บทที่ 21/1 : โลกนี้ควรเป็นเพียงเรื่องในนิยาย
บทที่ 21/1 : โลกนี้ควรเป็นเพียงเรื่องในนิยาย
หลังจากหมอชราออกจากห้องไป ฉินอี้ก็กลับมานั่งข้างเตียงตามเดิม ยกมือแตะหน้าผากบุตรสาวอีกครั้ง ราวกับต่อให้หมอบอกว่าไม่เป็นอะไรก็ยังต้องตรวจด้วยตนเองถึงจะวางใจ
ฉินเนี่ยนมองแล้วอดยิ้มไม่ได้
ไม่นานบ่าวก็นำข้าวต้มร้อนๆ เข้ามา ฉินอี้ก็รับถ้วยมาเองทันที
“มากินอะไรเสียหน่อย เจ้ายังต้องพักผ่อนอีกมาก”
ฉินเนี่ยนมองช้อนในมือเขา “ท่านพ่อ... เนี่ยนเอ๋อร์กินเองได้เจ้าค่ะ”
“เมื่อคืนเจ้าตกเหว”
“...” ฉินเนี่ยนไม่เข้าใจว่าการตกเหวทำให้มือของนางใช้การไม่ได้ตั้งแต่เมื่อใด แต่เมื่อเห็นสีหน้าของผู้เป็นบิดาแล้ว นางก็ยอมอ้าปากรับข้าวต้มแต่โดยดี
เอาเถอะ คนไม่ได้นอนมาทั้งคืนทั้งวัน อยากป้อนก็ให้ป้อน
ฉินอี้เป่าข้าวต้มจนหายร้อนแล้วป้อนทีละคำ บางครั้งยังถามว่าเค็มไปหรือไม่ ร้อนไปหรือไม่ ต้องการน้ำอีกหรือไม่
จนฉินเนี่ยนรู้สึกว่าหากตนพูดว่าข้าวต้มเม็ดหนึ่งแข็งเกินไป บิดาของนางอาจสั่งปิดครัวแล้วเปลี่ยนพ่อครัวเสียวันนี้เลยก็เป็นได้
หลังจากกินไปเกือบครึ่งถ้วย นางก็ส่ายหน้า “อิ่มแล้วเจ้าค่ะ”
“อีกสองคำ”
“ท่านพ่อ...”
“หนึ่งคำก็ได้”
ฉินเนี่ยนหลุดหัวเราะออกมา สุดท้ายจึงยอมกินเพิ่มให้อีกหนึ่งคำตามคำต่อรอง ฉินอี้ถึงได้ยอมวางถ้วย แต่ยังป้อนน้ำ ป้อนยาตามไปอีก จนเขาวางใจได้แล้วจริงๆ
“นอนพักเถิด”
หญิงสาวที่ถูกประคองนอนกำลังจะพยักหน้า แต่พอมองใบหน้าที่อิดโรยของเขาก็เปลี่ยนใจ
“ท่านพ่อเองก็ต้องไปพักนะเจ้าคะ”
“พ่อไม่เหนื่อย”
คำตอบรวดเร็วเสียจนฟังอย่างไรก็ไม่น่าเชื่อ ฉินเนี่ยนจึงเอื้อมมือไปจับมือเขา “เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ท่านพ่อก็ไม่ได้พักเลยมิใช่หรือเจ้าคะ หากท่านพ่อล้มป่วยตามไปอีกคน แล้วใครจะมาดูแลเนี่ยนเอ๋อร์เล่า”
ประโยคสุดท้ายได้ผลทันที ฉินอี้นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถอนหายใจ
“เช่นนั้นพ่อไปพักสักหน่อย หากเจ้ารู้สึกไม่สบายที่ใด ให้คนไปเรียกพ่อทันที”
“เจ้าค่ะ”
ฉินอี้ยังทำท่าจะกำชับต่อ ฉินเนี่ยนจึงแสร้งหาวเบาๆ ราวกับอยากพักผ่อนแล้ว คนเป็นพ่อถึงได้ยกมือลูบศีรษะนางอีกครั้งแล้วลุกออกไป
ฉินเนี่ยนมองตามแผ่นหลังกว้างของเขาจนลับพ้นประตู อดคิดมิได้ว่า นี่เพียงแค่นางหายไปหนึ่งคืนและกลับมาพร้อมไข้ ฉินอี้ก็ร้อนใจจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคนแล้ว
หากวันหนึ่งฉินเนี่ยนต้องตายจริงๆ เล่า
แล้วหากนางทำภารกิจสำเร็จ ได้กลับไปยังโลกเดิมจริงๆ
ท่านพ่อผู้นี้จะเป็นอย่างไร?
จู่ๆ ความรู้สึกโหวงว่างก็แล่นผ่านกลางอกอีกครั้ง ทั้งที่โลกนี้ควรเป็นเพียงเรื่องในนิยาย ทั้งที่ฉินอี้เองก็ไม่ใช่บิดาของนางจริงๆ แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด คนเหล่านี้กลับเริ่มมีน้ำหนักอยู่ในใจมากขึ้นทุกที จนมองข้ามไม่ได้อีกแล้ว
“คุณหนู รีบนอนเถอะเจ้าค่ะ”
เสียงของจื่ออิงดึงนางกลับจากภวังค์ ฉินเนี่ยนจึงนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่กลับมายังไม่มีโอกาสถามถึงพวกนางเลย
“จื่ออิง จื่อเยว่”
“เจ้าคะ?”
“เมื่อคืนพวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
จื่ออิงตอบ “ตอนเกิดเรื่อง องครักษ์ของตำหนักบูรพาคอยคุ้มกันรถม้าของพวกบ่าวไว้เจ้าค่ะ ถึงจะมีนักฆ่าฝ่าเข้ามาหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้เข้าถึงตัวพวกเรา หลังจากนั้นนายท่านก็นำคนมาสมทบ พวกบ่าวจึงปลอดภัย ไม่ได้รับบาดเจ็บที่ใดเจ้าค่ะ”
ฉินเนี่ยนถอนหายใจอย่างโล่งอก “พวกเจ้าคงกลัวกันไม่น้อยสินะ”
จื่ออิงยังไม่ทันตอบ จื่อเยว่ที่ยืนอยู่ข้างเตียงก็ทำหน้าเศร้า
“กลัวมากเจ้าค่ะ โดยเฉพาะตอนรู้ว่าคุณหนูกับองค์ไท่จื่อตกลงไปในหุบเหว บ่าวแทบอยากกระโดดตามลงไปเลยเจ้าค่ะ”
ฉินเนี่ยนหลุดหัวเราะเบาๆ “เจ้ากระโดดลงไปแล้วจะช่วยอะไรข้าได้”
จื่อเยว่ทำหน้าจริงจัง “อย่างน้อยบ่าวก็จะได้อยู่กับคุณหนูเจ้าค่ะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าฉินเนี่ยนชะงักไปเล็กน้อย
สิ่งที่ฉินเนี่ยนผู้นี้โชคดีที่สุด บางทีอาจไม่ใช่ฐานะคุณหนูสูงศักดิ์หรือเป็นคู่หมั้นขององค์ไท่จื่อ หากเป็นการมีบิดาที่รักนางสุดหัวใจ และสาวใช้สองคนที่ซื่อสัตย์ต่อนางจนยอมแลกได้แม้กระทั่งชีวิต
เพราะในเนื้อเรื่อง หลังจากฉินเนี่ยนตาย จื่ออิงกับจื่อเยว่ก็ยังคิดแก้แค้นให้นาง ทั้งสองพยายามเล่นงานซูชิงชิง จนสุดท้ายกลับถูกคนของจี้ไป๋สังหารตามไปด้วย
ตอนอ่านนิยาย เซี่ยซินหรานเคยมองว่ามันเป็นเพียงจุดจบของตัวละครสมทบสองคน ทว่ายามนี้ เมื่อคนสองคนนั้นยืนอยู่ตรงหน้า คนหนึ่งกำลังทำหน้าจะร้องไห้ อีกคนยังคอยจัดผ้าห่มให้นางไม่หยุด เรื่องเหล่านั้นกลับไม่สามารถมองเป็นเพียงตัวอักษรไม่กี่บรรทัดได้อีก
หากนางกลับบ้านสำเร็จ พวกเขาจะต้องพบจุดจบเช่นเดิมจริงๆ หรือ
ฉินเนี่ยนเม้มริมฝีปาก ความปรารถนาที่จะกลับโลกเดิมซึ่งเคยแน่วแน่มาตลอด กลับสั่นคลอนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
จื่ออิงเห็นผู้เป็นนายเงียบไปก็หันไปถลึงตาใส่จื่อเยว่ “คุณหนูเพิ่งฟื้น เจ้ายังจะพูดเรื่องกระโดดหุบเหวให้นางฟังอีก”
จื่อเยว่หน้าหดลงทันที “ข้าก็แค่...”
“ออกไปเตรียมยาของคุณหนู”
“เจ้าค่ะพี่จื่ออิง”
คนถูกดุเดินคอตกออกจากห้องไป ฉินเนี่ยนมองตามแล้วอดยิ้มไม่ได้ ส่วนจื่ออิงหันกลับมาดึงผ้าห่มขึ้นคลุมให้ผู้เป็นนายอย่างเรียบร้อย
“คุณหนูอย่าคิดอะไรแล้วเลยเจ้าค่ะ หมอบอกให้พักผ่อนให้มาก”
“รู้แล้วน่า”
“หลับตาเจ้าค่ะ”
ฉินเนี่ยนมองสีหน้าจริงจังของสาวใช้ “เจ้าค่ะ จื่ออิงหมัวมัว”
“คุณหนู...”
ริมฝีปากของหญิงสาวยกขึ้นน้อยๆ แล้วหลับตาลงเสียก่อนที่อีกฝ่ายจะบ่นต่อ ไม่นานลมหายใจก็ค่อยๆ สม่ำเสมอ
จื่ออิงยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง จึงค่อยลดม่านเตียงลงแล้วเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้ผู้เป็นนายได้พักผ่อนตามลำพัง
จวบจนครึ่งค่อนคืนฉินเนี่ยนสะดุ้งตื่นอีกครั้ง เมื่อสัมผัสได้ถึงมือเย็นที่วางลงบนหน้าผาก
“อย่ากลัว พี่เอง”
อยู่นานๆ มันก็ผูกพันขึ้นเรื่อยๆ ละนะ ว่าแต่ใครมาปีนเรือนดรุณีน้อยยามดึกดื่นน๊าาา

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย