เดินไปได้พักหนึ่ง หญิงสาวก็เงยหน้าขึ้นมองคนข้างกาย
“ท่านพี่ไท่จื่อ...”
“ว่าอย่างไร”
“พวกเราเดินพอแล้วหรือยังเพคะ”
จี้ไป๋ปรายตามอง “เหนื่อยแล้ว?”
“มิใช่เพคะ” นางรีบส่ายหน้า ก่อนช้อนดวงตากลมโตขึ้นอย่างออดอ้อน “เพียงแต่หากพวกเราไปถึงช้ากว่านี้ เนี่ยนเอ๋อร์กลัวว่าจะพลาดช่วงที่แสงสวยที่สุดของหุบเขาจิ่นหลัน”
‘รีบหน่อยเถอะ... ขืนช้ากว่านี้ชิงชิงรอไม่ไหวแล้วกลับไปก่อนจะทำอย่างไร!’
จี้ไป๋หยุดฝีเท้าไปชั่วขณะ เขารู้ดีว่าสำหรับนางแล้ว ‘แสงที่สวยที่สุด’ คงไม่สำคัญเท่าคนที่กำลังรออยู่ที่นั่นสักนิด จู่ๆ ความหงุดหงิดที่เพิ่งสงบลงก็หวนกลับมาอีกครั้ง ทว่าภายนอกชายหนุ่มกลับเพียงพยักหน้า
“ได้”
ฉินเนี่ยนยิ้มกว้างทันที
“ท่านพี่ดีที่สุดเลยเพคะ!”
จากนั้นหญิงสาวก็เปลี่ยนเป็นฝ่ายจูงมือชายหนุ่มกลับไปขึ้นรถม้า และออกเดินทางต่ออย่างกระตือรือร้น
เพียงแต่ไม่นาน ฉินเนี่ยนก็เริ่มพบว่า “ได้” ของจี้ไป๋ ดูจะมิได้มีความหมายว่า “รีบไปหุบเขาจิ่นหลัน” อย่างที่นางเข้าใจแม้แต่น้อย
พี่ทำอะไรน๊าาา มาทายกัน...

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย