LNCrawler

บทที่ 17/2 : อ้อ... มิได้งอน?

ข้านี่แหละนางร้ายชาเขียว — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 17/2 : อ้อ... มิได้งอน?

 

ไม่นานนัก ทั้งสองก็ขึ้นมาถึงยอดเขาอันเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่งดงามที่สุด จี้ไป๋ดึงบังเหียนให้ม้าหยุด ก่อนพลิกกายลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว

ขณะที่ฉินเนี่ยนกำลังจะขยับลงตาม ทว่าชายหนุ่มกลับเดินเข้ามาหยุดข้างตัวม้าเสียก่อน

“อย่าขยับ”

นางชะงัก ทันใดนั้นสองมือใหญ่ก็รวบเอวเล็กเอาไว้ แล้วยกร่างนางลงจากหลังม้าอย่างง่ายดาย กระทั่งปลายเท้าแตะพื้น มือของเขาจึงค่อยคลายออกอย่างเป็นธรรมชาติ

ฉินเนี่ยนเงยหน้ามองคนตัวสูงเล็กน้อย

ทว่าเพียงชั่วอึดใจ สายตาของนางก็ถูกทิวทัศน์ทุ่งดอกเบญจมาศป่าที่แผ่กว้างไปตามไหล่เขาและหุบต่ำเบื้องล่างดึงกลับทันที เพราะจากตรงนี้ สามารถมองเห็นหุบเขาจิ่นหลันได้เกือบทั้งหมด ไกลออกไป เป็นแนวภูเขาซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ งดงามจนแทบลืมหายใจ

ยิ่งยามนี้ดวงตะวันสีส้มแดงลอยเด่นอยู่ตรงช่องว่างระหว่างสันเขาสองลูก แสงอ่อนยามเย็นสาดอาบทั่วผืนฟ้าและทุ่งดอกไม้ จนทุกสิ่งราวกับถูกเคลือบไว้ด้วยสีทอง ยิ่งทำให้จิตใจอันว้าวุ่นของนางสงบนิ่ง

ฉินเนี่ยนยืนมองอยู่ครู่ใหญ่โดยไม่พูดอะไร

จนกระทั่งเสียงของจี้ไป๋ดังขึ้นข้างกาย “งามหรือไม่”

หญิงสาวพยักหน้าแรงๆ “งามมากเพคะ”

ก่อนหน้านี้นางยังคิดว่าหากรีบมาถึงตั้งแต่ยามบ่ายคงได้เห็นภาพงดงามกว่านี้ ทว่ายามนี้กลับต้องยอมรับว่า หากมาเร็วกว่านี้ นางอาจไม่ได้เห็นจิ่นหลันในช่วงเวลานี้ก็เป็นได้

จี้ไป๋ยื่นมือมาจับมือเล็กเอาไว้ ก่อนจูงนางเดินลึกเข้าไปในทุ่งดอกไม้ด้วยกัน เขาคอยใช้มืออีกข้างแหวกกิ่งเบญจมาศที่ขึ้นแน่นออกให้ตลอดทาง กระทั่งพบบริเวณพื้นราบซึ่งมองเห็นทิวทัศน์เบื้องหน้าได้ชัดเจนยิ่งกว่า เขาจึงแหวกดงดอกไม้ให้เป็นลานเล็กๆ เพื่อให้นางได้นั่งพักอย่างสบาย

ฉินเนี่ยนนั่งกอดเข่า มองดวงตะวันที่ค่อยๆ เคลื่อนต่ำลงไปหาสันเขาทีละน้อย สีส้มอ่อนสะท้อนอยู่ในดวงตากลมโต ใบหน้าที่ห่อเหี่ยวเมื่อครู่กลับมาสดใสขึ้นมากแล้ว

ส่วนจี้ไป๋ไม่ได้มองตะวันนานนัก สายตาคมกลับหยุดที่คนข้างกายแทน

จนกระทั่งฉินเนี่ยนรู้สึกได้ถึงสายตานั้นจึงหันกลับมา คราวนี้เขาไม่ได้หลบ ดวงตาสองคู่จึงสบกันตรงๆ ท่ามกลางแสงสุดท้ายของวัน

หญิงสาวกะพริบตาเล็กน้อย ก่อนเป็นฝ่ายถาม “มองอะไรหรือเพคะ”

“มองว่าเจ้าหายโกรธพี่แล้วหรือยัง”

หญิงสาวชะงัก นางไปโกรธเขาตอนไหนกัน ทว่าเพียงคิดว่าที่เขายอมพานางขึ้นมาตรงนี้เพราะคิดว่าถูกโกรธ หญิงสาวก็เม้มริมฝีปากเข้าหากันราวกับกำลังใช้ความคิดอย่างจริงจัง

“อืม...” นางทำท่าครุ่นคิดหนัก ทำเอาคนข้างกายต้องเลิกคิ้วรอ

สีหน้าของชายหนุ่มนั้นจริงจังนัก จนฉินเนี่ยนหลุดหัวเราะออกมาในที่สุด ก่อนพยักหน้าอย่างยอมผ่อนปรน “เห็นแก่ที่ท่านพี่พาเนี่ยนเอ๋อร์มาชมสถานที่งดงามเช่นนี้ก็แล้วกันเพคะ เนี่ยนเอ๋อร์จะไม่งอนท่านพี่แล้ว”

ครานี้เป็นจี้ไป๋ที่หลุดหัวเราะ “ที่แท้เจ้าก็งอนพี่อยู่หรือ”

ฉินเนี่ยนชะงัก

‘พลาดแล้ว... ฉันเผลอยอมรับไปแล้วสินะ โกรธน่ะไม่โกรธ แต่มันน่างอนจริงๆ นี่นา’

นางรีบเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “เนี่ยนเอ๋อร์เพียงอารมณ์ไม่ดีเท่านั้นเพคะ มิได้งอนเสียหน่อย”

“อ้อ... มิได้งอน?” ดวงตาคมเต็มไปด้วยความหยอกเย้า

ฉินเนี่ยนแทบวางตัวไม่ถูก รีบเอ่ยยืนยันเสียงแข็ง “แน่นอนเพคะ”

“เช่นนั้นเมื่อครู่ผู้ใดบอกว่าจะไม่งอนพี่แล้ว”

ฉินเนี่ยนอ้าปาก ก่อนจะพบว่าตนเองก็อธิบายไม่ได้เหมือนกัน จึงรีบเปลี่ยนเรื่องอย่างแนบเนียน

“ท่านพี่ยังจะถามอีกหรือเพคะ เนี่ยนเอ๋อร์อุตส่าห์ยอมไม่ถือสาแล้ว”

“เช่นนั้นพี่คงต้องขอบคุณเจ้ามาก”

น้ำเสียงนั้นจริงจังเกินไปจนฉินเนี่ยนอดหันไปถลึงตาใส่ไม่ได้ “ท่านพี่กำลังล้อเนี่ยนเอ๋อร์อยู่ใช่หรือไม่เพคะ”

“พี่หรือจะกล้า”

‘โกหกหน้าตาย!’

จี้ไป๋หัวเราะเบาๆ เขามองสีหน้ามีชีวิตชีวาตรงหน้า ความรู้สึกบางอย่างค่อยๆ อ่อนลงในอก

ยามนี้สตรีที่นั่งอยู่เคียงข้างเขา มิใช่ ‘ฉินเนี่ยน’ ผู้มักจะสวมหน้ากากเสแสร้งเป็นเด็กดี หรือพยายามเล่นตามบทบาทคู่หมั้นผู้คลั่งรัก หากแต่เป็นสตรีที่หงุดหงิดก็แสดงออก อารมณ์ดีขึ้นก็ยิ้ม จะเถียงก็เถียง และเวลาถูกจับได้ว่าพูดไม่เข้าท่า ก็รีบเปลี่ยนเรื่องหนีหน้าตาเฉย

นี่คือ ‘เซี่ยซินหราน’

จี้ไป๋เผลอมองสตรีตรงหน้านิ่งไปครู่หนึ่ง จนฉินเนี่ยนเริ่มรู้สึกแปลกๆ

“เหตุใดท่านพี่มองเนี่ยนเอ๋อร์เช่นนั้นอีกแล้วเพคะ”

“ไม่มีอะไร”

“ไม่มีอะไรแล้วมองตั้งนาน”

“พี่เพียงกำลังคิดว่า... เมื่อเจ้าไม่หน้ามุ่ยก็ดูดีกว่ามาก”

หญิงสาวที่กำลังรอคำตอบดีๆ จากเขาต้องอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนรีบยกมือกุมแก้มตัวเอง “เมื่อครู่เนี่ยนเอ๋อร์หน้ามุ่ยแล้วดูแย่มากหรือเพคะ”

“มาก” เขาตอบน้ำเสียงจริงจังนัก จนนางคิดว่าเป็นเรื่องจริง

“มากเพียงใด?” นางไม่เคยส่องกระจกตอนฉินเนี่ยนหน้ามุ่ยเสียด้วย

จี้ไป๋พยายามกลั้นขำ “ก็ประมาณคนถูกแย่งขนมไปทั้งจานกระมัง”

“...ท่านพี่!”

‘ตาจี้ไป๋นี่... นายแกล้งฉันอีกแล้วสินะ!’

เมื่อเห็นดวงตากลมโตถลึงใส่ตนอย่างเอาเรื่อง จี้ไป๋ก็ไม่อาจกลั้นได้อีก เสียงหัวเราะทุ้มดังขึ้นทันที

ฉินเนี่ยนยิ่งเห็นเขาหัวเราะก็ยิ่งขุ่นใจ มือเล็กยกขึ้นตีท่อนแขนอีกฝ่ายเบาๆ ไปหนึ่งทีอย่างไม่อาจห้ามเช่นกัน

“เจ็บนะ” ปากบอกว่าเจ็บแต่เขาก็หัวเราะไม่หยุด

“ยังจะหัวเราะอีกหรือเพคะ!” นางโมโหจนต้องทำแก้มพองลม

“พี่ไม่ได้หัวเราะเจ้า”

“โกหก! เห็นอยู่ว่าท่านพี่กำลังหัวเราะเนี่ยนเอ๋อร์”

“เช่นนั้นหรือ”

“ก็ใช่น่ะสิเพคะ!”

“ไม่หัวเราะแล้ว... ไม่หัวเราะ!” ชายหนุ่มพยายามทำสีหน้าจริงจัง ทว่ารอยยิ้มตรงมุมปากกลับปิดอย่างไรก็ไม่มิด

ฉินเนี่ยนจ้องจับผิดเขาอยู่ครู่หนึ่ง เดิมทีตั้งใจจะทำหน้าบึ้งใส่ให้ถึงที่สุด แต่พอเห็นคนตรงหน้าพยายามกลั้นหัวเราะเสียจนใบหน้าหล่อเหลาเริ่มแดงเรื่อ นางกลับเป็นฝ่ายหลุดหัวเราะออกมาเสียเอง

คราวนี้จี้ไป๋ก็หัวเราะตามอย่างไม่คิดจะกลั้นอีก สองคนหันมองหน้ากันอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกเบญจมาศ ก่อนเสียงหัวเราะของทั้งคู่จะค่อยๆ ประสานเข้าด้วยกันท่ามกลางแสงตะวันยามเย็น

ครั้นเสียงหัวเราะของทั้งคู่ค่อยๆ แผ่วลง ดวงตะวันก็ลับหายไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงแสงสีส้มแดงพาดอยู่เหนือแนวเขา ลมเย็นขึ้นทีละน้อย ฉินเนี่ยนจึงยกมือรวบชายแขนเสื้อ ก่อนหันไปมองคนข้างกาย

“ท่านพี่”

“หืม?”

“ที่จริงวันนี้...” นางเว้นไปเล็กน้อย ก่อนยิ้ม “ก็สนุกดีเพคะ”

จี้ไป๋เลิกคิ้ว “เพียงสนุกดี?”

ฉินเนี่ยนหัวเราะเบาๆ “สนุกมากก็ได้เพคะ”

“คำว่า ‘ได้’ ของเจ้าฟังไม่ค่อยเต็มใจนัก”

หญิงสาวหันขวับมามองเขาทันที ก่อนริมฝีปากจะยกขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์บ้าง “อย่างน้อยคำว่า ‘ได้’ ของเนี่ยนเอ๋อร์ก็ไม่เหมือนของท่านพี่”

จี้ไป๋เลิกคิ้ว “ของพี่เป็นอย่างไร”

“ท่านพี่บอกว่า ‘ได้’ ตอนอยู่ริมทะเลสาบ เนี่ยนเอ๋อร์นึกว่าจะพามาหุบเขาจิ่นหลันทันที ที่ไหนได้ ทั้งแวะเนินชมทิวทัศน์ ทั้งลำธาร ไหนจะดื่มชา กินอาหารกลางวัน แล้วยังแวะอีกตั้งหลายแห่ง...” นางยกนิ้วขึ้นนับทีละอย่าง “กว่าจะมาถึง คนอื่นก็กลับบ้านกันหมดแล้ว”

จี้ไป๋ฟังจนจบก็ยังมีหน้าถามอย่างไม่ทุกข์ร้อน “แล้วสุดท้ายพี่พาเจ้ามาถึงหรือไม่”

“...ถึงเพคะ”

“เช่นนั้นพี่ผิดที่ใด”

หญิงสาวจ้องเขาเขม็งอยู่พักใหญ่ ก่อนพึมพำ “คนเจ้าเล่ห์!”

“เจ้าว่าอะไรนะ” เดี๋ยวนี้นางช่างกล้าพูดออกมาแล้วจริงๆ ด้วย

นางยิ้มประจบทันที “เนี่ยนเอ๋อร์บอกว่า... ท่านพี่ช่างหลักแหลมยิ่งนักเพคะ”

“อ้อ...”

เห็นสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มของเขา ฉินเนี่ยนก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ได้เชื่อแม้แต่น้อย นางจึงหันหน้าหนีไปมองทิวทัศน์เบื้องล่างแทน

‘ช่างเถอะ วันนี้ให้นายชนะไปก่อนก็ได้ คราวหน้าเจอกันใหม่!’

จี้ไป๋ได้ยินเสียงในใจนั้นแล้วรอยยิ้มก็ยิ่งลึกขึ้น

คราวหน้าอย่างนั้นหรือ... ดูเหมือนเขาจะเริ่มตั้งตารอเสียแล้ว

 


น้องจะเอาคืนพี่ได้กี่โมงงงง

3395fded7c1b7f14f6f151c369f96e78.jpg

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย

https://dekd.co/w/e/49959