บทที่ 4/1 : ไม่ไหว... ไม่ไหว
บทที่ 4/1 : ไม่ไหว... ไม่ไหว
เพียงชั่วพริบตา เรื่องที่จื่อเยว่เล่าให้ฟังเมื่อหลายวันก่อนก็ผุดขึ้นมาในหัว หลังจากฉินเนี่ยนกลับจากงานชมบุปผาด้วยความโมโหจนอาละวาดล้มศีรษะฟาดพื้น ฉินอี้ก็เดือดดาลยิ่งกว่าผู้ใด สุดท้ายถึงขั้นถวายฎีกา เปิดโปงเรื่องที่ซูเหวินเคยทุจริตเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองเยี่ยนโจว ฝ่าบาทจึงมีรับสั่งให้พักงานเขาชั่วคราวระหว่างตรวจสอบข้อกล่าวหา
ฉินเนี่ยนมองสองพ่อลูกที่กำลังเดินเข้าไปในหอเฟิงอวี่ ก่อนเม้มริมฝีปากอย่างครุ่นคิด
‘อ๊ะ! ถ้าเป็นแบบนี้... ตอนนี้ซูเหวินก็ต้องกำลังหลังชนฝา หากเรื่องที่เคยทำไว้ถูกขุดขึ้นมาจริงๆ ตำแหน่งขุนนางคงรักษาไว้ไม่ได้แน่ เพราะอย่างนั้นช่วงนี้เขาถึงต้องวิ่งเต้นหาคนมาช่วยปกปิดความผิดทุกวิถีทาง ไม่ให้เรื่องทุจริตถูกตรวจสอบจนเจอหลักฐาน และพาซูชิงชิงมาด้วยแบบนี้... คงคิดจะใช้บุตรสาวแสนสวยหาผลประโยชน์ด้วยสินะ ถ้าจำไม่ผิด คนแรกที่ยื่นมือมาช่วยสองพ่อลูกตระกูลซูก็คือ... องค์ชายรองจี้เซวียน’
เสียงความคิดที่ดังก้องนั้น ทำให้จี้ไป๋ที่กำลังนั่งอยู่ตรงโต๊ะภายในห้องชะงัก มือหนาที่วางอยู่บนพนักพิงกำแน่นเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
เขาย่อมรู้ดีกว่าผู้ใดว่า ‘จี้เซวียน’ พระอนุชาต่างมารดาผู้นั้น ภายนอกดูเป็นองค์ชายผู้แสนสุภาพนอบน้อมและไร้พิษภัย หากแต่เนื้อแท้ภายในกลับทะเยอทะยานและซ่อนคมเขี้ยวเอาไว้มิดชิด ทุกฝีก้าวล้วนผ่านการคำนวณผลประโยชน์มาแล้วทั้งสิ้น
หากสิ่งที่นางคิดเป็นจริง การที่จี้เซวียนยื่นมือเข้าช่วยซูเหวินในยามที่กำลังเดือดร้อน ย่อมไม่ใช่เพราะความเมตตา แต่เพราะต้องการดึงคนมาเป็นหมากในราชสำนักด้วยการสร้างบุญคุณ เพื่อรอวันงัดข้อกับตำหนักบูรพาของเขาเป็นแน่
“ลั่วจ้าน”
องครักษ์หนุ่มที่เฝ้าอยู่ด้านนอกก้าวเข้ามาทันที “พ่ะย่ะค่ะ”
จี้ไป๋เอนตัวลงไปกระซิบสั่งการบางอย่างด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนมีเพียงสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน ลั่วจ้านรับคำแล้วถอยออกไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อจัดการธุระเสร็จสิ้น
จี้ไป๋จึงยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ ก่อนเหลือบมองไปยังร่างเล็กที่ยังยืนอยู่ตรงระเบียง ทว่าฉินเนี่ยนกลับหันมาสบตาเขาเข้าพอดี
‘ชิ! ไม่ยอมไปตามนัดกับชิงชิงของนาย ระวังสาวถูกคนอื่นแย่งไปเถอะ ถึงตอนนั้นอย่ามาน้ำตานองหน้า ร้องหาท่านแม่ๆ ล่ะ!’
“พรวดดด... แคก! แคกๆๆ!”
น้ำชาพุ่งออกจากปากจี้ไป๋ทันทีอย่างหมดมาดไท่จื่อผู้สูงศักดิ์ เขาสำลักจนไอโขลกเสียจนหน้าดำหน้าแดง
“องค์ไท่จื่อ!”
‘ลั่วเฉิง’ องครักษ์อีกคนที่ยืนอยู่ด้านนอกแทบถลาเข้าไปหาผู้เป็นนาย รีบช่วยลูบหลังให้ ขณะที่ฉินอี้เองก็รีบเดินกลับเข้าไปดูอาการหลานชายเช่นกัน
“ไท่จื่อ ระวังหน่อยพ่ะย่ะค่ะ น้ำชาร้อนหรือไม่”
ทว่าตัวต้นเหตุที่ทำให้องค์ไท่จื่อสำลัก กลับรีบเม้มริมฝีปากแน่นที่สุด
‘ฮ่าๆๆๆ! ขี้เก๊กนัก สมน้ำหน้า! ฮ่าๆๆๆ’
ฉินเนี่ยนกลั้นขำเสียจนหน้าร้อนผ่าว แก้มทั้งสองข้างแดงระเรื่อลามไปจนถึงใบหู อีกนิดเดียวรอยยิ้มคงหลุดออกมาให้เห็นต่อหน้าทุกคนแล้ว
ทว่าจื่อเยว่ที่ยืนอยู่ด้านหลังเห็นท่าไม่ดี จึงรีบยื่นมือมาสะกิดสีข้างคุณหนูยิกๆ เป็นเชิงบอกใบ้ให้คุณหนูรีบไปดูแลองค์ไท่จื่อเพื่อทำคะแนน
แต่ยามนี้ คนถูกสะกิดที่มัวแต่กลั้นขำจนปวดท้อง กลับทำหน้าตาใสซื่อไร้เดียงสา ยืนกะพริบตาปริบๆ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่เข้าใจสิ่งใดทั้งสิ้น
‘ฮะฮ่า ไม่ไหวๆ ถ้าฉันเข้าไปตอนนี้มีหวังหลุดหัวเราะใส่หน้าเขาแน่’
ส่วนคนที่กำลังสำลักจนหน้าดำหน้าแดง ได้แต่ช้อนสายตาดุดันขึ้นลอบมองสตรีตัวแสบด้วยแววตาอาฆาตมาดร้าย...
ฉินเนี่ยนไม่มองตารีบเบือนหน้าหนี ทว่าภายในใจยังหัวเราะไม่หยุด
‘ฮ่าๆ มองอะไรเล่า นายสำลักเองนะ ฉันยังไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย!’
ความวุ่นวายเล็กๆ ดำเนินอยู่ครู่หนึ่ง กระทั่งจี้ไป๋หยุดไอและอาหารที่สั่งไว้ถูกยกเข้ามาจนครบ ทั้งสามจึงกลับมานั่งรอบโต๊ะร่วมกันอีกครั้ง
กลิ่นอาหารหอมลอยอบอวลไปทั่วห้อง ฉินอี้ยังคงคีบอาหารให้บุตรสาวเป็นระยะ ส่วนจี้ไป๋ก็นั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าสงบนิ่งราวกับเรื่องน่าอับอายเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น กระทั่งสายตาของฉินเนี่ยนเหลือบไปเห็นปลานึ่งตัวใหญ่กลางโต๊ะ ความคิดที่ค้างไว้ตั้งแต่ออกจากตำหนักคุนหนิงก็พลันกลับมา นางวางตะเกียบลง ก่อนส่งยิ้มหวานไปยังคนตรงข้าม
“ท่านพี่ไท่จื่อเพคะ...”
จี้ไป๋เหลือบตามอง “ว่าอย่างไร”
“เมื่อครู่ท่านพี่รับปากเนี่ยนเอ๋อร์แล้วว่าจะช่วยแกะก้างปลาให้ จำได้หรือไม่เพคะ”
ชายหนุ่มมองนางนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบ “จำได้”
ฉินเนี่ยนยิ้มกว้างขึ้น รีบเลื่อนจานปลานั้นไปทางเขา “เช่นนั้นเนี่ยนเอ๋อร์อยากกินตรงท้องปลา ท่านพี่ช่วยแกะก้างให้เนี่ยนเอ๋อร์หน่อยนะเพคะ”
‘เอาสิ ไหนเมื่อครู่ตอบว่าได้เก่งนัก ฉันจะใช้นายให้คุ้มเลย!’
จี้ไป๋มองรอยยิ้มได้ใจตรงหน้าแล้วนึกถึงเสียงหัวเราะดังลั่นในหัวนางเมื่อครู่ มุมปากจึงยกขึ้นเล็กน้อย “ได้”
ฉินเนี่ยนยิ้มหวานหยด มองตามด้วยความพอใจ
บุรุษสูงศักดิ์ค่อยๆ แกะเนื้อปลาส่วนท้องออกมาอย่างใจเย็น เขี่ยก้างเล็กก้างน้อยออกจนหมด ก่อนมือเรียวยาวจะลอบคีบพริกชิ้นหนึ่งจากในจานเครื่องเคียงขึ้นมาซ่อนไว้ใต้เนื้อปลาจนมิด แล้วจึงคีบปลาชิ้นนั้นขึ้นมา
ฉินเนี่ยนเห็นว่าเสร็จแล้วรีบยื่นถ้วยไปรับ ทว่าเขากลับไม่ยอมวางลง
“อ้าปาก”
นางชะงัก “เพคะ?”
“พี่รับปากว่าจะป้อนให้เจ้าด้วยมือตนเองมิใช่หรือ”
“O.O” ฉินเนี่ยน ‘เอาจริงดิ!’
ทว่าเมื่อเหลือบเห็นฉินอี้กับจื่อเยว่กำลังมองมาด้วยสีหน้าปลาบปลื้ม นางก็ได้แต่กัดฟันยิ้มหวาน นางเป็นฝ่ายเล่นบทคู่หมั้นแสนรักมาตลอด หากตอนนี้กลับปฏิเสธเสียเองคงดูประหลาดเกินไป
“ท่านพี่จำได้ด้วยหรือเพคะ”
“จำได้...”
‘ฟังแล้วขนลุกชะมัด’
ทว่าฉินเนี่ยนก็ต้องจำใจอ้าปาก จี้ไป๋จึงป้อนเนื้อปลาให้นางด้วยตนเอง หญิงสาวเคี้ยวไปได้เพียงสองครั้ง ดวงตากลมโตก็พลันเบิกกว้าง เมื่อความเผ็ดร้อนพุ่งจากปลายลิ้นขึ้นมาจนแทบทะลุกระหม่อม นางรีบเงยหน้ามองคนตรงข้ามทันที ขณะที่อีกฝ่ายกลับมีสีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่รู้เรื่องรู้ราว
“เป็นอย่างไร อร่อยหรือไม่” เขาถามอย่างคนใส่ใจนัก
‘จี้ไป๋!!! คนสารเลว นายตั้งใจใช่ไหม!!’
ฉินเนี่ยนเผ็ดจนน้ำตาคลอ แต่ยังฝืนพยักหน้าทั้งที่ริมฝีปากแทบสั่น
“เช่นนั้นกินอีกชิ้นหรือไม่”
หญิงสาวรีบส่ายหน้าจนปิ่นบนศีรษะแทบหลุด ในที่สุดนางก็ต้องรีบก้มหน้าคายอาหารในปากลงถ้วยตัวเอง ยามนี้นางเผ็ดจนต้องแลบปลายลิ้นออกมาอย่างทนไม่ไหว ก่อนคว้าถ้วยชาขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด
ฉินอี้เห็นบุตรสาวหน้าแดงก่ำก็รีบถาม “เนี่ยนเอ๋อร์ เป็นอะไร”
“เผ็ดเจ้าค่ะ”
“เผ็ดหรือ?” คนเป็นพ่อรีบหันไปเรียกสาวใช้ “เร็วเข้า เอาน้ำมา... ไม่สิ เอาของหวานมาด้วย!”
ทั้งจื่อเยว่ จื่ออิงก็รีบรินน้ำส่งให้คุณหนูไม่หยุด ฉินเนี่ยนจึงทั้งดื่มทั้งสูดลมหายใจ ใบหน้าแดงก่ำจนแทบมีควันออกหู
‘จี้ไป๋! เจ้าคนใจแคบ! บุรุษอกสามศอกบ้านนายเขาแก้แค้นสตรีกันแบบนี้หรือไง!!!!!’
คนถูกด่าในใจยกถ้วยชาขึ้นบังริมฝีปากที่กำลังยกขึ้นจนไหล่สั่นน้อยๆ จากการกลั้นหัวเราะ จนฉินอี้หันขวับไปมองหลานชาย
“ไป๋เอ๋อร์ เจ้าไม่รู้หรือว่าเนี่ยนเอ๋อร์กินเผ็ดไม่ได้”
จี้ไป๋ลดถ้วยชาลง สีหน้ากลับมาสงบนิ่ง “ไม่ทราบขอรับท่านลุง”
ฉินเนี่ยนเงยหน้าขวับ ‘คนโกหก โกหกหน้าตาย!’
เขามองนางอย่างห่วงใยจอมปลอม “เนี่ยนเอ๋อร์เผ็ดมากหรือไม่ เมื่อครู่พี่ก็แกะก้างออกให้เจ้าหมดแล้ว มิได้เห็นพริกแม้แต่ชิ้นเดียวเลยนะ”
‘ยังจะแถอีก! ตาขี้เก๊กหน้าเนื้อใจเสือ! ขอให้คืนนี้นายนอนแล้วขาเป็นตะคริวทั้งสองข้าง!’
คราวนี้ชายหนุ่มต้องยกถ้วยชาขึ้นบังใบหน้าอีกครั้ง เพราะหากยังมองดวงตากลมโตที่แทบพ่นไฟใส่เขาต่อไป เกรงว่าคงกลั้นหัวเราะไม่อยู่จริงๆ
ฉินอี้เห็นบุตรสาวยังหน้าแดง น้ำตาคลอไม่หาย ก็หมดความคิดจะนั่งกินต่อ รีบสั่งให้คนเตรียมรถม้ากลับจวนทันที
ส่วนจี้ไป๋เองก็ไม่ได้รั้ง เพียงนั่งมองฉินเนี่ยนที่ยังคงดื่มน้ำสลับกับกินของหวานเพื่อดับเผ็ดด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ก่อนออกจากเหลาเยว่เซียง ฉินเนี่ยนยังไม่วายลอบหันกลับไปถลึงตาใส่เขา
‘ฝากไว้ก่อนเถอะตาขี้เก๊ก! แค้นนี้ฉันต้องเอาคืนแน่!’
จี้ไป๋ได้ยินแล้วเพียงยกมุมปากขึ้นบางๆ ดูท่าวันข้างหน้า... ชีวิตเขาคงไม่เงียบเหงานัก
สมน้ำสมเนื้อมั้ยละคะ อันนี้แค่ยกแรกนะ รอรอบต่อไปได้เล๊ยยยยย
