บทที่ 2/2 : บังคับเขาเลยเสด็จอา! ยิ่งถูกบังคับยิ่งโกรธแน่ๆ
บทที่ 2/2 : บังคับเขาเลยเสด็จอา! ยิ่งถูกบังคับยิ่งโกรธแน่ๆ
จี้ไป๋มองใบหน้าไร้พิษภัยตรงหน้า ก่อนตอบเพียงสั้นๆ “ได้รับ”
รอยยิ้มของฉินเนี่ยนกว้างขึ้นทันที “ครบสิบสี่ฉบับหรือไม่เพคะ”
คราวนี้แม้แต่ฉินฮองเฮายังหันมามอง “สิบสี่ฉบับ?”
“เพคะ” ฉินเนี่ยนพยักหน้าอย่างไร้เดียงสา “เจ็ดวัน วันละสองฉบับเอง เนี่ยนเอ๋อร์เกรงว่าท่านพี่ไท่จื่อเดินทางไกลจะคิดถึงบ้าน จึงเขียนส่งไปให้ทุกเช้าค่ำเพคะ”
จี้ไป๋ฟังแล้วกัดฟันกรอด นางช่างกล้าใช้คำว่า ‘วันละสองฉบับเอง’ อย่างนั้นหรือ ตลอดเจ็ดวันมานี้เขาปวดหัวกับจดหมายไร้สาระพวกนั้นยิ่งกว่าการนำทัพกลับเมืองหลวงเสียอีก ถึงแม้แค่เห็นตราประทับของนางเขาก็โยนทิ้งเข้ากองไฟแล้ว แต่แค่คิดก็ยังโมโหไม่หาย ก่อนปรายตามองรอยยิ้มหวานเยิ้มเคลือบยาพิษตรงหน้าด้วยความระอา ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ข้าเผาทิ้งหมดแล้ว”
“ไป๋เอ๋อร์!” ฉินฮองเฮาขมวดคิ้วมุ่นทันที
ส่วนฉินเนี่ยน ดวงตากลมโตที่เมื่อครู่ยังเป็นประกายพลันหม่นลง รอยยิ้มบนใบหน้างามพลางจางหาย ราวกับคำพูดเพียงไม่กี่คำของเขาทำร้ายจิตใจนางเข้าอย่างจัง
“ไม่เป็นไรเพคะ เสด็จอาอย่าตำหนิท่านพี่เลย” นางเอ่ยเสียงเบา แล้วฝืนคลี่ยิ้มบางๆ ขึ้นมาอีกครั้งอย่างสตรีที่เข้าอกเข้าใจโลก “อย่างน้อยท่านพี่ไท่จื่อก็กลับมาอย่างปลอดภัย เนี่ยนเอ๋อร์ได้เห็นกับตาแล้วก็วางใจ เพียงเท่านี้ก็ดีมากแล้วเพคะ”
ถ้อยคำอ่อนหวานและเข้าอกเข้าใจเสียจนฉินฮองเฮาทอดพระเนตรบุตรชายด้วยสายตาตำหนิหนักกว่าเดิม ทว่าเสียงร่าเริงที่พระนางไม่ได้ยิน กลับดังก้องเต็มสองหูของจี้ไป๋
‘เผาหมดเลยเหรอ ฮิฮิ ดีมาก! โมโหขนาดนี้แปลว่าจดหมายได้ผลสินะ นายเกลียดฉันเข้าไว้ล่ะ เกลียดให้มากๆ แล้วรีบฆ่าฉันซะ ฉันจะได้กลับบ้าน!’
มือของจี้ไป๋ที่วางอยู่บนเข่าพลันกำแน่นขึ้น
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง จดหมายสิบสี่ฉบับเหล่านั้นไม่ได้เกิดจากความคะนึงหาดังที่นางแสดงออกแม้แต่น้อย นางตั้งใจส่งมันมาให้เขารำคาญ ตั้งใจยั่วให้เขาโมโห และทั้งหมดก็เพียงเพราะต้องการให้เขาฆ่านาง?
ความเย็นเยียบแล่นผ่านนัยน์ตาคม
ฉินเนี่ยน... เมื่อเจ้าอยากตายนัก ข้าจะสงเคราะห์ให้เอง!
ทว่าความคิดนั้นเพิ่งผุดขึ้นมาได้เพียงชั่วอึดใจ จี้ไป๋ก็พลันชะงัก
ไม่สิ! นางเอาแต่พร่ำบอกว่าตายแล้วจะได้กลับบ้านหรือ?
จี้ไป๋เพ่งมองหญิงสาวในอาภรณ์สีม่วงอ่อนตรงหน้าอย่างพินิจอีกครั้ง ภายนอกนางยังคงเป็นฉินเนี่ยนคนเดิมแทบทุกกระเบียด ทั้งรอยยิ้ม น้ำเสียง กิริยาออดอ้อน กระทั่งท่าทีรักใคร่ที่มีต่อเขาก็แนบเนียนไม่ต่างจากเมื่อก่อน
แต่คนที่ส่งเสียงอยู่ข้างในนั้น... กลับไม่ใช่
ฉินเนี่ยนที่เขารู้จักหลงใหลเขามาตั้งแต่เด็ก อยากแต่งงานกับเขายิ่งกว่าสิ่งใด ต่อให้เขาแสดงออกชัดเจนเพียงใดว่าไม่ชอบ นางก็ยังเกาะติดไม่ยอมปล่อย แล้วคนเช่นนั้นจะตั้งหน้าตั้งตาทำทุกอย่างให้เขาเกลียด เพียงเพื่อรอให้เขาชักกระบี่สังหารได้อย่างไร อีกทั้งถ้อยคำในใจมากมายเหล่านั้น ก็แปลกประหลาดเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจทั้งหมดได้ในทันที
หรือว่า... นางจะมิใช่ฉินเนี่ยน?
เมื่อเห็นตั๋วกลับบ้านหน้าหล่อเอาแต่จ้องเขม็ง ฉินเนี่ยนกลับเข้าใจไปอีกทาง ดวงตากลมโตพลันเป็นประกายอย่างลิงโลด
‘โกรธแล้วใช่ไหมล่ะ ฮิฮิ ดีมาก เติมอีกสักหน่อยดีกว่า!’
นางจึงหันกลับไปหาฉินฮองเฮา ก่อนยิ้มบางๆ อย่างคนพยายามซ่อนความเสียใจ
“เสด็จอาเพคะ วันนี้เนี่ยนเอ๋อร์ขอตัวกลับจวนก่อนดีกว่า ท่านพี่เพิ่งกลับมา เสด็จอากับท่านพี่ไม่ได้พบกันมานาน คงมีเรื่องอยากพูดกันอีกมาก เนี่ยนเอ๋อร์ไม่อยู่รบกวนแล้วเพคะ”
“รบกวนอันใดกัน เจ้าเพิ่งมาได้ไม่นานเอง” ฉินฮองเฮาตรัสน้ำเสียงอ่อนลง ยิ่งเห็นหลานสาวทำราวกับไม่ถือสาเรื่องเมื่อครู่ พระนางก็ยิ่งปวดใจ
ฉินเนี่ยนเม้มริมฝีปากน้อยๆ ก่อนคลี่ยิ้มอ่อน
“วันหน้าเนี่ยนเอ๋อร์ค่อยมาเข้าเฝ้าเสด็จอาใหม่ก็ได้เพคะ วันนี้...” นางเว้นจังหวะได้อย่างพอดิบพอดี ก่อนเหลือบมองจี้ไป๋เพียงชั่วครู่แล้วรีบหลบสายตา “วันนี้เนี่ยนเอ๋อร์อยากกลับจวนแล้ว”
เพียงเท่านั้น ไหนเลยฉินฮองเฮาจะไม่เข้าใจว่าหลานสาวถูกบุตรชายทำร้ายจิตใจอย่างสาหัส ต่อให้นางจะพยายามยิ้มเพียงใด ไหนเลยจะไม่เสียใจได้ พระนางจึงหันขวับไปทางจี้ไป๋ทันที
“ไป๋เอ๋อร์ ในเมื่อเป็นเจ้าที่ทำให้น้องเสียใจ เจ้าก็พาเนี่ยนเอ๋อร์กลับไปส่งที่จวนเสีย ขอโทษนางให้ดี”
ฉินเนี่ยนรีบส่ายหน้าทันที “เสด็จอา ไม่ต้องหรอกเพคะ ท่านพี่เพิ่งเดินทางกลับมาคงเหน็ดเหนื่อยมากแล้ว เนี่ยนเอ๋อร์กลับเองได้เพคะ”
ภายนอกเกรงอกเกรงใจเสียจนแทบหาใครเทียบมิได้ แต่ภายในนั้น...
‘บังคับเขาเลยเสด็จอา! ยิ่งถูกบังคับยิ่งโกรธแน่ๆ ฮิฮิ...’
ทว่าฉินฮองเฮายังไม่ทันตรัสย้ำ จี้ไป๋กลับเอ่ยขึ้นเสียก่อน
“ได้พ่ะย่ะค่ะ”
‘...หือ?’ ฉินเนี่ยนหันขวับไปมองเขาแทบจะทันทีอย่างลืมตัว ‘ง่ายขนาดนี้เลย? นายไม่ควรรำคาญ ไม่ควรเถียง หรืออย่างน้อยก็ทำหน้าเหมือนอยากชักกระบี่ออกมาก่อนหรือไง?’
จี้ไป๋สบดวงตากลมโตคู่นั้นนิ่งๆ ราวกับไม่สะทกสะท้านต่อการถูกบังคับในครั้งนี้แม้แต่น้อย ในเมื่อคนที่อยู่ในร่างฉินเนี่ยนอยากให้เขาสังหารนัก เขาก็ยิ่งต้องรู้ให้ได้เสียก่อนว่านางเป็นใคร มาจากที่ใด และ ‘กลับบ้าน’ ที่พูดถึงอยู่ไม่หยุดนั้นหมายถึงที่ใดกันแน่ การพาออกไปจากตำหนักคุนหนิงย่อมเป็นโอกาสอันเหมาะพอดี
ส่วนเรื่องฆ่านาง... รอให้เขาได้คำตอบแล้วค่อยว่ากัน
“ดี...” ฉินฮองเฮาพอพระทัยนัก
“ในเมื่อเสด็จแม่รับสั่ง ลูกย่อมต้องไปส่งคู่หมั้นให้ถึงจวนพ่ะย่ะค่ะ”
คำว่า ‘คู่หมั้น’ ถูกเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำเสียจนฉินเนี่ยนรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“หรือเนี่ยนเอ๋อร์ไม่เต็มใจให้พี่ไปส่ง” ชายหนุ่มถามขึ้น ขณะที่สายตาจับจ้องร่างเล็กไม่ละไปไหน
“ย่อมเต็มใจเพคะ” ฉินเนี่ยนยิ้มหวานกลบเกลื่อน นางหรี่ตามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรีบสลัดความรู้สึกแปลกๆ นั้นทิ้งไป
‘ช่างเถอะ อย่างไรได้อยู่ใกล้กันก็ดี จะได้หาเรื่องกวนประสาทเขาต่อ!’
ฉินเนี่ยนจึงหันกลับไปยิ้มหวานให้เสด็จอา “เช่นนั้นเนี่ยนเอ๋อร์ทูลลาเพคะ วันหลังจะเข้ามาออดอ้อนเสด็จอาอีก”
“ไปเถิด... หากผู้ใดกล้ารังแกเจ้ารีบให้คนมาแจ้งอา” ฉินฮองเฮาลูบศีรษะหลานสาวอย่างรักใคร่ ก่อนจากยังไม่วายหันไปกำชับบุตรชาย
“ไปส่งนางให้ถึงจวนดีๆ อย่าคิดรังแกเนี่ยนเอ๋อร์อีก”
“ลูกทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ” จี้ไป๋รับคำอย่างว่าง่าย
ง่ายเสียจนเซี่ยซินหรานอดเหลือบมองเขาอีกครั้งไม่ได้
‘ทำไมฉันรู้สึกเหมือนตานี่กำลังคิดอะไรไม่ดีอยู่เลยนะ...’
เซี่ยซินหรานคนดี... ถ้าชะตาไม่ขาดวันนี้ดูทรงได้อยู่ที่นี่อีกยาวๆ เป็นแน่

คุณรี้ดจ๋าาาา ขอสติกเกอร์คนละหนึ่งตัวเสริมชะตาให้หรานหรานทีค่ะ จะได้อยู่ป่วนพี่ไปยาวๆ 5555