บทที่ 22/1 : อย่าคิด อย่าคิด...
บทที่ 22/1 : อย่าคิด อย่าคิด...
ทว่าวันถัดมา
ต่อให้ฉินเนี่ยนไม่มีไข้แล้ว ฉินอี้ก็ยังบังคับให้นางพักอยู่ภายในเรือนต่ออีกสามวันเพื่อดูอาการอยู่ดี ส่วนตัวเขาก็มาดูแลทุกวัน แทบจะสั่งห้ามมิให้นางก้าวออกจากประตูเรือนด้วยซ้ำ
ส่วนทางฉินฮองเฮา ตลอดสามวันนั้น พระนางส่งของมาปลอบขวัญไม่ขาดสาย ทั้งโสม รังนก ยาบำรุง เครื่องประดับ ตลอดจนไข่มุกราตรีเม็ดใหญ่ ที่ไม่รู้จะช่วยรักษาไข้ได้อย่างไร
ทว่าคนที่หายไปเสียเฉยๆ กลับเป็นจี้ไป๋
หลังจากคืนนั้น นางก็ไม่ได้พบหน้าเขาอีกเลย
จนฉินเนี่ยนอดคิดไม่ได้ว่า หรือตอนนั้นเป็นตัวนางที่หูฝาด คิดเพ้อไปเองเพราะพิษไข้กันแน่!
จนกระทั่งเช้าวันที่ฉินเนี่ยนพ้นจากการถูกบังคับให้นอนพักอยู่แต่ในเรือน นางนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ปล่อยให้จื่ออิงช่วยสางเส้นผมยาวอยู่ด้านหลัง ส่วนเจ้าตัวกำลังพิจารณาใบหน้าตนเองในกระจกว่าหลังนอนอุดอู้อยู่หลายวัน ดูเหมือนแก้มสองข้างจะกลมขึ้นหรือไม่
จู่ๆ จื่อเยว่ก็วิ่งพรวดเข้ามาจากด้านนอก
“คุณหนู... ข่าวใหญ่เจ้าค่ะ!”
ฉินเนี่ยนเหลือบมองผ่านกระจก “คราวนี้ใหญ่เพียงใด?”
“ใหญ่จนคนทั้งเมืองหลวงกำลังพูดถึงเลยเจ้าค่ะ!” จื่อเยว่รีบเข้ามาใกล้ ดวงตาเป็นประกาย “เหอจิ้งอัน เสนาบดีกรมคลังถูกจับแล้วเจ้าค่ะ ได้ยินว่าเขาเป็นคนอยู่เบื้องหลังการลอบสังหารองค์ไท่จื่อเมื่อหลายวันก่อน!”
เหอจิ้งอัน?
ฉินเนี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย ชื่อนี้นางจำได้
เมื่อครึ่งเดือนก่อน ตอนที่นางอยู่กับจี้ไป๋ ลั่วจ้านเคยเข้ามารายงานเรื่องคดีบางอย่างที่พัวพันถึงเสนาบดีกรมคลังผู้นี้ ตอนนั้นนางยังเผลอวิจารณ์อยู่ในใจเสียด้วยซ้ำว่า เหอจิ้งอันเป็นคนรอบคอบ ทำสิ่งใดแทบไม่เคยทิ้งช่องโหว่ ทั้งยังระแวดระวังผู้อื่นอย่างมาก เพียงแต่คนประเภทนี้ยิ่งครองอำนาจมานาน ก็ยิ่งไม่อาจทนเห็นสิ่งที่มีอยู่หลุดจากมือไป
ตอนนั้นนางเพียงคิดผ่านๆ ไม่ได้ใส่ใจนัก แต่ยามนี้กลับกลายเป็นว่า คนผู้นั้นถูกจับในข้อหาลอบสังหารจี้ไป๋จริงๆ
จื่อเยว่ยังคงเล่าอย่างออกรส “ได้ยินว่าคนของตำหนักบูรพาสืบตามเรื่องอยู่หลายวัน จนพบหลักฐานเชื่อมไปถึงคนของตระกูลเหอ เมื่อวานจึงนำคนเข้าค้นจวนกับเรือนพักนอกเมือง พบทั้งบัญชีลับ เงินที่ถูกเบิกออกไปก่อนเกิดเหตุ แล้วก็หลักฐานเกี่ยวพันกับพวกนักฆ่าอีกหลายอย่างเจ้าค่ะ”
มือของจื่ออิงที่กำลังสางเส้นผมชะงักไปเล็กน้อย
“ถึงขั้นนั้นเชียวหรือ” ฉินเนี่ยนถาม
“ยังมีมากกว่านั้นอีกเจ้าค่ะ!” จื่อเยว่ลดเสียงลงราวกับกำลังเล่าความลับใหญ่โต ทั้งที่ข่าวแพร่ไปทั่วเมืองแล้ว
“ในบัญชีลับยังมีเรื่องยักยอกเงินภาษี รับสินบน แล้วก็นำเสบียงหลวงออกไปขายต่อ ทำมาหลายปีเชียวนะเจ้าคะ ขุนนางในกรมคลังกับพ่อค้าที่เกี่ยวข้องถูกเรียกตัวไปสอบสวนตามกันตั้งหลายคน”
“แล้วเหอจิ้งอันยอมรับหรือ” ฉินเนี่ยนถามต่อ
“เรื่องนั้นบ่าวไม่รู้เจ้าค่ะ แต่ได้ยินว่าหลักฐานแน่นหนามาก อีกอย่าง ตอนเจ้าหน้าที่บุกเข้าไปค้นจวน ใต้เท้าเหอยังคิดจะเผาบัญชีทิ้งเสียด้วย ยังโชคดีที่คนขององค์ไท่จื่อไปถึงทัน ไม่เช่นนั้นคงเผาหลักฐานหนีหมดแล้ว”
จื่ออิงส่ายหน้า “เจ้าพูดเสียราวกับไปยืนดูอยู่ในจวนเหอด้วยตนเอง”
“คนข้างนอกเขาพูดกันทั้งเมืองนี่นา” จื่อเยว่เถียง ก่อนหันกลับมาทางผู้เป็นนาย “ฝ่าบาททรงกริ้วมาก มีพระบัญชาให้ปลดเหอจิ้งอันออกจากตำแหน่ง อายัดทรัพย์สินในจวน และคุมตัวคนในตระกูลที่เกี่ยวข้องไว้สอบสวนด้วยเจ้าค่ะ ยามนี้ประตูจวนเหอถูกปิดไปแล้ว”
พูดถึงตรงนี้ จื่อเยว่ก็ยกมือขึ้นตบอกอย่างสะใจ
“สมควรแล้ว! กล้าส่งคนมาลอบสังหารองค์ไท่จื่อ แล้วยังทำให้คุณหนูของบ่าวตกลงไปในหุบเหวอีก คนชั่วเช่นนี้ถูกจับได้ก็ดีที่สุดเจ้าค่ะ!”
“เบาเสียงหน่อย” จื่ออิงเตือน
“ก็ข้าดีใจนี่นา”
ตรงข้ามกับจื่อเยว่ที่ดูราวกับเรื่องทุกอย่างจบสิ้นลงแล้ว ฉินเนี่ยนกลับค่อยๆ เงียบลง
หากดูจากเรื่องที่ได้ยิน เหอจิ้งอันมีทั้งแรงจูงใจและหลักฐานมัดตัวครบถ้วน ด้วยระยะหลังจี้ไป๋สะสางคดีทุจริตหลายคดีในราชสำนัก หนึ่งในนั้นคงสาวไปแตะเรื่องเงินภาษีกับเสบียงหลวงที่เหอจิ้งอันปกปิดมาหลายปี หากปล่อยให้สืบต่อไป ตำแหน่ง บารมี กระทั่งตระกูลเหอย่อมยากจะรักษาเอาไว้ได้
ดังนั้นเมื่อรู้ว่าจี้ไป๋จะออกนอกเมือง การเลือกลงมือระหว่างทางจึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ฉินเนี่ยนกลับนึกถึงเหตุการณ์ที่จี้ไป๋ถูกลอบสังหารที่เยี่ยนโจวขึ้นมา ครานั้นหลักฐานทุกอย่างก็ชี้ไปยังรองแม่ทัพผู้หนึ่ง ซึ่งมีความขัดแย้งกับจี้ไป๋ และคนผู้นั้นเป็นผู้จัดหานักฆ่าด้วยตนเองจริง
ทว่าเซี่ยซินหรานที่เคยอ่านนิยายมาก่อนย่อมรู้ว่า เบื้องหลังรองแม่ทัพยังมีจี้เซวียนคอยชักนำอยู่เงียบๆ เขาเพียงอาศัยความไม่พอใจที่อีกฝ่ายมีอยู่แล้ว ค่อยๆ ผลักให้คนผู้นั้นตัดสินใจลงมือด้วยตัวเอง สุดท้ายต่อให้เรื่องแตก ผู้ที่รับผิดทั้งหมดก็ยังคงเป็นรองแม่ทัพ ส่วนจี้เซวียนกลับสะอาดหมดจด
เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ ฉินเนี่ยนก็ค่อยๆ ขมวดคิ้ว
หรือครั้งนี้... เหอจิ้งอันอาจเป็นเพียงหมากอีกตัวหนึ่งเช่นกัน
เขาอาจมีความผิดจริง มีเหตุผลให้ลงมือจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผู้ใดคอยชักนำอยู่เบื้องหลัง และหากคนผู้นั้นคือจี้เซวียน เรื่องนี้ก็คงมิใช่เพียงการลอบสังหารธรรมดา แต่อาจโยงไปถึงศึกสายเลือดชิงบัลลังก์ และทุกอย่างคงไม่ได้จบลงง่ายๆ เพียงเท่านี้
เพียงแต่เรื่องเหอจิ้งอันลอบสังหารจี้ไป๋ไม่เคยปรากฏอยู่ในนิยายต้นฉบับ เซี่ยซินหรานจึงได้แต่สงสัย ยังไม่อาจปักใจโดยไร้หลักฐาน
“คุณหนู?”
“คุณหนูเจ้าคะ?”
“ฮะ!”
ฉินเนี่ยพลันได้สติหันกลับไปมองตามเสียง ก็เห็นจื่อเยว่ที่กำลังชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ ส่วนจื่ออิงเองก็วางหวีลงแล้วแตะหลังมือของผู้เป็นนายทันที
“ยังเวียนศีรษะอยู่หรือเจ้าคะ”
“ข้าไม่เป็นไร” ฉินเนี่ยนส่ายหน้าเบาๆ
ช่างเถอะ! นางปัดความกังวลเรื่องการเมืองในราชสำนักทิ้งไป อย่างไรเสียนั่นก็เป็นเวทีของพระเอกอย่างจี้ไป๋ นางเป็นแค่นางร้ายที่พยายามกลับบ้าน ไม่ควรเอาตัวเข้าไปพัวพันให้มากความ
“ช่วยข้าแต่งตัวเถิด ข้าจะเข้าวังไปขอบพระทัยเสด็จอา”
จื่ออิงพิจารณาสีหน้าของผู้เป็นนายอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่ได้มีอาการอ่อนเพลียหรือฝืนตนเองจึงพยักหน้า และหันไปจัดการอย่างรวดเร็ว
ส่วนจื่อเยว่ซึ่งเพิ่งเล่าข่าวจนหมดก็รีบตามไปช่วยอีกแรง
ครึ่งชั่วยามต่อมา ฉินเนี่ยนก็มาถึงตำหนักคุนหนิง
เมื่อนางเข้าไปด้านในจึงได้รู้ว่า ฉินฮองเฮาเพิ่งเสด็จไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทที่ห้องทรงอักษร นางกำนัลจึงเชิญคุณหนูฉินเข้าไปนั่งรอในโถงรับรองด้านใน พร้อมทั้งรินชาหอมกรุ่นและจัดเตรียมขนมหวานมาวางต้อนรับอย่างรู้ใจ
ฉินเนี่ยนนั่งรอได้เพียงครึ่งถ้วยชา เสียงฝีเท้าก็ดังแว่วมาจากด้านนอก หญิงสาวเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้ม เตรียมจะลุกขึ้นถวายพระพรเสด็จอา ทว่าผู้ที่ก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามา กลับมิใช่สตรีผู้เป็นใหญ่แห่งวังหลัง หากแต่เป็นบุรุษที่หายหน้าหายตาไปถึงสามวันเต็ม
วันนี้จี้ไป๋ยังคงสวมอาภรณ์สีดำสนิทตามความเคยชิน สีหน้ายังสงบนิ่งเช่นทุกครา เพียงแต่เมื่อเห็นหน้าเขา เหตุการณ์ในคืนก่อนที่ชายหนุ่มลอบปีนจวน ก็ผุดขึ้นมาในความคิดของฉินเนี่ยนอย่างห้ามไม่อยู่
ยิ่งนึกถึงคำว่า “เนี่ยนเอ๋อร์ของพี่” ที่นางไม่แน่ใจเสียด้วยซ้ำว่าตนได้ยินจริงหรือไม่ แต่ก็ยังทำให้หัวใจที่สงบของนางเต้นตึกตักขึ้นมาเสียดื้อๆ
‘อย่าคิด อย่าคิด... ใจเย็นไว้ ใจเย็นๆ’
อย่าคิด = คิดไม่หยุด

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย