บทที่ 20/1 : ใจจะขาด!
บทที่ 20/1 : ใจจะขาด!
ทว่าไม่นานเสียงเรียกคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านนอก
“องค์ไท่จื่อ!”
จี้ไป๋จำได้ทันทีว่าเป็นเสียงของลั่วจ้าน เขาจัดท่าให้ฉินเนี่ยนนอนสบายขึ้น แล้วลุกออกไปดูด้วยตนเอง
ด้านนอก ลั่วจ้านกับลั่วเฉิงนำองครักษ์จำนวนหนึ่งตามมาถึงแล้ว พร้อมหมอประจำขบวนที่สะพายกล่องยาติดมาด้วย
ทันทีที่เห็นผู้เป็นนาย ลั่วจ้านก็รีบคุกเข่าลง
“องค์ไท่จื่อ กระหม่อมอารักขาไม่ดี ขอพระองค์...” คำพูดพลันขาดหาย เมื่อสายตาเหลือบเห็นผ้าพันแผลตรงหัวไหล่ซ้ายของจี้ไป๋
“พระองค์ถูกศรหรือพ่ะย่ะค่ะ!”
“ข้ากินยาระงับพิษแล้ว” จี้ไป๋ตอบเพียงเท่านั้น ก่อนหันไปทางหมอทันที “คุณหนูฉินมีไข้สูง ตามข้ามา”
พูดจบก็หมุนกายกลับเข้าไปในถ้ำ โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดซักถามเรื่องบาดแผลของตนอีก
จี้ไป๋กลับมานั่งลงข้างฉินเนี่ยน ดึงอาภรณ์ชั้นนอกทั้งสองตัวขึ้นห่อร่างเล็กจนมิดชิด เหลือเพียงใบหน้ากับมือข้างหนึ่งเท่านั้น แล้วจึงประคองนางขึ้นมาแนบอก
“เข้ามา”
หมอหนุ่มรีบเข้ามาคุกเข่า ก่อนวางผ้าผืนบางลงบนข้อมือของฉินเนี่ยน แล้วจึงแตะปลายนิ้วตรวจชีพจรผ่านเนื้อผ้า
ลั่วจ้านตามเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลัง พอเห็นผู้เป็นนายยังไม่คิดจะสนใจอาการของตน ก็รีบหยิบขวดกระเบื้องออกมา เปิดจุกแล้วเทยาลูกกลอนเม็ดหนึ่งลงบนฝ่ามือ ก่อนยื่นถวาย
“องค์ไท่จื่อ เมื่อคืนกระหม่อมตรวจพบว่าหัวศรของพวกนักฆ่าล้วนชุบพิษไว้ ยาที่พระองค์เสวยไปช่วยระงับพิษได้เพียงชั่วคราว โปรดเสวยยาถอนพิษก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
จี้ไป๋รับยามากลืนลงไปโดยไม่ละสายตาจากคนในอ้อมแขน ก่อนถามหมอทันที “นางเป็นอย่างไร”
หมอตรวจชีพจรอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบ “คุณหนูฉินต้องความหนาว ทั้งยังอ่อนเพลียอย่างมากจึงมีไข้ขึ้นพ่ะย่ะค่ะ โชคดีที่ชีพจรยังไม่นับว่าอันตราย ให้กินยาลดไข้เสียก่อน แล้วรีบพากลับไปพักในที่อบอุ่นก็จะดีขึ้น”
“เอายามา”
“พ่ะย่ะค่ะ” หมอรีบหยิบยาออกมาส่งให้
จี้ไป๋ก้มมองคนที่ยังซุกนิ่งอยู่กับอก ก่อนแตะแก้มนางเบาๆ
“เนี่ยนเอ๋อร์ ตื่นมากินยาก่อน”
ฉินเนี่ยนขมวดคิ้ว ส่งเสียงอือเบาๆ ในลำคอ แต่ยังไม่ยอมลืมตา
“เนี่ยนเอ๋อร์” เขาเรียกซ้ำอีกครั้ง พลางประคองร่างนางให้สูงขึ้นเล็กน้อย
เมื่อเห็นว่านางเริ่มรู้สึกตัวจึงป้อนยาเข้าปาก แล้วรับถุงน้ำจากลั่วจ้านมาจ่อตรงริมฝีปาก
“ดื่มน้ำเสียหน่อย”
หญิงสาวกลืนยาลงไปอย่างสะลึมสะลือ จิบน้ำตามเพียงไม่กี่อึกก็ซบกลับลงกับอกเขาดังเดิม
จี้ไป๋รอจนแน่ใจว่านางกินยาเรียบร้อยแล้ว จึงหันไปออกคำสั่ง
“เตรียมรถม้า กลับเมืองหลวง”
“พ่ะย่ะค่ะ” ลั่วเฉิงรับคำแล้วรีบออกไปจัดการทันที
ส่วนจี้ไป๋ก้มมองคนในอ้อมแขนอีกครั้ง ฉินเนี่ยนยังคงหลับตาแน่นเพราะพิษไข้ ใบหน้าเล็กแดงเรื่อผิดกับริมฝีปากที่ซีดจาง เขาจึงกระชับอาภรณ์รอบตัวนางให้มิดชิด แล้วช้อนร่างเล็กขึ้นอุ้ม
ทันทีที่ลุกขึ้น ความเจ็บตรงหัวไหล่ซ้ายก็แล่นขึ้นมาจนคิ้วเข้มขมวดเล็กน้อย ทว่าจี้ไป๋เพียงหยุดอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนอุ้มนางเดินออกจากถ้ำตามเดิม
ลั่วจ้านเห็นดังนั้นก็รีบก้าวเข้ามา
“พระองค์ทรงบาดเจ็บ ให้กระหม่อมอุ้มคุณหนูฉินเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
จี้ไป๋ปรายตามองเขา “ไม่ต้อง”
“แต่พระกร...”
“ข้าอุ้มไหว”
น้ำเสียงนั้นเรียบเฉย ทว่าชัดเจนจนไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยซ้ำ
จี้ไป๋จึงอุ้มฉินเนี่ยนเดินผ่านเหล่าองครักษ์ไปยังรถม้าที่เตรียมไว้ แม้ทุกครั้งที่ขยับแขน บาดแผลจะตึงเจ็บขึ้นมาไม่น้อย เขากลับไม่คิดส่งคนในอ้อมแขนให้ผู้ใดรับช่วงต่อ
ตลอดทางจนถึงจวนเจิ้งกั๋วกง ฉินเนี่ยนยังคงอยู่ในอ้อมแขนของเขาเพียงผู้เดียว
หลังส่งฉินเนี่ยนกลับถึงจวนเจิ้งกั๋วกงอย่างปลอดภัย จี้ไป๋ก็เดินทางกลับตำหนักบูรพา
ข่าวที่ขบวนองค์ไท่จื่อถูกลอบโจมตีระหว่างทางกลับเมืองหลวง ถูกส่งเข้าวังตั้งแต่เช้าตรู่ ทว่ารายละเอียดที่แท้จริงของเหตุการณ์ยังถูกปิดไว้ มีเพียงข่าวว่าองค์ไท่จื่อกับคุณหนูฉินประสบเหตุระหว่างเดินทาง และยามนี้ปลอดภัยแล้วเท่านั้น
แต่เพียงเท่านี้ก็เพียงพอให้ฉินฮองเฮานั่งไม่ติด
ทันทีที่ทราบว่าพระโอรสถูกพบตัวและกำลังเดินทางกลับ นางก็พาหมอหลวงตรงมายังตำหนักบูรพาด้วยตนเอง กระทั่งจี้ไป๋กลับมาถึง จึงเห็นพระมารดานั่งรออยู่ด้านในแล้ว
ฉินฮองเฮาลุกขึ้นทันทีที่เห็นเขา
“ไป๋เอ๋อร์!”
จี้ไป๋ยังไม่ทันได้ถวายคำนับ นางก็เดินเข้ามาจับแขนเขาเสียก่อน สายตากวาดมองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ราวกับต้องการหาให้แน่ใจด้วยตนเองว่า นอกจากแผลตรงหัวไหล่ซ้าย บุตรชายยังอยู่ครบทุกส่วนจริงๆ
“แผลเจ็บมากหรือไม่”
“เล็กน้อยพ่ะย่ะค่ะ”
ฉินฮองเฮาขมวดพระขนง คำว่า ‘เล็กน้อย’ จากปากบุตรชายคนนี้ นางไม่เคยเชื่อถือได้เลยสักครั้ง
“นั่งลง ให้หมอตรวจ”
จี้ไป๋รู้ดีว่าต่อให้พูดอย่างไรก็คงหลบไม่พ้น จึงยอมนั่งลงแต่โดยดี
หมอหลวงรีบเข้ามาตรวจอาการ เมื่อแกะผ้าพันแผลตรงหัวไหล่ซ้ายออก รอยแผลจากลูกศรก็ปรากฏชัดเจน ทว่าหลังตรวจอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าของหมอกลับเคร่งขรึมขึ้น
“องค์ไท่จื่อ เมื่อเช้าพระองค์ได้เสวยยาถอนพิษแล้วใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ฉินฮองเฮาหันขวับ “ถอนพิษ?”
จี้ไป๋หลับตาลงชั่วครู่ ดูท่าครั้งนี้คงปิดไม่พ้นแล้ว
พระนางจึงหันขวับไปเค้นความกับหมอหลวง “ศรมีพิษหรือ”
คราวนี้หมอหลวงมีหรือจะกล้าปิดบัง จึงประสานมือรายงานตามจริง “ทูลฮองเฮา จากชีพจรขององค์ไท่จื่อยังมีพิษตกค้างอยู่เล็กน้อยพ่ะย่ะค่ะ แต่โชคดีที่พระองค์ได้รับยาระงับพิษไว้ทันเวลา และเสวยยาถอนพิษไปแล้ว ยามนี้ไม่นับว่าเป็นอันตราย เพียงต้องเสวยยาต่อเนื่องและพักผ่อนให้มาก”
“จี้ไป๋!” ฉินฮองเฮาหันขวับกลับมามองพระโอรสทันที เรื่องดีๆ เช่นนี้ ก็มีแต่ฝีมือเจ้าลูกชายตัวดี ที่สั่งปิดข่าวจากพระนางเท่านั้น
ชายหนุ่มที่รู้ความผิดอยู่เต็มอกแต่กลับยังคงสงบนิ่ง จนเห็นว่าพระมารดาทรงกริ้วเข้าแล้วจริงๆ เขาจึงยอมเอ่ย
“ลูกพ้นอันตรายแล้ว เสด็จแม่อย่าได้กังวลเลยพ่ะย่ะค่ะ”
ฉินฮองเฮาจ้องเขาอยู่นาน สุดท้ายกลับทำได้เพียงถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างทำอะไรไม่ได้ ก่อนยกมือขึ้นแตะใบหน้าพระโอรสเบาๆ
“เจ้านี่นะ! เรื่องเช่นนี้ห้ามปิดบังแม่อีก”
จี้ไป๋สบตาพระมารดาอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบ “พ่ะย่ะค่ะ”
แม้ไม่รู้ว่าคำรับนี้จะเชื่อถือได้มากเพียงใด แต่อย่างน้อยฉินฮองเฮาก็ยอมปล่อยผ่านไปชั่วคราว นางจึงถามถึงอีกคนที่น่ากังวลไม่ต่างกัน
“แล้วเนี่ยนเอ๋อร์เล่า”
“มีไข้เล็กน้อยพ่ะย่ะค่ะ หมอตรวจแล้วบอกว่าไม่เป็นอันตราย ลูกส่งนางกลับถึงจวนเจิ้งกั๋วกงเรียบร้อยแล้ว”
ฉินฮองเฮาขมวดพระขนง “เช่นนั้นแม่จะไปดูนาง”
“เสด็จแม่ ยามนี้นางน่าจะกินยาแล้วหลับอยู่ หากพระองค์เสด็จไป นางคงต้องฝืนลุกขึ้นมารับเสด็จอีก”
ฉินฮองเฮานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงยอมเปลี่ยนใจ
“เช่นนั้นส่งของบำรุงไปก่อน” นางหันไปสั่งนางกำนัลทันที “นำโสมร้อยปี รังนก ยาบำรุง แล้วก็ของบำรุงที่เพิ่งถวายเข้าวังเมื่อเดือนก่อนส่งไปจวนเจิ้งกั๋วกงทั้งหมด”
นางหยุดคิดเล็กน้อย “เอาไข่มุกราตรีไปด้วย”
จี้ไป๋เลิกคิ้ว “ไข่มุกราตรีช่วยลดไข้ได้ด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ฉินฮองเฮาหันมองเขา “ให้นางไว้เล่นตอนหายป่วยไม่ได้หรือ”
จี้ไป๋หลุดหัวเราะอย่างไม่อาจห้าม ไม่น่าแปลกใจเลยที่ฉินเนี่ยนเติบโตมาโดยไม่เคยรู้จักคำว่าขาดแคลน แค่มีไข้ครั้งเดียว เสด็จแม่ก็แทบจะยกคลังส่วนพระองค์ไปให้นางแล้ว
สองแม่ลูกเพิ่งพูดคุยกันได้ไม่นาน เสียงขันทีด้านนอกก็ดังขึ้น
“ฝ่าบาทเสด็จ! เผยกุ้ยเฟยเสด็จ! องค์ชายรองเสด็จ!”
จะเอ็นดูใครก่อนดี... ว่าแต่อีกสามคนนี่มาเยี่ยม หรือมาดูผลงานกันนะ

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย