LNCrawler

บทที่ 22/2 : มีแต่เรื่องดีๆ ทั้งนั้น

ข้านี่แหละนางร้ายชาเขียว — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 22/2 : มีแต่เรื่องดีๆ ทั้งนั้น

 

‘อย่าคิด อย่าคิด... ใจเย็นไว้ ใจเย็นๆ’

หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าแผ่วเบา พยายามกล่อมหัวใจเจ้ากรรมให้กลับมาเป็นปกติ ทว่ากว่าจะรู้สึกตัวอีกที ร่างสูงของจี้ไป๋ก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเสียแล้ว

ฉินเนี่ยนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนยังนั่งอยู่ต่อหน้าองค์ไท่จื่อ จึงรีบผุดตัวลุกขึ้นหมายจะถวายคำนับ แต่คงเพราะนั่งอยู่นานแล้วลุกเร็วเกินไป ประกอบกับร่างกายเพิ่งฟื้นจากอาการไข้ ภาพตรงหน้าจึงมืดวูบ ร่างเล็กเสียหลักจนเกือบทรุดลงไปกับพื้น

“เนี่ยนเอ๋อร์!”

จี้ไป๋คว้าตัวนางไว้ในอ้อมแขนได้ทันท่วงที ครั้นเห็นหญิงสาวยังมีสีหน้ามึนงงไม่สู้ดี เขาก็ถามอย่างร้อนใจยิ่ง

“เจ้าไหวหรือไม่”

ฉินเนี่ยนกะพริบตาสองสามครั้ง รอจนภาพตรงหน้ากลับมาชัดเจนจึงเงยหน้าขึ้นหมายจะตอบว่าไหว ทว่าเมื่อสายตาประสานเข้ากับดวงตาคมที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อม คำพูดที่เตรียมไว้กลับหายไปเสียเฉยๆ

ไม่รู้เพราะป่วยแล้วหัวใจของนางมีปัญหาหรือไม่ วันนี้ใบหน้าที่เคยเห็นมาตั้งหลายครั้งกลับดูหล่อเหลากว่าปกติ ดวงตาคมลึก จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบาง กระทั่งแนวกรามคมชัดของเขาล้วนชวนให้สายตาเผลอไล่มองอย่างห้ามไม่อยู่

ยิ่งมอง หัวใจก็ยิ่งเต้นแรง

ตึกตัก... ตึกตัก...

ฉินเนี่ยนลืมแม้กระทั่งว่าตนยังอยู่ในอ้อมแขนของเขา จนกระทั่งเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นอีกครั้ง

“เนี่ยนเอ๋อร์?”

คนเหม่อลอยพลันสะดุ้งคืนสติ ครั้นพบว่าตนยังอยู่ในอ้อมแขนอีกฝ่ายก็ตาโต รีบผละออกแล้วถอยไปหนึ่งก้าว ก่อนย่อกายลงอย่างเรียบร้อยราวกับเมื่อครู่ไม่ได้เผลอจ้องเขาจนลืมหายใจ

“คารวะองค์ไท่จื่อ ขอบพระทัยเพคะ”

องค์ไท่จื่อ? คำเรียกที่ดูห่างเหินและเย็นชาทำคิ้วเข้มพลันขมวดเข้าหากันทันที ด้วยยามปกตินางเรียกเขาว่า ‘ท่านพี่ไท่จื่อ’

ถึงอย่างนั้นเรื่องคำเรียกขานเอาไว้ก่อน อาการหน้ามืดของนางเมื่อครู่สำคัญกว่า เขาจึงก้าวเข้าไปใกล้อีกนิด พร้อมยกมือขึ้นหมายจะอังหน้าผากเพื่อตรวจดู

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ตัวร้อนหรือ...”

แต่คนตัวเล็กกลับถอยไปด้านหลังหนึ่งก้าวอย่างเว้นระยะห่างทันที “น... เนี่ยนเอ๋อร์ดีขึ้นมากแล้วเพคะ เมื่อครู่คงเพราะลุกเร็วเกินไปจึงหน้ามืดเท่านั้น”

มือใหญ่ของจี้ไป๋ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ชายหนุ่มค่อยๆ ลดมือลงข้างกาย พยักหน้าเบาๆ ด้วยสีหน้าเรียบตึง ทว่าแววตาที่มองนางยิ่งเจือความสงสัย ว่าเหตุใดนางจึงหลบเลี่ยงตนเช่นนี้ จนอดคิดไม่ได้ว่าเพียงสามวันที่ไม่ได้พบกัน เกิดเรื่องอันใดขึ้นกับนางกันแน่

ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะคิดไปไกล เสียงในใจอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นเสียก่อน

‘ใจเย็นๆ เซี่ยซินหราน ไม่หล่อ ไม่หล่อ คนตรงหน้าไม่หล่อเลยสักนิด! อื้อ... แล้วหัวใจนี่จะเต้นแรงไปถึงไหนเนี่ย ใจเย็นๆ!’

เพียงได้ยินประโยคเหล่านั้น อารมณ์ขุ่นมัวของจี้ไป๋ก็พลันปลิวหายไปในพริบตา มุมปากหยักลึกแทบจะกลั้นรอยยิ้มเอาไว้ไม่อยู่ ที่แท้นางไม่ได้รังเกียจหรืออยากตีตัวออกห่างจากเขา แต่เพราะนางกำลังหวั่นไหวจนวางตัวไม่ถูกต่างหาก

เมื่อรู้เช่นนั้นแล้ว องค์ไท่จื่อผู้เปี่ยมด้วยสติปัญญาย่อมไม่ปล่อยโอกาสอันดีหลุดมือ เขาจึงก้าวเข้าไปใกล้นางอีกหนึ่งก้าว คราวนี้ฉินเนี่ยนถอยไม่ได้อีก เพราะด้านหลังเป็นโต๊ะน้ำชาแล้ว

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างระแวดระวัง “ท่านพี่...”

มือใหญ่กลับวางบนศีรษะนางอย่างนุ่มนวล แล้วโน้มกายลงไปหา จนดวงตาคมกริบอยู่ในระดับเดียวกับดวงตากลมโต เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

“เนี่ยนเอ๋อร์... วันนี้เจ้าเป็นอะไรไปหรือ”

ฉินเนี่ยนเผลอสบเข้ากับดวงตาคู่นั้นเต็มๆ หัวใจที่อุตส่าห์พยายามกล่อมให้สงบก็เต้นรัวขึ้นมาอีกครั้ง

ตึกตัก! ตึกตัก!

‘ใกล้เกินไปแล้ว... ใครสั่งใครสอนให้นายทำแบบนี้...’

จี้ไป๋เม้มริมฝีปากแทบไม่ทัน ที่แท้วิธีนี้ได้ผลจริงๆ ด้วย ไม่เสียแรงที่ก่อนหน้านี้ เขาอุตส่าห์เจียดเวลาจากราชกิจไปพลิกอ่านตำราเกี้ยวสตรีอยู่หลายคืน

ส่วนคนที่ถูกตำราเกี้ยวสตรีเล่นงานเข้าเต็มๆ ยังพยายามปั้นสีหน้าให้สงบนิ่ง ริมฝีปากเพิ่งขยับหมายจะตอบ เสียงขันทีด้านนอกก็ดังขึ้นเสียก่อน

“ฮองเฮาเสด็จ!”

ฉินเนี่ยนแทบถอนหายใจเฮือกด้วยความโล่งอก ขณะที่จี้ไป๋จำต้องยืดกายขึ้นอย่างนึกเสียดาย แล้วถอยห่างออกไปตามมารยาท

ชั่วอึดใจ ร่างของสตรีสูงศักดิ์สง่างามในอาภรณ์หงส์ก็ก้าวเข้ามาภายในโถงรับรอง ทว่าวันนี้สีพระพักตร์ของฉินฮองเฮากลับดูอิ่มเอิบและเบิกบานกว่าทุกวันเสียจนปิดไม่มิด

จนฉินเนี่ยนเห็นดังนั้นก็รีบย่อกาย “ถวายพระพรเสด็จอาเพคะ”

“รีบลุกเถิด” ฉินฮองเฮาไม่รอให้หลานสาวถวายคำนับเสร็จดี ก็เอื้อมพระหัตถ์มาพยุงอีกฝ่ายขึ้นเสียแล้ว

“วันนี้เสด็จอาดูเบิกบานนัก มีเรื่องดีอะไรหรือเพคะ” นางอดถามไม่ได้

“ย่อมมีสิ มีถึงสองเรื่องทีเดียว” ฉินฮองเฮายิ้มพลางกุมมือหลานสาวไว้อย่างรักใคร่ “เรื่องดีอย่างแรกคือเนี่ยนเอ๋อร์ของอาหายดีแล้ว”

ฉินเนี่ยนยิ้มตาม “แล้วอย่างที่สองเล่าเพคะ”

“เรื่องที่สองหรือ...” พระนางทอดพระเนตรหลานสาวด้วยแววตาเป็นประกาย “เมื่อเช้าฝ่าบาทมีพระบัญชาให้กรมพิธีการเลือกฤกษ์มงคลสำหรับพิธีอภิเษกของเจ้ากับไป๋เอ๋อร์แล้ว”

“...เพคะ?” รอยยิ้มบนใบหน้าคนรอฟังแข็งค้างไปชั่วขณะ

“เด็กคนนี้...” ฉินฮองเฮาหัวเราะอย่างเอ็นดู เห็นฉินเนี่ยนยังทำหน้าราวกับฟังไม่ทันจึงย้ำให้อีกครั้ง “อาบอกว่า เมื่อเช้าฝ่าบาททรงมีพระบัญชาให้กรมพิธีการเลือกฤกษ์อภิเษกของเจ้ากับไป๋เอ๋อร์แล้ว”

“อ... อภิเษก?!”

“ใช่!”

เปรี้ยง!

ฉินเนี่ยนรู้สึกราวกับมีเสียงฟ้าผ่าดังขึ้นกลางศีรษะ

‘บ้าไปแล้ว! ในนิยายต้นฉบับ ฉินเนี่ยนไม่เคยได้แต่งงานกับจี้ไป๋เลยนะ กระทั่งวางฤกษ์มงคลยังไม่เคยมีด้วยซ้ำ แล้วนี่อะไร! บทมันเปลี่ยนไปขนาดนี้ได้ไง!!’

‘แล้วถ้าฉันแต่งงานกับจี้ไป๋ แล้วซูชิงชิงล่ะ พระเอกนางเอกจะไปรักกันตอนไหน แล้วฉันจะหาทางกลับบ้านยังไง!!’

เซี่ยซินหรานแทบอยากร้องไห้มันเสียตรงนั้น

‘ฉันมาเป็นนางร้ายเพื่อทำภารกิจกลับบ้านนะ... ไม่ได้มาแต่งงานกับตั๋วกลับบ้านของตัวเองแล้วลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่สักหน่อย!!’

 


ดูทรงไม่ได้กลับบ้านแล้วววว

3395fded7c1b7f14f6f151c369f96e78.jpg

ใครไม่อยากรอ... อ่านต่อรวดเดียวจบใน E-book ได้เลยยยย

https://dekd.co/w/e/49959