บทที่ 2/1 : รีบๆ เข้ามาสิตั๋วกลับบ้าน มาสับคอฉันเลย!
บทที่ 2/1 : รีบๆ เข้ามาสิตั๋วกลับบ้าน มาสับคอฉันเลย!
‘โอ้โห... หล่อ... หล่อมาก หล่อทะลุเกราะ หล่อกระแทกตา หล่อกว่าพวกพระเอกตัวท็อปแถวหน้าในวงการอีก!’
เสียงกรีดร้องในใจของเซี่ยซินหรานดังสนั่นจนลืมสิ้นเสียทุกสิ่ง ในความทรงจำของฉินเนี่ยนก็นับว่าจี้ไป๋หน้าตาดีมากแล้ว แต่เมื่อเห็นตัวจริง นางถึงได้รู้ว่าความทรงจำนั้นยังถ่ายทอดออกมาได้ไม่หมดด้วยซ้ำ
ดวงตากลมโตไล่มองตั้งแต่โครงหน้าคมคาย คิ้วเข้มพาดเฉียงเหนือดวงตาคมลึก สันจมูกโด่ง ริมฝีปากบาง เมื่อไม่มีรอยยิ้มก็ยิ่งดูดุดัน ก่อนจะเลื่อนลงมาสำรวจรูปร่างภายใต้เกราะเหล็กสีดำที่ใช้เดินทางกลับจากชายแดน รูปร่างของเขาสูงใหญ่กว่าบุรุษทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ไหล่กว้าง เอวสอบ ช่วงขายาว
‘ดูกล้ามนั่นสิ... แข็งแรงขนาดนี้ ถอดเกราะออกมาหน้าท้องต้องมีซิกซ์แพ็กเรียงตัวสวยเป็นมัดๆ แน่ แม่เจ้าโว้ย! อาหารตาชั้นเลิศ! ฮิฮิ’
จี้ไป๋ที่เพิ่งเดินเข้ามากลางตำหนักฝีเท้าชะงักกึก! หันขวับไปมองรอบกายด้วยสายตาคมกริบ ตามหาว่าผู้ใดกล้าเอ่ยวาจาสามหาวไร้ยางอายถึงเพียงนี้ในตำหนักคุนหนิง! แล้วซิกซ์แพ็กคือสิ่งใด?
เหล่านางกำนัลรอบด้านต่างยืนสงบเสงี่ยม ไม่มีผู้ใดขยับริมฝีปากแม้แต่น้อย ทว่าเสียงนั้นกลับดังขึ้นอีกครั้ง
‘โอ๊ย... หล่อขนาดนี้ฉันชักเสียดายขึ้นมาแล้วสิ พระเอกของฉันจะหล่อได้ครึ่งของตานี่ไหมนะ? แถมยังไม่รู้เลยว่าใครจะได้มาเล่นคู่กัน... ยิ่งคิดก็ยิ่งอยากกลับบ้าน’
คราวนี้จี้ไป๋หันไปยังทิศทางของเสียงอย่างแม่นยำ สายตาคมหยุดอยู่ที่สตรีตัวเล็กในชุดสีม่วงอ่อนซึ่งนั่งเรียบร้อยอยู่ข้างพระมารดา เขาต้องใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งจึงจำได้ว่านางคือฉินเนี่ยน
สายตาที่เดิมทีก็ไม่ได้อ่อนโยนอยู่แล้วพลันเย็นเยียบลงอีกหลายส่วน แค่เขาต้องทนรับ ‘จดหมายรัก’ อันน่าสะอิดสะเอียนจากนางมาตลอดเจ็ดวัน ยามนี้พอเจอหน้า นางยังกล้าพูดจาแทะโลมเขาด้วยภาษาประหลาดต่อหน้าธารกำนัลอีกหรือ?!
ฉินเนี่ยนเห็นอีกฝ่ายจ้องตนเองตาเขม็งก็เชิดคางขึ้นเล็กน้อย แอบคิดในใจอย่างท้าทาย
‘จ้องทำไม? ได้อ่านจดหมายรักพวกนั้นแล้วล่ะสิ ฮิฮิ โมโหหรือเปล่าล่ะ ถ้านายโมโหมากก็รีบๆ ชักกระบี่เข้ามาตัดคอฉันเร็วเข้า!’
นายคือผู้ใด? ฉันคือผู้ใด? จี้ไป๋ขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาคมเพ่งมองริมฝีปากบางสีชมพูระเรื่อของคนตรงหน้าที่ไม่ได้ขยับแม้แต่น้อย ทว่าเสียงกังวานใสนั้นกลับดังชัดเจนอยู่ในหัวของเขา และหากพูดถึงเรื่อง ‘จดหมาย’ ผู้ที่ส่งมันมาไม่เว้นวันก็มีเพียงฉินเนี่ยนคนเดียวเท่านั้น
‘เอ๊ะ? ยืนบื้อทำไมอยู่ล่ะ รีบๆ เข้ามาสิตั๋วกลับบ้าน มาสับคอฉันเลย!’
ตั๋วกลับบ้านหรือ? จี้ไป๋นิ่งงัน ชายหนุ่มจ้องมองสตรีจอมมารยาตรงหน้าอย่างพิจารณา ฉินเนี่ยนยังคงนั่งเรียบร้อย รอยยิ้มอ่อนหวาน ดวงตากลมโตใสซื่อ ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนที่กำลังบ่นเขาอยู่ไม่หยุด แล้วเหตุใดเขาจึงได้ยินเสียงนั้น หรือสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่นี้... จะเป็นเสียงในใจของนาง?!
“ไป๋เอ๋อร์ เหตุใดยืนอยู่ตรงนั้น ไม่เข้ามาเสียที”
เสียงของฉินฮองเฮาดึงสติชายหนุ่มกลับมา และเหมือนว่ามีเพียงเขาที่ได้ยินคำพูดพวกนั้นของฉินเนี่ยน จี้ไป๋จึงกดข่มความหงุดหงิดและความสงสัยเอาไว้ชั่วคราว ก่อนสาวเท้าเข้าไปด้านในและประสานมือคำนับพระมารดาอย่างนอบน้อม
“ลูกถวายพระพรเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ”
ฉินฮองเฮาทอดพระเนตรบุตรชายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เมื่อเห็นว่ายังอยู่ในชุดเกราะและมีร่องรอยจากการเดินทางอยู่ไม่น้อย พระพักตร์ก็อ่อนลง “ลุกขึ้นเถิด เพิ่งกลับถึงเมืองหลวง เหตุใดไม่กลับตำหนักไปผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ก่อน”
“ลูกเพิ่งออกจากเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ จึงมาคารวะเสด็จแม่ก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
ฉินฮองเฮาพยักพระพักตร์ ส่วนฉินเนี่ยนเห็นเขาคารวะเสร็จก็รีบลุกขึ้นยืน ย่อกายลงอย่างอ่อนหวานมีมารยาทจนหาที่ติไม่ได้
“เนี่ยนเอ๋อร์คารวะท่านพี่ไท่จื่อเพคะ”
น้ำเสียงนั้นหวานนุ่ม รอยยิ้มก็อ่อนโยน ดวงตากลมโตฉายแววคิดถึงอย่างพอเหมาะ ทุกสิ่งสมบูรณ์แบบราวกับผ่านการซักซ้อมมาแล้วนับสิบครั้ง สำหรับเซี่ยซินหรานแล้ว การแสดงเพียงเท่านี้แทบไม่ต่างจากการหายใจ
จี้ไป๋มองหญิงสาวตรงหน้าอย่างเงียบงัน เขาปล่อยให้นางคำนับอยู่เช่นนั้นอย่างไม่ยอมเอ่ยปากอนุญาตให้ลุกขึ้น
‘ฮึก... ปวดขา ตาขี้เก๊ก นายจะฆ่าก็รีบฆ่า อย่าให้ฉันต้องมาย่อนาน’
ขี้เก๊ก? ดวงตาคมของชายหนุ่มพลันหรี่ลง มุมปากลอบยกยิ้มบางเบา คราวนี้เขาแน่ใจแล้วว่าเสียงที่ได้ยินนั้นคือเสียงในใจของฉินเนี่ยนจริงๆ และ ‘นาย’ ก็น่าจะหมายถึงตัวเขา ส่วน ‘ฉัน’ ก็น่าจะหมายถึงตัวนาง
ท้ายที่สุดฉินฮองเฮาก็ทนมองหลานสาวถูกบุตรชายรังแกด้วยความเงียบขรึมต่อไปไม่ไหว จึงรีบกวักพระหัตถ์เรียก
“เนี่ยนเอ๋อร์ลุกขึ้นเถิด กลับมานั่งนี่เร็ว”
‘เย้! เสด็จอาใจดีที่สุด ไม่เหมือนตาคนนี้ ชิ!’
“ขอบพระทัยเพคะเสด็จอา”
ฉินเนี่ยนยิ้มแก้มปริ รีบกลับไปนั่งข้างฉินฮองเฮาอย่างว่าง่ายแสนเชื่อฟัง แม้ในใจยังอยากหาเรื่องก่อกวนจี้ไป๋ต่อ ทว่าแม่ลูกไม่ได้พบหน้ากันมานานหลายปี ต่อให้นางอยากรีบทำภารกิจกลับบ้านเพียงใดก็ยังรู้จักกาลเทศะอยู่บ้าง จึงเพียงหยิบขนมชิ้นเล็กขึ้นมากัด พลางนั่งฟังอยู่เงียบๆ
“ไป๋เอ๋อร์ มานั่งนี่ให้แม่ดูหน่อย”
จี้ไป๋รับคำ ก่อนเดินเข้าไปนั่งอีกด้านหนึ่งของพระมารดา
ฉินฮองเฮาทอดพระเนตรบุตรชายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างละเอียดอยู่พักใหญ่ ราวกับต้องการแน่พระทัยด้วยตาตนเองว่า บุตรชายซึ่งจากเมืองหลวงไปถึงห้าปีได้กลับมายืนอยู่ตรงหน้าครบถ้วนปลอดภัยจริงๆ
“หลายปีมานี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง มีบาดเจ็บที่ใดหรือไม่” น้ำเสียงของพระนางอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“เสด็จแม่ทรงวางพระทัย ลูกสบายดีพ่ะย่ะค่ะ”
“จริงหรือ” แม้ได้ยินเช่นนั้น ฉินฮองเฮาก็ยังไม่คลายกังวลนัก ชายแดนทางเหนือทั้งหนาวเหน็บและมีศึกสงครามอยู่เนืองๆ บุตรชายจากไปตั้งห้าปี ถึงจะมีจดหมายส่งกลับมาไม่เคยขาด ทั้งยังรายงานเสมอว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ทว่าไหนเลยคนเป็นแม่จะวางใจลงได้อย่างแท้จริง
“หลายปีมานี้ลูกทำให้เสด็จแม่ทรงเป็นห่วงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” แววตาคมของชายหนุ่มอ่อนลงเล็กน้อย “ยามนี้ชนเผ่าหลายส่วนยอมถอยกลับไปแล้ว เมื่อสามเดือนก่อนยังส่งคนมาเจรจาสงบศึก หากไม่มีเหตุแทรกซ้อน คงไม่เกิดศึกใหญ่อีกในเร็ววันนี้”
ฉินฮองเฮาพยักพระพักตร์อย่างโล่งพระทัย “ดีแล้ว ในเมื่อชายแดนสงบ เจ้าก็กลับมาอยู่เมืองหลวงเสียที หลายปีมานี้เอาแต่ทุ่มเทให้บ้านเมือง จากนี้ก็ควรคิดถึงเรื่องของตนเองบ้าง”
จี้ไป๋ยังไม่ทันได้ตอบ พระนางก็ทอดพระเนตรไปยังหลานสาวที่นั่งเรียบร้อยอยู่ข้างกาย ก่อนรอยยิ้มจะผุดขึ้นอย่างมีความหมาย
“เจ้ากับเนี่ยนเอ๋อร์หมั้นหมายกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ บัดนี้เจ้าก็อายุไม่น้อยแล้ว นางเองก็รอเจ้ากลับมาหลายปี ถึงเวลาที่ควรคิดเรื่องสร้างครอบครัวกันเสียที”
ฉินเนี่ยนที่กำลังเคี้ยวขนมอยู่ถึงกับสะดุ้งเกือบสำลักออกมาตรงนั้น
‘ให้ตายเถอะ! ตามบทก็ต้องเป็นแบบนี้สินะ!’
จี้ไป๋หันไปมองนางทันที หญิงสาวยังคงนั่งตัวตรงเรียบร้อย ใบหน้าเล็กแดงระเรื่อขึ้นอย่างพอเหมาะ ดวงตากลมโตหลุบลงต่ำ ราวกับเขินอายเมื่อถูกผู้ใหญ่เอ่ยถึงเรื่องแต่งงาน ท่าทางทุกอย่างยังคงเป็นฉินเนี่ยนที่เขาคุ้นเคยไม่มีผิดเพี้ยน แต่เสียงเมื่อครู่...
ฉินฮองเฮาเห็นหลานสาวก้มหน้างุดก็ยิ่งนึกเอ็นดู อดหยอกเย้าไม่ได้ “เนี่ยนเอ๋อร์ว่าอย่างไร”
‘ตาฉันแล้ว...’ ดวงตาที่หลุบต่ำพลันเป็นประกายวาบ ฉินเนี่ยนเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มอ่อนหวาน
“เรื่องใหญ่เช่นนี้ เนี่ยนเอ๋อร์ย่อมฟังตามที่เสด็จอาเห็นสมควรเพคะ”
คำตอบนั้นถูกใจฉินฮองเฮายิ่งนัก พระนางหัวเราะเบาๆ ส่วนฉินเนี่ยนก็ฉวยจังหวะหันไปมองคู่หมั้นของตน แล้วเอ่ยถามอย่างระมัดระวังราวกับเกรงว่าจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ
“ท่านพี่ไท่จื่อได้รับจดหมายของเนี่ยนเอ๋อร์หรือไม่เพคะ”
บรรยากาศภายในห้องโถงเงียบลงไปชั่วขณะ
อิพี่ได้ยินเสียงในใจน้องค่าาาา แบบนี้ชะตาจะเป็นยังไงเน้อออ

ฝากทุกคนทิ้งสติ๊กเกอร์ 1 ตัว ไว้อาลัย เฮ้ย! แสดงความยินดีกับน้องด้วยนะคะ บทหน้าน่าจะได้กลับบ้านแล้วแหละ 55555