บทที่ 17/1 : หมดแล้ว...
บทที่ 17/1 : หมดแล้ว...
จวบจนขบวนขององค์ไท่จื่อมาถึงหุบเขาจิ่นหลัน ดวงตะวันก็คล้อยต่ำลงไปเกือบแตะสันเขาแล้ว แสงสีทองยามเย็นทอดยาวเหนือทุ่งดอกเบญจมาศป่าที่บานสะพรั่งไปทั่วหุบเขา ทว่านอกจากสายลมสารทที่พัดยอดดอกไม้ให้ไหวเอนเป็นระลอกแล้ว รอบด้านกลับเงียบสงบจนน่าใจหาย
อย่าว่าแต่ซูชิงชิงจะยังรออยู่เลย...
แม้แต่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชมดอกไม้ตั้งแต่เช้า ก็ทยอยเก็บของกลับกันไปหมดแล้ว
ร้านน้ำชาเล็กๆ ริมทางกำลังเก็บโต๊ะ พ่อค้าแม่ค้าที่มาตั้งแผงขายของก็พากันหอบตะกร้าเดินลงเขา กระทั่งรถม้าคันสุดท้ายยังสวนผ่านขบวนของพวกนางออกไปพอดี
ฉินเนี่ยนยืนอยู่ข้างรถม้า มองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าว่างเปล่า
ตลอดทางนางพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะไม่ทำหน้ามุ่ยอีก ไม่ว่าจี้ไป๋จะพาแวะที่ใดก็ยอมตามแต่โดยดี กระทั่งมาถึงจุดหมายในที่สุด นางยังคงฝืนรักษาสีหน้าเอาไว้ตลอดทาง แต่ยามนี้นางฝืนต่อไปไม่ไหวแล้ว
ไหล่เล็กตกลงอย่างไม่พยายามฝืน ใบหน้างามหงอยเหงาราวกับดอกไม้ที่ถูกแดดเผามาทั้งวัน ก่อนนางจะกวาดตามองหุบเขาที่เกือบไร้ผู้คนอีกครั้งอย่างหมดอาลัยตายอยาก
‘หมดแล้ว...’
‘คนกลับกันหมดแล้วจริงๆ’
‘ฉันอุตส่าห์วางแผนแทบตาย สุดท้ายอย่าว่าแต่พาจี้ไป๋มาเจอซูชิงชิงเลย กลายเป็นฉันพาตัวเองมาทำอะไรก็ไม่รู้...’
ยิ่งคิดก็ยิ่งหดหู่
วันนี้ทั้งวันนางพยายามไปเพื่อสิ่งใดกันแน่!
ต่างจากคนข้างกายที่ดูจะอารมณ์ดีผิดกับนางลิบลับ
จี้ไป๋ยืนกวาดสายตามองหุบเขาอันเงียบสงบตรงหน้าแล้วมุมปากก็ยกขึ้นอย่างพอใจ ก่อนหันมาหาคนตัวเล็กที่ยืนคอตกอยู่ข้างๆ
“ยังมีเวลาอยู่ ไปเดินชมดอกเบญจมาศกันเถิด”
ฉินเนี่ยนหันกลับไปมองเขาช้าๆ มองใบหน้าหล่อเหลาที่ดูรื่นเริงเสียเหลือเกิน แล้วความรู้สึกบางอย่างก็แล่นขึ้นมา แต่ครั้งนี้แม้แต่แรงจะบ่นในใจก็แทบไม่มีแล้ว หญิงสาวถอนหายใจยาว ก่อนส่ายหน้าเบาๆ
“ไม่ชมแล้วเพคะ พวกเรากลับกันเถิด”
จี้ไป๋ชะงักไปชั่วขณะ เดิมทีเขากำลังอารมณ์ดีไม่น้อย ที่หุบเขาจิ่นหลันยามนี้ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน และไม่มีใครให้นางคอยคิดจับคู่ให้เขาตลอดเวลา ทั้งหมดล้วนมาจากการอยากทำลายแผนการของเซี่ยซินหราน เขาถึงขั้นส่งคนล่วงหน้ามาดูลาดเลา คอยรายงานความเคลื่อนไหว และจงใจถ่วงเวลาตลอดทาง จนแน่ใจว่าซูชิงชิงจากไปแล้ว ค่อยเดินทางมาถึงที่นี่
ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามที่เขาต้องการทั้งสิ้นมิใช่หรือ?
ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าเล็กที่เคยสดใสตลอดทาง ยามนี้กลับห่อเหี่ยวเสียจนแทบจะก้มลงไปพร้อมไหล่ ความพอใจทั้งหมดของเขากลับค่อยๆ จางลง และถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ
จี้ไป๋มองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างระมัดระวัง “เจ้าโกรธพี่หรือ”
“มิได้โกรธเพคะ” ฉินเนี่ยนส่ายหน้า ตอบเสียงเบาหวิว
ยามนี้นางไม่มีแม้แต่แรงจะไปโกรธใคร กระทั่งไม่รู้ว่าจะต้องโกรธเขาจากจุดไหน หรือเรื่องอะไรก่อนดี นางเพียงรู้สึกเหนื่อยเหลือเกินเท่านั้น
ถึงคนตัวเล็กจะตอบว่าไม่โกรธ แต่เขารู้ว่านางคงผิดหวังอยู่ไม่น้อย
“เช่นนั้น... ให้พี่ไถ่โทษเจ้าอย่างหนึ่งดีหรือไม่?”
ฉินเนี่ยนเหลือบตามองอย่างไม่ค่อยมีชีวิตชีวา “ไถ่โทษอย่างไรเพคะ”
“พาเจ้าไปชมจุดที่งดงามที่สุดของหุบเขาจิ่นหลัน”
หญิงสาวเงยหน้ามองฟ้า ดวงตะวันคล้อยต่ำลงไปใกล้แนวเขาเต็มที “อีกเดี๋ยวก็มืดแล้วนะเพคะ”
จี้ไป๋มองนาง “ไม่เป็นไร พี่ยังอยู่กับเจ้าทั้งคน ต่อให้ฟ้ามืดกว่านี้ พี่ก็จะพาเจ้ากลับอย่างปลอดภัย”
ฉินเนี่ยเงยหน้ามองคนตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันกลับไปมองทุ่งดอกเบญจมาศกว้างไกลอีกครั้ง
อย่างไรเสียแผนการวันนี้ก็ล้มเหลวโดยสมบูรณ์แล้ว ต่อให้นางกลับตอนนี้ก็ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ในเมื่ออุตส่าห์มาถึงหุบเขาจิ่นหลันทั้งที หากแม้แต่ทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดยังไม่ได้เห็น แล้วจากไปอย่างห่อเหี่ยวเช่นนี้...
‘แบบนั้นจะขาดทุนเกินไปแล้ว!’
เมื่อคิดตก ดรุณีน้อยก็ปัดความขุ่นมัวทิ้งไป ใบหน้ามุ่ยๆ พลันกลับมาพยายามฮึกเหิมอีกครั้งทันที นางพยักหน้าแรงๆ เรียกพลังใจ
“ไปเพคะ”
เมื่อจี้ไป๋เห็นนางกลับมาร่าเริงได้ รอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลาก็กว้างขึ้นอย่างโล่งอก เขาหันไปพยักหน้าให้ลั่วเฉิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล
เพียงไม่นาน องครักษ์หนุ่มก็จูงม้าสีดำสนิทตัวใหญ่เข้ามา เพียงมันยืนนิ่งอยู่ก็แลดูสง่างามและเปี่ยมกำลังยิ่งนัก
ฉินเนี่ยนมองม้า แล้วหันกลับมามองจี้ไป๋
“ต้องขี่ม้าขึ้นไปหรือเพคะ”
“ทางด้านบนรถม้าผ่านไม่ได้”
กล่าวจบชายหนุ่มก็เหยียบโกลน ทะยานขึ้นหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว ก่อนโน้มตัวลงมายื่นมือให้นาง
“อย่ากลัว มาเถิด...”
หญิงสาวมองมือใหญ่ตรงหน้า เซี่ยซินหรานเป็นนักแสดงที่เคยผ่านฉากขี่ม้ามาแล้วนางย่อมไม่กลัว เพียงแต่ร่างนี้ของฉินเนี่ยนบอบบางนักจนอดหวั่นใจมิได้ ทว่าสุดท้ายนางก็วางมือลงบนฝ่ามือนั้นแต่โดยดี
จี้ไป๋กระชับมือแล้วออกแรงเพียงครั้งเดียว ร่างเล็กก็ถูกดึงขึ้นไปนั่งอยู่ด้านหน้าอย่างง่ายดาย
ทันทีที่ฉินเนี่ยนนั่งมั่นคง จี้ไป๋ก็ยื่นแขนทั้งสองข้างอ้อมตัวนางไปจับบังเหียนเบื้องหน้า ร่างเล็กจึงตกอยู่ในวงแขนของเขาโดยสมบูรณ์ แผ่นหลังบางแนบอยู่กับแผงอกกว้าง ขณะที่ชายหนุ่มโน้มกายเข้ามาเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาก็เลื่อนมาอยู่ใกล้ข้างขมับเสียจนลมหายใจอุ่นรินรดอยู่ข้างใบหู
หญิงสาวชะงักไปทันที ‘ใกล้ไปไหมเนี่ย...’
จู่ๆ ความร้อนจางๆ ก็ค่อยๆ ลามขึ้นมาตามใบหู แม้แต่จังหวะหัวใจก็เต้นแรงขึ้นมากกว่าปกติ ฉินเนี่ยนจึงรีบเบนสายตาไปยังทางเบื้องหน้าเสีย
จี้ไป๋เหลือบมองเสี้ยวหน้าของคนในอ้อมแขน มุมปากพลันยกขึ้นบางเบา ก่อนกระตุกบังเหียน ม้าสีดำก็ทะยานออกไปข้างหน้า
“อ๊ะ!”
เพราะยังไม่ทันตั้งตัว ฉินเนี่ยนจึงเผลอคว้าท่อนแขนที่โอบอยู่ข้างกายเอาไว้แน่น จี้ไป๋ก้มมองมือเล็กที่เกาะแขนตน ก่อนผ่อนฝีเท้าม้าลงเล็กน้อย
“นั่งให้มั่น”
“เพคะ...”
ครั้นตั้งตัวได้ ความตื่นตกใจในตอนแรกก็ค่อยๆ จางหาย ฉินเนี่ยนจึงคลายมือจากท่อนแขนของจี้ไป๋ เปลี่ยนไปจับหัวอานเบื้องหน้าไว้แทน
“ช้าหน่อยหรือไม่” เขาถาม
“ไม่ต้องเพคะ” ฉินเนี่ยนตอบทันที ก่อนหันหน้ากลับมาครึ่งหนึ่ง “เร็วขึ้นอีกหน่อยก็ได้เพคะ”
จี้ไป๋หัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ เมื่อครู่นางยังกลัวอยู่เลย พริบตาเดียวก็อยากให้เร็วขึ้นเสียแล้ว ทว่าเขาก็ยังตอบว่า “ได้”
คราวนี้คำว่า ‘ได้’ ของเขาดูจะตรงกับความหมายที่นางต้องการอยู่บ้าง เพราะม้าพุ่งทะยานเร็วขึ้นจริงๆ
ขณะที่ม้าพาพวกเขาวิ่งไปตามทางเล็ก ซึ่งทอดคดเคี้ยวผ่านทุ่งดอกเบญจมาศขึ้นสู่ไหล่เขา ลมสารทพัดเส้นผมข้างแก้มปลิวไหว กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกเบญจมาศลอยมากับสายลม ความห่อเหี่ยวที่สะสมอยู่ในใจของฉินเนี่ยนก็ค่อยๆ ถูกพัดออกไปทีละน้อย
‘ช่างเถอะ! แผนพังก็พังไป อย่างน้อยตอนนี้วิวก็สวยมาก!’
ความรู้สึกปลอดโปร่งเบาสบายนั้น ทำให้ร่างที่เคยนั่งเกร็งค่อยๆ ผ่อนคลายลง กระทั่งเผลอปล่อยน้ำหนักเอนพิงแผงอกกว้างด้านหลังมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
จี้ไป๋ก้มมองคนในอ้อมแขนด้วยสายตาที่อ่อนโยนลงหลายส่วน แล้วกระชับวงแขนที่โอบอยู่รอบเอวบางให้มั่นคงขึ้นเพื่อความปลอดภัย
เห็นน้องห่อเหี่ยวพี่ก็รู้สึกผิดแล้ว หรือว่า...

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย