บทที่ 16/2 : จี้ไป๋จ๋า...
บทที่ 16/2 : จี้ไป๋จ๋า...
หลังออกจากทะเลสาบมาได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ขบวนก็หยุดลงอีกครั้ง คราวนี้เป็นเนินชมทิวทัศน์ริมทางซึ่งมองเห็นแนวเขาสลับซับซ้อนทอดไกลสุดสายตา หมู่ไม้บนไหล่เขากำลังค่อยๆ เปลี่ยนสีจากเขียวเป็นแดง แซมด้วยสีเหลืองทองราวกับผืนแพรหลากสีทอดคลุมอยู่เหนือภูเขา
ฉินเนี่ยนเพิ่งชะโงกหน้าออกจากรถม้า ก็เห็นจี้ไป๋ลงไปยืนรออยู่ด้านล่างแล้ว
“ทิวทัศน์ตรงนี้ไม่เลว ลงมาดูเสียหน่อย”
หญิงสาวมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ “แต่พวกเราเพิ่งออกเดินทางต่อมาเองนะเพคะ”
“แล้วอย่างไร?”
“เราต้องไปหุบเขาจิ่นหลันมิใช่หรือเพคะ”
จี้ไป๋ยื่นมือให้นางด้วยสีหน้าไม่ทุกข์ร้อน “เจ้าบอกว่าอยากออกมาเที่ยว พี่ก็พาเจ้าเที่ยวอยู่นี่อย่างไร”
‘หา... ฉันบอกหุบเขาจิ่นหลัน ไม่ใช่ที่นี่’
“มาเร็วเถิด มิเช่นนั้นคงมิได้เดินทางต่อ”
“เพคะ” สุดท้ายนางก็ต้องยอมวางมือลงบนฝ่ามือใหญ่ ปล่อยให้เขาประคองลงจากรถม้าแต่โดยดี
ยิ่งน่าหงุดหงิดตรงที่พอลงมาแล้ว ทิวทัศน์กลับงดงามจริงดังที่เขาว่าเสียด้วย ลมสารทพัดผ่านยอดเนินเย็นสบาย เบื้องล่างมองเห็นลำธารสายเล็กคดเคี้ยวผ่านทุ่งกว้าง มีหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งกระจายอยู่ไกลออกไปราวกับภาพวาด ฉินเนี่ยนเผลอมองเพลินอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถาม
“ท่านพี่ ตรงนั้นคือหมู่บ้านอะไรหรือเพคะ”
“หมู่บ้านชิงเหอ”
“แล้วด้านหลังเล่าเพคะ”
“ถนนสายนั้นทอดไปยังเมืองทางตะวันตก หากเดินทางต่ออีกหลายร้อยลี้ก็จะถึงเขตหลินซี”
หญิงสาวพยักหน้าหงึกๆ ฟังอย่างสนใจ กระทั่งจี้ไป๋เอ่ยต่ออีกสองสามประโยค นางถึงได้เพิ่งรู้ตัวว่าตนกำลังยืนคุยกับเขาเพลินเสียเอง ฉินเนี่ยนจึงรีบหันกลับไปมองทางรถม้า
“เอาละเพคะ เนี่ยนเอ๋อร์ชมพอแล้ว พวกเราเดินทางต่อเถิด”
จี้ไป๋เลิกคิ้ว “เมื่อครู่ยังถามไม่หยุดอยู่เลย”
“ไว้คราวหน้าค่อยถามก็ได้เพคะ”
“พี่นึกว่าเจ้าชอบที่นี่เสียอีก”
“ชอบเพคะ แต่เนี่ยนเอ๋อร์ชอบหุบเขาจิ่นหลันมากกว่า”
ชายหนุ่มมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ แล้วพากลับขึ้นรถม้าแต่โดยดี
คราวนี้ฉินเนี่ยนตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมให้เขาแวะที่ใดอีก แต่ความตั้งใจนั้นอยู่ได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม รถม้าก็หยุดลงเป็นครั้งที่สาม
ครั้นเลิกม่านออกมอง นางก็พบว่าขบวนมาจอดอยู่ข้างลำธารสายหนึ่งซึ่งไหลผ่านโขดหินลงมาจากภูเขา น้ำใสจนมองเห็นก้อนกรวดเบื้องล่าง
ฉินเนี่ยนหันขวับไปมองคนข้างกาย “คราวนี้มีอะไรอีกหรือเพคะ”
จี้ไป๋ตอบหน้าตาเฉย “น้ำที่นี่ดี”
“แล้วอย่างไรเพคะ”
“เหมาะแก่การชงชา”
‘โอ๊ย... นายจะอยากมาชงชาอะไรตอนนี้!’
จี้ไป๋ได้ยินแล้วมุมปากกระตุกขึ้นบางๆ แต่ยังคงลุกลงจากรถอย่างสบายอารมณ์แล้วยื่นมือให้ “ลงมาเถิด นั่งรถนานๆ ไม่เมื่อยหรือ”
“เนี่ยนเอ๋อร์ไม่เมื่อยเพคะ”
“แต่พี่เมื่อย”
‘หา... นายขี่ม้าข้ามภูเขาเป็นพันลี้ ตอนนี้จะมาเมื่อยอะไรเนี่ย!’
ทว่าสุดท้ายคนไม่เมื่อยก็ต้องลงจากรถตามคนเมื่อยไปอีกครั้ง
ริมลำธารมีศาลาไม้หลังเล็กตั้งอยู่ใต้ร่มไม้ จี้ไป๋ให้คนตักน้ำจากต้นธารมาต้ม ก่อนชงชาใหม่เสียจริงๆ อย่างพิถีพิถัน
ฉินเนี่ยนนั่งมองเขาอยู่ตรงข้ามด้วยสีหน้าราวกับอยากถามเหลือเกินว่า “จำเป็นถึงเพียงนี้เชียวหรือ” แต่ยังไม่ทันได้เอ่ย ถ้วยชาหอมกรุ่นก็ถูกเลื่อนมาตรงหน้าเสียก่อน
“ลองชิมดู”
“ท่านพี่มิใช่อยากดื่มหรือเพคะ”
‘นายรีบๆ ดื่มเลย จะได้รีบเดินทางต่อ’
เขากลับเพียงยักคิ้ว “ยามนี้อยากให้เจ้าดื่มก่อน”
ฉินเนี่ยนมองถ้วยชาแล้วจึงมองเขา พ่อตั๋วกลับบ้านผู้นี้พานางแวะข้างทางเพียงเพื่อบังคับให้ดื่มชาจริงๆ หรือ ก่อนจะรีบรับถ้วยชามาดื่มให้หมดเสีย จะได้รีบออกเดินทางต่อ
ทว่าทันทีที่ปลายลิ้นได้สัมผัสรสของชา ดวงตากลมโตก็พลันทอประกายวาววับ ราวกับได้ค้นพบของอร่อยที่หาได้ยาก
“เป็นอย่างไร” เขาถามด้วยรอยยิ้มอ่อน
“หอมมากเพคะ” อีกทั้งรสชาติอ่อนละมุนกว่าที่คิดมาก
“เช่นนั้นก็ดื่มให้หมด”
ฉินเนี่ยนพยักหน้าหงึกหงัก นางจึงเผลอดื่มจนหมดถ้วยจริงๆ
จี้ไป๋เห็นดังนั้นก็พอใจมาก ก่อนจะสั่งให้เดินทางต่อ
ทว่ากว่าจะผ่านทั้งเนินชมทิวทัศน์และลำธาร เวลาก็ล่วงเลยไปไม่น้อย ครั้นถึงยามเที่ยง จี้ไป๋ยังให้ขบวนหยุดที่เรือนพักบนตีนเขาอีกแห่ง ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องปลาจากลำธารและอาหารพื้นถิ่น ฉินเนี่ยนมองสำรับที่ทยอยถูกยกขึ้นโต๊ะแล้วแทบไม่อยากเชื่อสายตา
“ท่านพี่ไท่จื่อเพคะ”
“หืม?”
“เมื่อเช้าเราเพิ่งกินไปมิใช่หรือเพคะ”
จี้ไป๋เงยหน้ามองนางอย่างเป็นธรรมชาติ “เมื่อเช้าคืออาหารเช้า ยามนี้เป็นอาหารกลางวัน จะนับรวมกันได้อย่างไร”
ฉินเนี่ยนถึงกับพูดไม่ออก เขาช่างมีเหตุผลเสียเหลือเกิน!
ชายหนุ่มกลับไม่สนใจสีหน้าของนาง เขาใช้ตะเกียบคีบเนื้อปลาที่เลาะก้างออกเรียบร้อยแล้ววางลงในถ้วยตรงหน้า “ลองดู ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องปลานึ่ง”
ฉินเนี่ยนก้มมองเนื้อปลา ก่อนเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง ใบหน้าเล็กเริ่มมุ่ยลงอย่างห้ามไม่อยู่
‘จี้ไป๋จ๋า... รีบหน่อยเถอะ ฉันพานายมาหาชิงชิงนะ ไม่ใช่ให้พวกเรามาเที่ยวด้วยกัน!’
ตะเกียบในมือจี้ไป๋หยุดลง ก่อนเขาจะเงยหน้ามองคนที่กำลังทำหน้ามุ่ยอยู่ตรงข้าม “เจ้าดูไม่ค่อยสนุก”
ฉินเนี่ยนชะงักทันที “เพคะ?”
“หากไม่อยากเที่ยวแล้ว เช่นนั้นพวกเรากลับจวนตอนนี้ก็ได้” กล่าวจบเขาก็ลุกพรวดขึ้นจากโต๊ะ ทำทีจะกลับเข้าเมืองหลวงทันทีเสียเดี๋ยวนี้
“ไม่ได้นะเพคะ!” ฉินเนี่ยคว้ามือของเขารั้งเอาไว้ทันที ก่อนค่อยๆ ดึงให้อีกฝ่ายนั่งลงเช่นเดิม นางคลี่ยิ้มหวานออกมาอย่างออดอ้อน
“เนี่ยนเอ๋อร์หมายถึง... ไหนๆ ก็เดินทางมาไกลถึงเพียงนี้แล้ว หากกลับเสียตอนนี้ก็น่าเสียดายมิใช่หรือเพคะ”
จี้ไป๋มองนางด้วยแววตาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “เช่นนั้นเจ้าสนุกหรือไม่”
“สนุกเพคะ”
“จริงหรือ”
ฉินเนี่ยนรีบพยักหน้าหงึกหงัก “จริงที่สุดเพคะ ท่านพี่พาไปที่ใด เนี่ยนเอ๋อร์ก็ชอบทั้งนั้น”
‘สนุกมาก สนุกที่สุด นายอยากแวะที่ไหนก็แวะ ขอแค่อย่าพาฉันกลับเมืองหลวงก็พอ!’
คราวนี้มุมปากของจี้ไป๋จึงยกขึ้นอย่างพึงพอใจ “เช่นนั้นก็กินปลาเสีย ก่อนจะเย็นหมด”
“เพคะ...” ฉินเนี่ยนรับคำด้วยรอยยิ้มหวาน ก่อนก้มหน้ากินปลาอย่างว่าง่าย กลัวเขาไม่เชื่อ นางยังคีบอาหารเข้าปากคำใหญ่ แล้วเคี้ยวแก้มตุ่ยเพื่อพิสูจน์ว่าตนมีความสุขกับมื้ออาหารเพียงใด
“ปลาอร่อยมากเพคะ!”
จี้ไป๋มองนางอย่างพิจารณา ฉินเนี่ยนรีบยิ้มหวานเพิ่มอีกสามส่วน
‘ห้ามคิดถึงซูชิงชิง ห้ามคิดถึงซูชิงชิง ห้ามคิดเด็ดขาด! เดี๋ยวตาขี้เก๊กนี่เกิดเปลี่ยนใจกลับเมืองหลวงจริงๆ!’
จี้ไป๋ได้ยินแล้วมุมปากก็ยกขึ้นอย่างไม่ปิดบัง ดูเหมือนเจ้าตัวเล็กตรงหน้าจะเรียนรู้เร็วอยู่ไม่น้อย และวิธีนี้ก็คงใช้ได้ผลดีเสียด้วย
ตราบใดที่ยังมีคำว่า ‘กลับจวน’ ใช้ขู่อยู่ นางก็คงไม่กล้าคิดถึงสตรีอื่นต่อหน้าเขาอีกพักใหญ่
ส่วนหุบเขาจิ่นหลัน... ไปถึงช้าสักหน่อยก็คงไม่เป็นไร
ยิ่งช้าเท่าใด เขาก็ยิ่งพอใจเท่านั้น
โอ๊ยยย เราก็เคลิ้มตามพี่อ่ะ...

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย