LNCrawler

บทที่ 3/2 : ไม่นะท่านพ่อ!!!!

ข้านี่แหละนางร้ายชาเขียว — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 3/2 : ไม่นะท่านพ่อ!!!!

 

ฟังจบจี้ไป๋ก็ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว

เมื่อสามเดือนก่อนที่เยี่ยนโจว เขาออกไปตรวจพื้นที่นอกค่ายพร้อมทหารจำนวนหนึ่ง ทว่าระหว่างทางกลับถูกคนลอบสังหารจนได้รับบาดเจ็บและพลัดหลงจากองครักษ์ โชคดีที่มีหญิงสาวผู้หนึ่งเดินทางผ่านมาพบเข้าและช่วยซ่อนเขาไว้ในรถม้าจนรอดพ้นจากการตามล่า แต่เพราะเสียเลือดมาก เขาจึงหมดสติไปเสียก่อน

ครั้นฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตนถูกส่งมารักษาอยู่ที่โรงหมอแล้ว ส่วนหญิงสาวผู้นั้นจากไปโดยไม่ได้ทิ้งชื่อแซ่ไว้ เขาจำได้เพียงเลือนรางว่าบนรถม้าคันนั้นมีอักษร ‘ซู’ หลังจากตามหาอยู่นาน ในที่สุดจึงสืบพบว่าอีกฝ่ายคือซูชิงชิง บุตรสาวของรองเจ้ากรมโยธาที่เพิ่งย้ายเข้ามาเมืองหลวงเมื่อเดือนก่อน

เช่นนั้นวันนี้ก่อนเข้าเมือง เขาจึงให้คนส่งเทียบเชิญไปอย่างลับๆ เพื่อตอบแทนพระคุณและสอบถามเรื่องในวันนั้นให้กระจ่าง ทว่าเรื่องนี้นอกจากคนของเขาไม่กี่คนแล้วแทบไม่มีผู้ใดรู้ แล้วคนผู้นี้รู้ได้อย่างไร?

ยิ่งไปกว่านั้น... เขาก็เป็นคนแยกแยะเรื่องพระคุณช่วยชีวิตกับความรักออกจากกันอย่างชัดเจน เขาจะไปตกหลุมรักสตรีผู้หนึ่งจนหัวปักหัวปำ เพียงเพราะนางเคยช่วยชีวิตเขาไว้อย่างนั้นหรือ?

“องค์ไท่จื่อเพิ่งเสด็จกลับมา ทรงพักผ่อนเสียก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ ส่วนเนี่ยนเอ๋อร์เดี๋ยวกระหม่อมดูแลเอง” ฉินอี้เอ่ยขึ้น หากเป็นยามปกติ เขาย่อมยินดีให้บุตรสาวได้ใช้เวลาอยู่กับคู่หมั้นมากขึ้น ทว่าวันนี้ดูจากท่าทีแล้ว นางคงถูกจี้ไป๋ทำให้เสียใจมาอีกเป็นแน่

ฉินเนี่ยนได้ยินบิดาช่วยพูดก็ยิ่งกระชับแขนเขาแน่นขึ้น

‘ท่านพ่อเอ๋ยท่านพ่อ... เขากำลังจะทิ้งลูกไปหาคนรักแล้วนะ วันหน้าหลังจากเขาหลงรักแม่นางซูผู้นั้น เขาก็จะลงมือฆ่าลูกเพื่อนาง ตอนนั้นท่านพ่อก็จะเสียใจจนหันไปอยู่ฝ่ายตรงข้ามเพื่อเอาคืน สุดท้ายกลับต้องตายตามลูกไปอีกคน ชะตาพวกเราสองพ่อลูกช่างน่าสงสารจริงๆ’

หางตาของจี้ไป๋กระตุกเล็กน้อย ถึงเมื่อครู่นี้เขาจะมีความคิดอยากสังหารฉินเนี่ยน ทว่านั่นเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบหลังได้ยินว่านางตั้งใจยั่วโทสะเพื่อให้เขาสังหารเท่านั้น แต่เขาก็ยังไม่ใช่คนสิ้นคิดเสียหน่อย

การที่เขายืนหยัดอยู่ในตำแหน่งรัชทายาทได้อย่างมั่นคงในทุกวันนี้ มิใช่เพียงเพราะเขาเป็นองค์ชายใหญ่แห่งราชวงศ์ที่ประสูติจากฮองเฮา แต่ยังเพราะมีตระกูลฉินเป็นฐานอำนาจสำคัญของตำหนักบูรพาด้วย

เช่นนั้นการหมั้นหมายระหว่างเขากับฉินเนี่ยนจึงมิได้เกี่ยวข้องเพียงเรื่องชายหญิง ต่อให้เขาไม่รักฉินเนี่ยน ต่อให้เขาเกลียดการถูกผู้ใหญ่กำหนดชีวิตเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรโดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการลงมือสังหารฉินเนี่ยนเพราะสตรีอื่นอย่างซูชิงชิง

จี้ไป๋หันไปมองฉินเนี่ยนอีกครั้ง หญิงสาวกำลังเกาะแขนบิดาใบหน้าจิ้มลิ้มประดับรอยยิ้มบางเบา แววตาใสซื่อ ราวกับในหัวไม่ได้เพิ่งเอ่ยความลับใดแม้แต่คำเดียว เขาจึงยกมือประสานคำนับผู้อาวุโสอีกครั้ง

“ไม่เป็นไรขอรับท่านลุง หลานจะไปส่งเนี่ยนเอ๋อร์เอง”

ฉินเนี่ยนรีบเงยหน้าขึ้น “แต่ท่านพี่...”

“เมื่อข้ารับปากเสด็จแม่แล้ว ก็ต้องทำให้ถึงที่สุด บุรุษเอ่ยคำใดย่อมไม่คืนคำ” จี้ไป๋เอ่ยต่ออย่างไม่เปิดช่องให้นางปฏิเสธ “อีกทั้งหลานมีเรื่องอยากปรึกษาหารือกับท่านลุงพอดี ในเมื่อท่านลุงกับเนี่ยนเอ๋อร์จะไปเหลาเยว่เซียง เช่นนั้นหลานขอไปด้วย มื้อนี้หลานจะเป็นเจ้ามือเอง”

“ได้พ่ะย่ะค่ะ”

ฉินอี้พยักหน้ารับคำโดยไม่ลังเล อย่างไรเสียเขาก็มีตำแหน่งที่ปรึกษาคนสำคัญขององค์ไท่จื่อ หากอีกฝ่ายมีเรื่องต้องหารือ เขาย่อมไม่อาจละเลยหน้าที่ได้ อีกทั้งยังทำให้บุตรสาวได้อยู่กับคู่หมั้นนานขึ้นอีกหน่อย นางคงมีความสุขไม่น้อย

ทว่าคนควรมีความสุขแทบอยากเขย่าแขนบิดาให้ได้สติ ในใจร่ำร้อง

‘ไม่... ไม่นะท่านพ่อ! ให้เขาไปหอเฟิงอวี่ ให้เขาไปหาซูชิงชิง!’

จี้ไป๋ได้ยินแล้วเพียงหมุนตัวเดินต่อ มุมปากอดไม่ได้ที่จะยกขึ้นบางๆ ส่วนหูก็ยังลอบฟังคนตัวเล็กบ่นอู้อี้อย่างหัวเสียที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน

เมื่อครู่เขายังคิดจะพาคนในร่างฉินเนี่ยนไปเค้นเสียให้รู้ว่าเป็นผู้ใด แต่ยามนี้ดูเหมือนสิ่งที่นางรู้นั้นจะน่าสนใจกว่าตัวตนของนางเสียอีก

ส่วนนัดที่หอเฟิงอวี่... เลื่อนไปสักมื้อก็คงไม่ตาย

 

ครึ่งชั่วยามต่อมา

รถม้าจวนเจิ้งกั๋วกงก็มาหยุดลงหน้าเหลาเยว่เซียง จี้ไป๋ให้ ‘ลั่วจ้าน’ องครักษ์คนสนิทล่วงหน้ามาจัดการไว้ก่อนแล้ว ไม่เพียงจองห้องพิเศษบนชั้นสูงสุดของเหลา กระทั่งห้องอื่นทั้งชั้นยังถูกปิดไว้ทั้งหมด เพื่อไม่ให้ผู้ใดขึ้นมารบกวน

เมื่อทั้งสามก้าวเข้ามาภายใน ห้องรับรองจึงเงียบสงบเป็นส่วนตัว แตกต่างจากเสียงคึกคักที่ดังแว่วมาจากชั้นล่างอย่างสิ้นเชิง

เมื่ออาหารยังไม่ทันถูกยกขึ้นโต๊ะ ฉินเนี่ยนก็ถูกทิวทัศน์นอกหน้าต่างดึงดูดเสียก่อน นางเดินตรงไปยังระเบียงกว้างซึ่งเปิดรับลมยามค่ำคืน มือเล็กวางลงบนราวไม้ พลางชะโงกมองเบื้องล่างด้วยดวงตาเป็นประกาย

เมืองหลวงในยามราตรีกลับคึกคักยิ่งกว่ากลางวันเสียอีก โคมไฟสีแดงแขวนเรียงรายตามชายคาร้านรวงสองข้างถนน แสงสีส้มอุ่นทอดลงบนพื้นหินจนทั้งถนนสว่างไสวราวกับสายน้ำแห่งแสง ผู้คนแต่งกายหลากสีเดินขวักไขว่ไม่ขาดสาย เสียงพ่อค้าแม่ค้าร้องเรียกลูกค้า เสียงหัวเราะพูดคุย และเสียงดนตรีจากหอสุราที่อยู่ไกลออกไปลอยปะปนกันมาเป็นระยะ

ฉินเนี่ยนมองซ้ายทีขวาทีอย่างตื่นตาตื่นใจ ถึงในความทรงจำของร่างเดิมจะเคยมาเที่ยวเมืองหลวงนับครั้งไม่ถ้วน แต่สำหรับเซี่ยซินหรานแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเมืองจีนโบราณยามค่ำคืนด้วยตาของตนเองจริงๆ

‘โห...นี่มันแหล่งท่องเที่ยวยามค่ำคืนชัดๆ! ร้านนั้นขายอะไรนะ? แล้วตรงโน้นอีก ของกินเต็มไปหมดเลย!’

สายตานางยังไล่มองร้านรวงอย่างเพลิดเพลิน กระทั่งสะดุดเข้ากับอาคารสูงอีกแห่งซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลนัก ป้ายเหนือประตูเขียนอักษรสีทองสามตัวเด่นชัดว่า ‘หอเฟิงอวี่’

‘เอ๊ะ นั่นมัน...’

ยังไม่ทันได้คิดต่อ รถม้าคันหนึ่งก็แล่นมาจอดเทียบหน้าหอพอดี ไม่นานขุนนางวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ก้าวลงมาจากรถม้า ตามมาด้วยหญิงสาวรูปร่างอรชรในชุดสีขาว นางสวมหมวกเหวยเม่าผ้าโปร่งสีขาวทอดยาวลงมาปิดบังใบหน้าจนมองเห็นเพียงเค้าโครงเลือนราง

ฉินอี้ที่เดินตามบุตรสาวออกมายืนตรงระเบียงมองลงไปด้านล่างเช่นกัน เอ่ยเบาๆ คล้ายพูดกับตนเอง

“ไต้เท้าซูมาทำสิ่งใดที่หอเฟิงอวี่ยามนี้กัน”

ฉินเนี่ยนหันขวับ “ไต้เท้าซูหรือเจ้าคะ”

“อืม ซูเหวิน รองเจ้ากรมโยธา”

หญิงสาวมองกลับลงไปอีกครั้ง คราวนี้สายตาหยุดอยู่ที่สตรีชุดขาวข้างกายเขาทันที

‘ถ้าอย่างนั้น... นั่นก็ซูชิงชิงสินะ’

 


นางร้ายเจอนางเอกแล้วค่ะ เอายังไงกับพ่อตั๋วกลับบ้านดีน๊าาาา

a0fce53fee08a5d13733c0ea790d95f1.jpg

ขอสติกเกอร์คนละ 1 ตัวเป็นกำลังใจหน่อยค่ะ แอบตะปอยล์ว่าตอนหน้าฮาแน่นอน มีคนน้ำตา น้ำมูกไหล ฮิฮิ แต่ใครจะเป็นเหยื่อกันน๊าาาา