บทที่ 3/1: ท่าไม่ดี ชิ่งดีกว่า
บทที่ 3/1: ท่าไม่ดี ชิ่งดีกว่า
ไม่นาน หนึ่งร่างสูงใหญ่กับอีกหนึ่งร่างเล็กบอบบางก็เดินออกมาจากตำหนักคุนหนิงด้วยกัน ฉินเนี่ยนเดินอยู่ข้างกายจี้ไป๋ด้วยรอยยิ้มหวาน ทว่า
‘พ่อตั๋วกลับบ้าน นี่นายตัวสูงเกินไป หรือฉันตัวเตี้ยกันแน่เนี่ย!!’
หญิงสาวอดสงสัยมิได้ เมื่อนางต้องเงยหน้ามองอีกฝ่ายจนเมื่อยคอไปหมด หากเป็นร่างเซี่ยซินหรานคงไม่ต้องคอยแหงนมองใครถึงเพียงนี้
จี้ไป๋ได้ยินก็ลอบยิ้มมุมปาก แน่นอนว่าย่อมเป็นนางที่ตัวเตี้ย
ทว่าต่อให้เมื่อยคอเพียงใด ฉินเนี่ยนก็ยังไม่ยอมวางบทคู่หมั้นผู้แสนรักลงแม้แต่น้อย เดี๋ยวนางก็ถามว่าเขาเดินทางเหนื่อยหรือไม่ เดี๋ยวถามว่าชายแดนหนาวเพียงใด น้ำเสียงออดอ้อนเสียจนผู้ใดได้ยินก็คงต้องเชื่อว่านางคิดถึงเขาแทบขาดใจจริงๆ
หากไม่ใช่เพราะจี้ไป๋ได้ยินเสียงในใจที่ร่ำร้องไม่หยุดว่า
‘เมื่อไหร่นายจะโมโหอีกนะ รีบๆ โมโหเข้าสิ’
ชายหนุ่มได้ยินดังนั้น ด้วยไม่อยากให้นางสมหวัง จึงรู้สึกอารมณ์ดีเหลือเกิน จนกระทั่งฉินเนี่ยนต้องหยิบยกเรื่องใหม่ขึ้นมาพูด
“วันนี้ท่านพี่ไท่จื่ออยู่เสวยมื้อค่ำที่จวนได้หรือไม่เพคะ”
“ได้”
เขาตอบรับเรียบง่ายโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง
หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ แต่มีหรือคนอย่างเซี่ยซินหรานจะยอมแพ้ง่ายๆ นางรีบงัดมารยาบทต่อไปขึ้นมาทดสอบความอดทนของอีกฝ่ายทันที
นางหยุดฝีเท้า พลางเอื้อมมือไปจับชายแขนเสื้อสีดำของเขาไว้เบาๆ จนชายหนุ่มต้องหยุดตาม ก่อนขยับไปยืนตรงหน้าเขาแล้วเข้าไปใกล้อีกนิด จากนั้นก็ช้อนดวงตากลมโตขึ้นมองอย่างออดอ้อนราวกับลูกแมวตัวน้อย
“เช่นนั้นขากลับวันนี้ ท่านพี่ไท่จื่อขึ้นไปนั่งรถม้าคันเดียวกับเนี่ยนเอ๋อร์ได้หรือไม่เพคะ เนี่ยนเอ๋อร์อยากคุยกับท่านพี่ตลอดทางเลย”
‘ใกล้ขนาดนี้ต้องโมโหแล้วมั้ง ปฏิเสธสิ! รีบบอกมาสิว่าชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน หรือด่าว่าฉันหน้าหนาไร้ยางอายเหมือนเคยก็ได้!’
ทว่าจี้ไป๋กลับเพียงสบตาดวงโตคู่นั้น ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ได้”
เมื่อเห็นว่าเขายังคงนิ่งเฉย ไม่มีวี่แววของความโกรธฉินเนี่ยนก็ยิ่งขัดใจ นางกัดฟันยิ้มสู้ ขยับเข้าไปใกล้อีก แล้วงัดความเอาแต่ใจขั้นสุดออกมาใช้
“ถ้าอย่างนั้น... มื้อค่ำวันนี้ ท่านพี่ไท่จื่อช่วยคีบกับข้าวให้เนี่ยนเอ๋อร์ด้วยนะเพคะ เนี่ยนเอ๋อร์อยากทานปลา แต่ไม่อยากแกะก้างเอง ท่านพี่ช่วยแกะให้เนี่ยนเอ๋อร์ด้วยได้หรือไม่เพคะ...”
‘เอาสิ! คุณหนูเรื่องมากเอาแต่ใจ ซ้ำยังทำตัวติดหนึบเป็นตังเมขนาดนี้ คนที่รักความสงบและเกลียดการถูกบังคับอย่างเขาต้องปรี๊ดแตกแน่!’
คราวนี้จี้ไป๋กลับโน้มกายลงเล็กน้อย จนใบหน้าหล่อเหลาขยับเข้ามาใกล้เสียจนฉินเนี่ยนต้องเผลอกลั้นหายใจ
“ย่อมได้ ประเดี๋ยวข้าจะแกะก้างปลา แล้วป้อนให้เจ้าด้วยมือของข้าเอง... ดีหรือไม่”
‘...ฮะ? ก็ได้อีกงั้นเหรอ! นายจะบ้าหรือไง นี่ไม่ใช่จี้ไป๋แล้ว!!!’
“ท่านพี่ไท่จื่อช่างดีกับเนี่ยนเอ๋อร์เหลือเกินเพคะ”
นางฝืนยิ้มหวานหยดจนแก้มแทบจะเป็นตะคริว ทว่าในใจกลับกำลังทึ้งหัวตัวเองอย่างบ้าคลั่ง
‘เอาไงต่อดี... คิดสิคิด!’
จี้ไป๋มองหญิงสาวตัวเล็กที่กำลังโอดครวญอยู่ในใจตรงหน้า เขาเองก็อยากรู้อยู่เหมือนกันว่านางจะสรรหาวิธีใดมาทำให้เขาโมโหได้อีก ดวงตาคมลึกล้ำจ้องนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา ที่ทำเอาคนมองเสียวสันหลังวาบ
“เนี่ยนเอ๋อร์...”
จู่ๆ เสียงของบุรุษผู้หนึ่งก็เรียกขานดังมาจากที่ไกลๆ ทว่าเสียงนั้นกลับเหมือนเสียงสวรรค์มาโปรดของเซี่ยซินหราน นางรีบผละออกจากจี้ไป๋ทันที ก่อนหันไปตามเสียงเรียก
“ท่านพ่อ...”
เมื่อเห็นฉินอี้กำลังเดินตรงมา ดวงตากลมโตก็สว่างวาบ นางรีบสับเท้าเล็กๆ เข้าไปหา ก่อนคล้องแขนบิดาอย่างสนิทสนม
“เหตุใดท่านพ่อมาอยู่ที่นี่เจ้าคะ”
“พ่อได้ยินว่าเจ้ามาเข้าเฝ้าฮองเฮา จึงแวะมารับกลับจวนด้วยกัน”
“ท่านพ่อรู้ใจเนี่ยนเอ๋อร์ที่สุดเลยเจ้าค่ะ” ฉินเนี่ยนซบแขนบิดาอย่างออดอ้อน ก่อนเงยหน้าขึ้นถามด้วยดวงตาเป็นประกาย “เนี่ยนเอ๋อร์กำลังหิวพอดี พวกเราไปกินมื้อค่ำที่เหลาเยว่เซียงกันดีหรือไม่เจ้าคะ”
ฉินอี้หัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ได้ ล้วนตามใจเจ้า”
‘นี่สิคนปกติ! ตามใจเพราะรักลูก ไม่ใช่ตอบรับทุกอย่างจนชวนให้ขนลุกเหมือนใครบางคน’
หญิงสาวยิ้มแก้มปริ ถึงเจิ้งกั๋วกงจะเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งราชสำนัก ยามอยู่ต่อหน้าขุนนางล้วนมีท่าทีเคร่งขรึมเด็ดขาด ทว่าพออยู่ต่อหน้าบุตรสาวเพียงคนเดียว กลับกลายเป็นเพียงบิดาที่ตามใจลูกจนเสียคนเท่านั้น
ตลอดเจ็ดวันมานี้ที่ได้อยู่ร่วมกัน เซี่ยซินหรานซึ่งสูญเสียบิดาไปเมื่อสองปีก่อน จึงมักรู้สึกราวกับตนได้กลับไปยังช่วงเวลาที่ยังมีคุณพ่ออยู่ข้างกาย ความรู้สึกคุ้นเคยและอบอุ่นนั้น ทำให้นางค่อยๆ ผูกพันกับบิดาของร่างนี้ขึ้นมาอย่างไม่อาจห้าม
“หลานคารวะท่านลุงขอรับ”
จี้ไป๋เดินเข้ามาสมทบ ก่อนประสานมือคำนับผู้อาวุโสตามมารยาท ส่วนฉินอี้ก็รับการคำนับ แล้วถามไถ่เรื่องการเดินทางอยู่สองสามคำ ชายหนุ่มตอบอย่างนอบน้อม กระทั่งสายตาเหลือบไปยังคู่หมั้นที่ยังเกาะแขนบิดาไม่ยอมปล่อย
“เนี่ยนเอ๋อร์ ไม่ใช่ว่าเรามีนัดกันแล้วหรือ”
‘ชิ! ใครอยากกินข้าวกับนายกัน ฉันอยากไปกับพ่อต่างหาก’
ทั้งที่ในใจคิดค่อนขอดเช่นนั้น ทว่าใบหน้างามกลับเพียงส่งรอยยิ้มหวาน แล้วตอบกลับอย่างนอบน้อม “วันนี้ท่านพี่ไท่จื่อเพิ่งกลับถึงเมืองหลวง คงเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมาก เป็นเนี่ยนเอ๋อร์เองที่คิดไม่รอบคอบ จึงทำให้เสด็จอาต้องลำบากพระทัยบังคับให้ท่านพี่มาส่ง บัดนี้ท่านพ่อมารับแล้ว ท่านพี่ก็กลับไปพักผ่อนเถิดเพคะ เนี่ยนเอ๋อร์ไม่รบกวน”
“แต่ข้ารับปากเสด็จแม่แล้วว่าต้องไปส่งเจ้า”
ฉินเนี่ยนรีบโบกมือราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย “ไม่เป็นไรเพคะ เดี๋ยวเนี่ยนเอ๋อร์จะอธิบายกับเสด็จอาเอง ท่านพี่ไท่จื่อมิต้องเป็นกังวล”
‘แน่ละ ในเมื่อมารยาชาเขียววันนี้ใช้กับนายไม่ได้ผล คนฉลาดก็ต้องรู้จักถอยเพื่อรุกสิ อย่างน้อยฉันก็ต้องกลับไปคิดกลยุทธ์ใหม่ก่อน’
คนแอบฟังสิ่งที่นางคิดจริงๆ ถึงกับหัวเราะหึในลำคอ เมื่อครู่ยังทำท่าจะเกาะติดเขาไม่ปล่อยอยู่เลย ยามนี้พบว่าใช้ไม่ได้ผลก็คิดจะถอยเสียแล้ว ทว่ายังไม่ทันสิ้นความคิดเยาะหยัน
‘อีกอย่าง หากวันนี้นายไปกินข้าวกับฉันที่จวนจริงๆ แล้วจะไปตามนัดหมายกับซูชิงชิงที่หอเฟิงอวี่ได้ไง นายต้องรีบไปขอบคุณที่ซูชิงชิงช่วยชีวิตเอาไว้เมื่อสามเดือนก่อนนี่นา กว่าจะตามหาตัวยัยนั่นพบไม่ง่ายเลย รีบไปรักกับชิงชิงของนายให้ไวๆ เถอะ ฉันจะรอให้นายหลงรักหัวปักหัวปำแล้วค่อยตามไปขวางทาง ฮิฮิ’
ฟังจบจี้ไป๋ก็ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
ตั๋วกลับบ้าน รีบๆ ไปรักกับนางเอกเลยนะ เดี๋ยวนางร้ายจะตามไปขวาง!!
