LNCrawler

บทที่ 20/3 : เหมือนจะสั่นคลอน

ข้านี่แหละนางร้ายชาเขียว — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 20/3 : เหมือนจะสั่นคลอน

 

ขณะที่ตำหนักบูรพากำลังวุ่นวายกับการตามสืบหาผู้อยู่เบื้องหลัง จวนเจิ้งกั๋วกงก็วุ่นวายไม่แพ้กัน เพียงแต่ความวุ่นวายของที่นี่มิได้เกิดจากการไล่ล่าฆ่าฟัน หากเกิดจากบิดาผู้หนึ่งที่แทบไม่เป็นอันทำสิ่งใด เพราะความเป็นห่วงบุตรสาวแสนรัก

เมื่อคืนหลังเห็นว่าฉินเนี่ยนยังไม่กลับมาจนฟ้ามืด ฉินอี้ก็เริ่มนั่งไม่ติด แม้จะรู้ว่าบุตรสาวอยู่กับองค์ไท่จื่อ อีกทั้งมีองครักษ์ตำหนักบูรพาติดตามไป แต่เมื่อเวลาเลยกำหนดกลับจวนไปเรื่อยๆ ความกังวลก็ยิ่งเพิ่มขึ้นทุกขณะ

สุดท้ายเขาจึงสั่งให้คนเตรียมม้าและกำลังคน ตั้งใจจะออกไปรับด้วยตนเอง กระทั่งไปถึงประตูเมืองจึงพบลั่วเฉิงควบม้ามาแจ้งว่า ขบวนจะกลับล่าช้ากว่ากำหนด ฉินอี้จึงยอมรออยู่ที่ประตูเมืองต่ออีกระยะหนึ่ง

ทว่าเวลาล่วงเลยไปมากกว่าที่สมควร เงาของขบวนรถม้าก็ยังไม่ปรากฏ เขาจึงนำคนออกไปรับด้วยตัวเอง

แทบจะเวลาเดียวกัน ลั่วเฉิงเองก็รู้สึกถึงความผิดปกติ จึงรวบรวมกำลังและย้อนกลับไปตามเส้นทางพร้อมกับคนของจวนเจิ้งกั๋วกง

ตอนที่รู้ข่าวว่าขบวนองค์ไท่จื่อถูกลอบสังหาร และบุตรสาวสุดที่รักเพียงคนเดียวพลัดตกหน้าผาจมหายไปในแม่น้ำอันเชี่ยวกราก จิตใจของคนเป็นบิดาก็แทบแตกสลาย ฉินอี้นำทหารใต้บัญชาออกค้นหาร่วมกับคนของตำหนักบูรพาตลอดทั้งคืน ฝ่าพายุฝนโดยไม่ยอมหลับตาลงแม้แต่เค่อเดียว

แม้ยามนี้บุตรสาวจะถูกช่วยกลับมานอนพักอยู่ด้านในแล้ว ความตื่นตระหนกของเขาก็ยังไม่ทุเลา ฉินอี้อยากเข้าไปนั่งเฝ้าข้างเตียงใจจะขาด แต่ก็กลัวรบกวนการพักผ่อนของลูก จึงได้แต่เดินวนอยู่หน้าประตู ชะเง้อคอมองเข้าไปครั้งแล้วครั้งเล่า

จนกระทั่งประตูห้องเปิดออก จื่อเยว่วิ่งพรวดออกมาด้วยสีหน้าดีใจ “นายท่าน คุณหนูฟื้นแล้วเจ้าค่ะ”

ฉินอี้หยุดกึก “ฟื้นแล้วหรือ!”

“เจ้าค่ะ!”

เพียงเท่านั้น คนที่เฝ้าหน้าประตูมาทั้งวันก็สาวเท้าเข้าไปในทันที แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวกลับหันขวับมาสั่งคนด้านหลัง

“ไปตามหมอมา!”

“ขอรับ”

“ครัวต้มข้าวต้มไว้หรือยัง ยาล่ะ ยาต้มเสร็จหรือยัง น้ำอุ่นเตรียมไว้หรือไม่ ถ่านในห้องอย่าให้มอด”

พ่อบ้านสูงวัยรีบตอบ “นายท่านสั่งทั้งหมดไว้ตั้งแต่เมื่อสามชั่วยามก่อนแล้วขอรับ”

ฉินอี้นิ่งไปชั่วครู่ “เช่นนั้นก็ไปดูอีกครั้ง”

“...ขอรับ” พ่อบ้านได้แต่ก้มหน้ารับคำ เรื่องของคุณหนู ยามนี้ต่อให้เขาบอกว่าเตรียมพร้อมครบทุกอย่างสิบรอบ นายท่านก็คงสั่งให้ไปดูรอบที่สิบเอ็ดอยู่ดี

เมื่อฉินอี้ก้าวเข้าไปถึงด้านใน เห็นว่าจื่ออิงกำลังประคองฉินเนี่ยนขึ้นมาดื่มน้ำพอดี ท่านกั๋วกงก็รีบถลันเข้าไปแย่งถ้วยน้ำมาจากมือสาวใช้ทันที

“มา ข้าเอง”

“เจ้าค่ะ” จื่ออิงรีบถอยออกอย่างรู้หน้าที่

ฉินอี้นั่งลงตรงขอบเตียง ประคองบุตรสาวขึ้นด้วยความระมัดระวังเสียยิ่งกว่ากำลังจับของล้ำค่า แล้วค่อยๆ จ่อถ้วยน้ำตรงริมฝีปาก

“เนี่ยนเอ๋อร์ ค่อยๆ ดื่มนะลูก ระวังสำลัก”

ฉินเนี่ยนยังรู้สึกมึนศีรษะอยู่บ้าง จึงยอมพิงอกบิดาแล้วดื่มน้ำไปหลายอึก จนความแห้งผากในลำคอค่อยทุเลาลง

ฉินอี้รีบวางถ้วยลง “เป็นอย่างไรบ้าง เจ็บตรงไหนหรือไม่ เวียนศีรษะหรือไม่ ยังหนาวอยู่หรือหายใจเจ็บหรือไม่”

คำถามหลั่งไหลออกมาติดกันเสียจนฉินเนี่ยนแทบไม่รู้ควรตอบข้อใดก่อน นางมองใบหน้าของคนตรงหน้า ดวงตาของเขาแดงก่ำ อาภรณ์บนกายยับย่นจนเสียทรง เส้นผมเองก็ดูยุ่งกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด เพียงมองก็รู้ว่าคงไม่ได้พักแม้แต่น้อยจริงๆ หัวใจของหญิงสาวอ่อนยวบลงโดยไม่รู้ตัว

“ท่านพ่อ เนี่ยนเอ๋อร์ไม่ได้เจ็บที่ใดเจ้าค่ะ เพียงมีไข้เล็กน้อยเท่านั้น”

“เพียงมีไข้เล็กน้อยได้อย่างไร!”

คนเป็นบิดาแทบทนไม่ไหว แล้วดึงร่างเล็กเข้าไปกอดแน่น

“เจ้าเพิ่งตกลงไปในหุบเหวทั้งคน เมื่อเช้าก็ตัวร้อนดั่งไฟ ยังกล้าบอกว่าเล็กน้อยอีก หากเจ็บที่ใดต้องรีบบอกพ่อนะลูก รู้หรือไม่ว่าเมื่อคืนเจ้าทำพ่อใจจะขาดอยู่แล้ว!”

พูดถึงตรงนี้น้ำเสียงของเขาก็แผ่วลง มือใหญ่ยกขึ้นลูบศีรษะบุตรสาวเบาๆ อย่างหวงแหนรักใคร่

“ดีนักที่เจ้ากลับมา...”

จู่ๆ ปลายจมูกของคนถูกโอบกอดก็แสบขึ้นมา

นานแค่ไหนแล้วนะ

ที่ไม่มีคนร้อนใจจนไม่เป็นอันทำสิ่งใดเพราะเธอป่วย

นานเท่าไรแล้ว ที่ไม่มีใครอดหลับอดนอนทั้งคืน เพียงเพราะกลัวว่าเธอจะเป็นอันตราย

มันนานมากแล้ว... จนเซี่ยซินหรานเกือบลืมไปว่า การถูกใครสักคนรักและห่วงใยอย่างสุดหัวใจนั้นให้ความรู้สึกเช่นนี้

แขนเล็กค่อยๆ ยกขึ้นกอดรอบเอวของผู้เป็นบิดา “ท่านพ่อไม่ต้องกลัวนะเจ้าคะ ต่อไปหากเนี่ยนเอ๋อร์เจ็บตรงไหน หรือรู้สึกไม่สบายที่ใด จะรีบบอกท่านพ่อทันทีเลย”

ฉินอี้หลับตาลงครู่หนึ่ง แล้วลูบศีรษะนางเบาๆ “ดี”

สองพ่อลูกยังไม่ทันได้คลายกอด เสียงจื่อเยว่ก็ดังมาจากด้านนอก

“ท่านหมอมาแล้วเจ้าค่ะ”

ฉินอี้จึงยอมปล่อยบุตรสาวอย่างไม่เต็มใจนัก แล้วขยับเปิดทางให้หมอชราประจำจวนเข้ามาตรวจอาการ

หมอชรานั่งลงข้างเตียง วางผ้าบางลงบนข้อมือของฉินเนี่ยนแล้วจับชีพจรอยู่พักหนึ่ง ฉินอี้ยืนอยู่ด้านข้างอย่างใจจดใจจ่อ

“เป็นอย่างไร”

หมอชรายังจับชีพจรอยู่

“ไข้หนักหรือไม่”

ท่านหมอยังไม่ได้ตอบ

“มีอาการภายในหรือไม่”

คราวนี้หมอชราถึงกับเงยหน้าขึ้นมอง “ท่านกั๋วกง...”

“ว่าอย่างไร”

“ขอให้ข้าจับชีพจรคุณหนูให้เสร็จก่อนเถิด”

จื่อเยว่รีบก้มหน้ากลั้นยิ้ม ส่วนฉินเนี่ยนเองก็ต้องเม้มริมฝีปากไว้เช่นกัน ฉินอี้กระแอมหนึ่งครั้งแล้วเงียบลงในที่สุด

หมอชราจึงตรวจต่ออย่างสงบ จวบจนแน่ใจแล้วจึงเก็บมือกลับ

“เมื่อคืนคุณหนูต้องความหนาวมากเกินไป ทั้งยังเหนื่อยล้าและพักผ่อนไม่เพียงพอจึงทำให้มีไข้ขึ้น ยาที่กินไปเมื่อเช้าออกฤทธิ์แล้ว ไข้ลดลงมาก ชีพจรแม้ยังอ่อนอยู่บ้างแต่ไม่นับว่าน่าเป็นห่วงขอรับ”

ฉินอี้รีบถาม “ไม่มีอาการบาดเจ็บภายในใช่หรือไม่”

“ไม่มีขอรับ”

“แน่ใจหรือ”

หมอชรายิ้มออกมาอย่างจนใจ “ท่านกั๋วกงวางใจเถิด หากข้าพบสิ่งใดผิดปกติ ข้าย่อมไม่กล้าปิดบังท่าน”

เขาหันกลับมาทางฉินเนี่ยน “ช่วงสองสามวันนี้คุณหนูควรพักผ่อนให้มาก อย่าออกไปตากลม รักษาร่างกายให้อบอุ่น อาหารให้กินของอ่อนย่อยง่าย ส่วนยาต้มให้กินตามเวลาสักสองสามวัน ไข้ก็น่าจะหายดีขอรับ”

ฉินอี้ถึงได้ผ่อนลมหายใจยาวออกมา “ขอบคุณท่านหมอมาก”

“เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว” หมอชราค่อยๆ เก็บของหมายจะกลับบ้านเสียที ยังดีที่คุณหนูฉินฟื้นแล้ว มิเช่นนั้นวันนี้เขาคงมิได้ออกไปจากจวนฉิน

เห็นเช่นนั้นฉินอี้ก็หันไปสั่งบ่าว “ไปส่งท่านหมอให้ดี”

“ขอรับ”

 


ท่านพ่ออบอุ่นมาก... ไม่ให้น้องสั่นคลอนได้ไง?

36863fc342e167b3f05bd18eb0ae3c1f.jpg

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย

https://dekd.co/w/e/49959