บทที่ 20/2 : กำลังชี้นำฝ่าบาท
บทที่ 20/2 : กำลังชี้นำฝ่าบาท
จี้ไป๋ลุกขึ้นจากที่นั่ง แม้การขยับหัวไหล่จะยังทำให้แผลตึงอยู่บ้าง แต่สีหน้ากลับไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย
ไม่นานฮ่องเต้จี้ฉางก็เสด็จเข้ามา โดยมีเผยกุ้ยเฟยอยู่ด้านข้าง และจี้เซวียนเดินตามมาด้านหลัง
จี้ไป๋ประสานมือคำนับ “ถวายบังคมเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”
“บาดเจ็บอยู่ ไม่ต้องมากพิธี” ฮ่องเต้ทอดพระเนตรพระโอรสตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เมื่อเห็นว่ายังยืนได้มั่นคง สีพระพักตร์จึงผ่อนลงเล็กน้อย
“ดูท่าเจ้ายังมีแรงอยู่มาก”
“ทำให้เสด็จพ่อทรงเป็นห่วงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้จี้ฉางทรงตบไหล่ขวาของโอรสเบาๆ แววพระเนตรอ่อนลง “เจ้าปลอดภัยกลับมาก็ดีแล้ว”
เผยกุ้ยเฟยเห็นเช่นนั้น ก็รีบเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเป็นกังวลอย่างพอเหมาะ “เช้านี้พอหม่อมฉันทราบข่าวว่าขบวนของไท่จื่อถูกคนร้ายลอบโจมตีก็ตกใจไม่น้อย โชคดีที่พระองค์ปลอดภัยนะเพคะ”
“ทำให้กุ้ยเฟยเป็นห่วงแล้ว” จี้ไป๋ตอบเสียงเรียบ
“เกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ ผู้ใดจะไม่เป็นห่วงเล่าเพคะ”
จี้เซวียนเองก็ก้าวเข้ามาสมทบ “เช้านี้พอกระหม่อมทราบข่าวก็เป็นห่วงเสด็จพี่มาก ยามนี้ได้เห็นว่าทรงปลอดภัยกับตา จึงวางใจพ่ะย่ะค่ะ”
เขาเหลือบมองหัวไหล่ซ้ายที่ถูกอาภรณ์ปกปิดอยู่ “ได้ยินว่าเสด็จพี่ได้รับบาดเจ็บ อาการเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”
“แผลเล็กน้อย” เขาตอบอย่างไม่ยี่หระ
เผยกุ้ยเฟยเห็นดังนั้นก็หัวเราะเบาๆ
“ไท่จื่อยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เรื่องของตนเองไม่เคยเห็นว่าสำคัญ” นางเน้นประโยคหลังอย่างมีนัย
ฮ่องเต้ส่ายพระพักตร์ ก่อนหันไปถามหมอหลวง “อาการเป็นอย่างไร”
หมอหลวงจึงรายงานอาการขององค์ไท่จื่อให้ฝ่าบาททรงทราบอีกครั้ง ก่อนย้ำว่าช่วงหลายวันนี้ควรพักผ่อนให้มาก
“ได้ยินแล้วหรือไม่” ฮ่องเต้หันกลับมามองพระโอรสองค์โต “ช่วงสองสามวันนี้ เจ้าก็ไม่ต้องเข้าท้องพระโรง”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เผยกุ้ยเฟยยิ้มอย่างพอใจจึงถามต่อ “แล้วคุณหนูฉินเล่าเพคะ ได้ยินว่านางอยู่ในขบวนด้วย ป่านนี้คงตกใจแย่แล้ว”
“นางปลอดภัยแล้ว” ฉินฮองเฮาตอบเพียงเท่านั้น
“เช่นนั้นก็ดีแล้วเพคะ” เผยกุ้ยเฟยถอนหายใจเบาๆ “เด็กสองคนออกไปเที่ยวกันดีๆ กลับต้องประสบเหตุเช่นนี้เสียได้ ไม่รู้ยามนี้ท่านกั๋วกงจะเป็นอย่างไร”
ฉินฮองเฮาปรายตามองเผยกุ้ยเฟยทันที ย่อมรู้ดีว่าประโยคนั้นมิได้เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง แต่กำลังชี้นำฝ่าบาทว่าองค์ไท่จื่อมิรอบคอบ จนทำให้บุตรสาวของขุนนางคนสำคัญต้องพลอยตกอยู่ในอันตรายไปด้วย
ส่วนจี้ไป๋เองก็มองจี้เซวียนซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลอย่างเงียบๆ คนหนึ่งแม้จะมีวาจาแฝงความเหน็บแนมอยู่บ้าง แต่ท่าทีก็ยังคงเป็นห่วงอย่างพอเหมาะ ส่วนอีกคนสงบนิ่งและสุภาพเช่นเคย มองอย่างไรก็ไม่อาจจับพิรุธใดได้
ไม่นานฮ่องเต้ก็ต้องเสด็จกลับไปว่าราชกิจ เผยกุ้ยเฟยกับจี้เซวียนจึงถวายบังคมลาไปพร้อมกัน เพื่อให้องค์ไท่จื่อได้พักผ่อน ทว่าก่อนเสด็จกลับ ฉินฮองเฮายังกำชับพระโอรสอีกครั้ง
“พักผ่อนให้ดี แม่จะกลับมาดูเจ้าตอนเย็น”
จี้ไป๋ที่ไม่อาจปฏิเสธ จึงตอบเพียงว่า “พ่ะย่ะค่ะ”
ครั้นทุกคนจากไป ตำหนักบูรพาจึงกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง หมอหลวงเก็บกล่องยาแล้วหันมองคนที่ควรจะพัก ทว่าจี้ไป๋กลับลุกขึ้นเสียแล้ว
“องค์ไท่จื่อจะเสด็จไปที่ใดพ่ะย่ะค่ะ”
จี้ไป๋เพียงเหลือบตามองเขา หมอหลวงก็ไม่กล้าซักไซ้อีก คนได้รับบาดเจ็บจึงเดินตรงไปยังห้องตำรา
เมื่อเข้ามาถึง ชายหนุ่มนั่งลงหลังโต๊ะตัวใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลายังคงสงบนิ่งไม่ต่างจากปกติ ราวกับคนที่เพิ่งถูกศรอาบพิษและตกลงไปในหุบเหวเมื่อคืนมิใช่ตนเอง
ครู่เดียวสององครักษ์ก็เข้ามา ทว่าทันทีที่ก้าวพ้นประตู ลั่วจ้านกลับคุกเข่าลงตรงหน้าโต๊ะ ศีรษะก้มต่ำ กล่าวประโยคที่ก่อนหน้านี้ยังกล่าวไม่จบ
“กระหม่อมอารักขาหละหลวม ปล่อยให้องค์ไท่จื่อและคุณหนูฉินตกอยู่ในอันตราย ขอพระองค์โปรดลงอาญาพ่ะย่ะค่ะ!”
จี้ไป๋ปรายตามอง “ศีรษะของเจ้าฝากเอาไว้บนบ่าก่อน ข้าให้เวลาสามวัน ลากคอผู้อยู่เบื้องหลังเหตุลอบสังหารเมื่อคืนมาให้ข้า หากทำไม่ได้ ค่อยเอาหัวมาไถ่โทษ”
ลั่วจ้าน “กระหม่อมจะเร่งสืบให้ถึงที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”
จี้ไป๋เอนกายพิงพนักเก้าอี้ ในใจเขาพอมีผู้ที่สงสัยอยู่บ้างแล้ว ระยะนี้เขาสะสางคดีทุจริตไปหลายคดี ล้วนกระทบผลประโยชน์ของขุนนางหลายฝ่าย ทว่าเรื่องนี้จะด่วนสรุปไม่ได้ ต้องมีหลักฐานมัดตัวให้ดิ้นไม่หลุด
“รายงานเรื่องเมื่อคืนมา”
ลั่วจ้านจึงเริ่มรายงานอย่างเป็นลำดับ “นักฆ่าที่ตรวจนับได้ทั้งหมดสามสิบสามคน เสียชีวิตระหว่างต่อสู้ยี่สิบสี่คน อีกเก้าคนถูกจับได้ทั้งหมด ไม่มีผู้ใดหลบหนีได้พ่ะย่ะค่ะ ทว่าหลังถูกควบคุมตัว เจ็ดคนกัดถุงพิษที่ซ่อนไว้หลังกรามจนเสียชีวิต เหลือเพียงสองคนที่หมดสติตั้งแต่ถูกจับ กระหม่อมให้คนเอาถุงพิษออกและเฝ้าไว้ตลอดเวลา ยามนี้ยังมีชีวิตอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
“จากการตรวจศพ เสื้อผ้า รองเท้า และอาวุธของทุกคนไม่มีตราสัญลักษณ์หรือสิ่งใดใช้ระบุตัวตน แม้แต่อาวุธก็เป็นของที่หาได้ทั่วไป ร่างกายไม่มีรอยสักหรือสัญลักษณ์สำนักใด ดูจากการเตรียมการแล้ว คนเหล่านี้เป็นนักฆ่าเดนตายที่ถูกส่งมาเพื่อสังหารพระองค์โดยเฉพาะพ่ะย่ะค่ะ”
จี้ไป๋เอ่ย “แล้วคนของเราเล่า”
ลั่วจ้านรายงานต่อ “ฝ่ายเรามีองครักษ์เสียชีวิตสี่นาย บาดเจ็บเก้านาย คนบังคับรถม้าบาดเจ็บอีกสองคนพ่ะย่ะค่ะ ผู้บาดเจ็บทั้งหมดถูกส่งกลับมารักษาที่ตำหนักแล้ว ส่วนคนของทางจวนกั๋วกงไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ”
ดวงตาคมมืดลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินจำนวนผู้เสียชีวิต ก่อนสั่ง “ครอบครัวของผู้ที่ตายให้ดูแลให้ดี เพิ่มเงินชดเชยเป็นสองเท่า ส่วนผู้บาดเจ็บใช้ยาที่ดีที่สุดของตำหนักรักษา อย่าให้ผู้ใดขาดสิ่งใด”
“พ่ะย่ะค่ะ”
จี้ไป๋ไม่ลืมที่จะย้ำ “นักฆ่าสองคนที่ยังมีชีวิต อย่าให้ตาย”
ลั่วจ้านก้มศีรษะรับคำ “กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่ออีกคนรายงานจบ ลั่วเฉิงจึงก้าวออกมาหนึ่งก้าว
“ทางกระหม่อม เมื่อคืนหลังจากควบม้าล่วงหน้าไปถึงประตูเมือง และแจ้งทหารรักษาประตูตามพระบัญชา กระหม่อมรออยู่ระยะหนึ่ง แต่เมื่อเลยเวลาที่ขบวนควรจะมาถึงไปมากแล้วกลับยังไม่เห็นแม้แต่เงารถม้า กระหม่อมจึงรวบรวมกำลังย้อนกลับไปทันทีพ่ะย่ะค่ะ”
จี้ไป๋นิ่งฟังจนจบจึงถาม “ตอนย้อนกลับไปถึงจุดเกิดเหตุ พบสิ่งผิดปกติอื่นอีกหรือไม่”
ลั่วเฉิงส่ายหน้า “ยังไม่พบพ่ะย่ะค่ะ เส้นทางทั้งสองด้านไม่มีร่องรอยของกำลังเสริม นักฆ่าทั้งหมดน่าจะซุ่มอยู่บริเวณนั้นตั้งแต่แรก คาดว่าน่าจะมีคนจัดเตรียมเส้นทางเข้าออกไว้ล่วงหน้า”
“เช่นนั้นแปลว่าพวกมันสำรวจเส้นทางมาก่อน”
“กระหม่อมก็คิดเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
จี้ไป๋ใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ สองครั้ง “ส่งคนตรวจตั้งแต่เส้นทางออกจากเมืองไปจนถึงหุบเขาจิ่นหลัน ตรวจโรงเตี๊ยม จุดพักม้าและหมู่บ้านใกล้เคียงทั้งหมด ย้อนดูว่าช่วงหลายวันก่อนเกิดเหตุมีคนแปลกหน้าเข้าออกหรือไม่ รวมถึงเสบียง อาวุธและม้าที่ถูกซื้อในจำนวนผิดปกติ ข้าต้องได้ข้อมูลทั้งหมดก่อนศาลต้าหลี่”
ลั่วเฉิงประสานมือ “พ่ะย่ะค่ะ”
ลั่วจ้านกล่าวเสริม “จุดเกิดเหตุยังมีคนของเราตรวจค้นอยู่ หากพบสิ่งใดเพิ่มเติมจะรีบส่งข่าวกลับมาทันทีพ่ะย่ะค่ะ”
จี้ไป๋พยักหน้า “เรื่องเมื่อคืนห้ามแพร่งพรายรายละเอียดออกไป โดยเฉพาะเรื่องศรอาบพิษกับนักฆ่าสองคนที่ยังมีชีวิต”
“พ่ะย่ะค่ะ” สององครักษ์รับคำพร้อมกัน ก่อนหมุนกายเดินจากไป
จี้ไป๋หรี่ตาลงเล็กน้อย ผู้ใดก็ตามที่ลงมือเมื่อคืน เมื่อรู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ย่อมต้องมีความเคลื่อนไหวอีกไม่ช้าก็เร็ว เขาเองก็อยากรู้เช่นกันว่า อีกฝ่ายจะซ่อนตัวอยู่ได้นานเพียงใด!
ฝีมือใครกันนะ

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย