LNCrawler

บทที่ 19/1 : แอบมองอีกแล้วนะ

ข้านี่แหละนางร้ายชาเขียว — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 19/1 : แอบมองอีกแล้วนะ

 

สุดท้ายจึงลุกขึ้นแล้วค่อยๆ ถอดอาภรณ์ชั้นนอกออก เหลือเพียงเสื้อชั้นในที่ยังปกปิดร่างกายมิดชิด แล้วยื่นอาภรณ์เปียกชื้นในมือให้เขา

“ท่านพี่ รบกวนด้วยเพคะ”

จี้ไป๋จึงหันกลับมา ทว่าทันทีที่สายตาตกลงบนร่างเล็กตรงหน้า เขากลับนิ่งไปชั่วขณะ

แม้นางยังสวมอาภรณ์ชั้นในอยู่ มิได้เผยผิวพรรณเกินสมควร แต่เมื่อปราศจากเสื้อนอกตัวหนาที่เคยปกคลุม กลับเห็นสัดส่วนรูปร่างอรชรชัดขึ้นกว่าเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อครู่เขายังพูดเสียเต็มปากว่าจะไม่ล่วงเกินนาง ยามนี้คนพูดกลับใจสั่นจนต้องเป็นฝ่ายละสายตาไปทางกองไฟเสียเอง

ฉินเนี่ยนไม่ได้สังเกต จึงยังยื่นอาภรณ์ให้ “ท่านพี่เพคะ”

“อืม”

จี้ไป๋หันไปรับมาอย่างสงบนิ่งราวกับเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใด แล้วนำเสื้อของนางไปพาดไว้ข้างเสื้อของตน ก่อนหยิบกิ่งไม้เติมลงในกองไฟอีกสองสามกิ่ง แล้วขยับที่ว่างใกล้กองไฟที่สุดให้นาง

“มานั่งตรงนี้”

“เพคะ...” ฉินเนี่ยนพยักหน้าหงึกๆ ทว่าริมฝีปากกลับสั่นไม่หยุด ก่อนเดินเข้าไปนั่งกอดเข่ารับไออุ่นอย่างว่าง่าย

จี้ไป๋เห็นดังนั้นก็ขยับกิ่งไม้ในกองให้ความร้อนแผ่ออกมามากขึ้น ทว่าเมื่ออยู่ใต้แสงไฟส่องชัด ฉินเนี่ยนจึงสังเกตเห็นว่าอาภรณ์บริเวณหัวไหล่ซ้ายของเขาเปื้อนเลือดไปเกือบทั้งแถบ ดวงตากลมโตพลันเบิกกว้าง

“ท่านพี่ถูกยิงหรือ!”

จี้ไป๋ก้มมองตามสายตานาง สีหน้ากลับสงบนิ่งราวกับสิ่งที่เห็นไม่ใช่เลือดของตนเอง

“อืม”

“แล้วเมื่อครู่ท่านยังบอกว่าแผลเล็กน้อยอีกหรือเพคะ!”

“ก็ไม่ถูกจุดสำคัญมิใช่หรือ”

ฉินเนี่ยนถึงกับพูดไม่ออก คนผู้นี้มีเกณฑ์วัดคำว่า ‘เล็กน้อย’ ต่างจากคนทั่วไปหรืออย่างไร!

จี้ไป๋หยิบขวดกระเบื้องใบเล็กออกมาจากอกเสื้ออย่างใจเย็น ของเช่นนี้เขาพกติดกายจนเป็นนิสัยตั้งแต่ใช้ชีวิตอยู่ชายแดน เมื่อเปิดจุกออกจึงเห็นผงยาสำหรับห้ามเลือดอยู่ด้านใน

เขากำลังจะจัดการบาดแผลด้วยตนเอง ฉินเนี่ยนรีบขยับเข้าไปหา พร้อมกับยื่นมือคว้าขวดยาไปเสียก่อน

“เนี่ยนเอ๋อร์ทำให้เพคะ”

จี้ไป๋มองนาง “เจ้าทำเป็นหรือ”

“ทำเป็นเพคะ”

ในโลกเดิม เซี่ยซินหรานเคยผ่านการอบรมปฐมพยาบาลจากกองถ่ายหลายครั้ง โดยเฉพาะงานที่มีฉากต่อสู้หรือฉากเสี่ยง เรื่องห้ามเลือดและพันแผลเบื้องต้นย่อมรู้ดีอยู่แล้ว

คำตอบมั่นใจจนคนถามเลิกคิ้ว แต่สุดท้ายก็ยอมนั่งนิ่งให้นางจัดการแต่โดยดี

ฉินเนี่ยนเลื่อนผ้าที่ฉีกขาดบริเวณหัวไหล่ออกอย่างระมัดระวัง รอยลูกธนูอยู่บริเวณเนื้อหัวไหล่ด้านนอก โชคดีที่ไม่ลึกถึงกระดูกหรือจุดสำคัญ นางฉีกผ้าสะอาดจากชายผ้าซับด้านในของกระโปรงออกมา กดลงบนบาดแผลเพื่อห้ามเลือดที่ยังซึมอยู่พักหนึ่ง เมื่อเลือดซึมช้าลงจึงโรยผงยาทั้งสองด้าน แล้วใช้ผ้าอีกส่วนพันยึดรอบหัวไหล่กับต้นแขนให้แน่นพอดี

ระหว่างที่นางกำลังจัดปมผ้าให้เข้าที่ จี้ไป๋ก็ขมวดคิ้วขึ้นมา

ฉินเนี่ยนเงยหน้ามอง “เจ็บหรือเพคะ”

“ไม่เจ็บ”

“โกหก”

คราวนี้เขาไม่เถียง เพียงนั่งมองนางอยู่เงียบๆ

หญิงสาวจึงก้มหน้าจัดการต่ออย่างตั้งใจ แสงไฟสลัวสะท้อนบนใบหน้าจิ้มลิ้มที่ยังมีหยดน้ำเกาะตามเส้นผม ระยะห่างใกล้จนจี้ไป๋มองเห็นขนตาเปียกชื้นและปลายจมูกที่แดงเรื่อเพราะความหนาว

นางเองก็เพิ่งผ่านเหตุการณ์เป็นตายมาไม่ต่างกัน ใบหน้ายังคงซีดเซียวจากความหวาดกลัว ทว่ากลับเอาแต่จดจ่ออยู่กับการทำแผลให้เขา ราวกับลืมไปเสียสิ้นว่าตนเองก็เหนื่อยล้าไม่แพ้กัน

“เสร็จแล้วเพคะ” ฉินเนี่ยนเงยหน้าขึ้นมา แล้วพบว่าเขากำลังมองตนอยู่พอดี

‘แอบมองอีกแล้วนะ’

จี้ไป๋ละสายตาก้มมองแขนซ้ายที่ถูกพันผ้าเอาไว้อย่างประณีต ดูท่านางไม่เพียงทำเป็นแต่มีฝีมืออยู่ไม่น้อย รอยยิ้มบนมุมปากจึงยกขึ้นจางๆ

“ขอบใจ”

ฉินเนี่ยนพยักหน้าก่อนยื่นขวดยาคืนไปให้ แล้วขยับกลับไปนั่งใกล้กองไฟในที่ของตน ใช้สองมือโอบเข่ารับไออุ่น พลางมองออกไปยังปากถ้ำซึ่งยังมีแสงจันทร์สาดเข้ามาจางๆ

“ลั่วจ้านจะหาเราพบจริงๆ หรือเพคะ”

“พบ”

“ท่านพี่มั่นใจถึงเพียงนั้นเชียว”

“เขาติดตามพี่มาหลายปี หากแค่นี้ยังตามไม่พบ พรุ่งนี้พี่คงต้องเปลี่ยนองครักษ์เสียแล้ว”

ฉินเนี่ยนหันมองเขาทันที ไม่รู้ว่าควรสงสารลั่วจ้านหรือหัวเราะก่อนดี ‘ลั่วจ้านเอ๋ย... ตัวไม่อยู่ยังจะถูกเจ้านายข่มขู่อีก ชีวิตองครักษ์นี่ลำบากจริงๆ’

จี้ไป๋ได้ยินก็ปรายตามองนาง แต่ไม่ได้โต้ตอบ

หลังจากนั้นทั้งคู่ก็นั่งเงียบกันอยู่อีกนาน ภายในถ้ำมีเพียงเสียงน้ำไหลจากลำน้ำที่อยู่ห่างออกไป จี้ไป๋คอยเติมกิ่งไม้ลงในกองไฟและฟังความเคลื่อนไหวจากปากถ้ำเป็นระยะ

เวลาผ่านไปจนดึกมาก ทั้งอาภรณ์บนตัวและที่ตากไว้ก็แห้งพอสมควร จี้ไป๋นำเสื้อชั้นนอกของฉินเนี่ยนส่งคืนให้นางสวม ส่วนของตนกลับนำมาปูลงบนพื้นบริเวณที่รองด้วยใบไม้แห้ง

“ดึกมากแล้วเจ้าหลับเถิด”

ฉินเนี่ยนมองเสื้อของเขาบนพื้นแล้วหันกลับมา “แล้วท่านพี่เล่าเพคะ”

“พี่จะเฝ้าไฟ”

“แต่ท่านพี่บาดเจ็บนะเพคะ”

“พี่ไม่เป็นไร”

ฉินเนี่ยนมองเขาอย่างไม่เชื่ออยู่พักหนึ่ง แต่ความเหนื่อยล้าตลอดทั้งวันทำให้หนังตาหนักจนแทบฝืนไม่ไหวอยู่แล้ว

จี้ไป๋เห็นเช่นนั้นก็เอ่ยขึ้นอีก “พักเสียเถิด หากคนของพี่มาเมื่อใด พี่จะปลุกเจ้าเอง”

“เช่นนั้น หากมีอะไรก็ปลุกเนี่ยนเอ๋อร์นะเพคะ”

“อืม”

สิ้นเสียง หญิงสาวจึงยอมเอนตัวลงอย่างว่าง่าย ทว่าทันทีที่ศีรษะแตะพื้น นางก็หลับใหลไปอย่างง่ายดาย

ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด เมฆหนาทึบก็เคลื่อนมาบดบังแสงจันทร์เหนือหุบเขา กระทั่งเสียงฟ้าร้องดังสนั่นขึ้นกลางราตรี

ครืน!

ฉินเนี่ยนสะดุ้งตื่น ยามนี้สายฝนกำลังเทกระหน่ำอยู่ด้านนอก เสียงน้ำกระทบโขดหินดังต่อเนื่อง ลมเย็นพัดลอดเข้ามาถึงปากถ้ำ ขณะที่กองไฟซึ่งเคยลุกแรงยามนางหลับเหลือเพียงเปลวอ่อนริบหรี่

หญิงสาวกะพริบตาอย่างงุนงง แล้วหันไปมองคนที่ควรนั่งเฝ้าไฟอยู่ไม่ไกล แต่จี้ไป๋กลับนอนนิ่งอยู่กับพื้น

“ท่านพี่?”

ไม่มีเสียงตอบ

“ท่านพี่ ได้ยินหรือไม่เพคะ”

ปกติจี้ไป๋เป็นคนระวังตัวถึงเพียงนั้น ต่อให้นางขยับแรงสักหน่อยก็ควรรู้สึกตัว ทว่ายามนี้กลับไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับแม้แต่น้อย

คราวนี้ฉินเนี่ยนเริ่มหวาดกลัวขึ้นมาอีกครั้ง

นางรีบผุดตัวลุกขึ้นเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย ค่อยๆ ยกมืออังจมูกของเขา

 


ไหนว่าแผลเล็กน้อยไง... พี่ตื่นขึ้นมาก่อน...

ec76ea91c2104e312eb7afae50ddb7c7.jpg

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย

https://dekd.co/w/e/49959